พระแก้วมรกต : จากล้านนาสู่ล้านช้าง ถึงกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ (๑) ตอนที่ ๒

พระแก้วมรกต ภาพลายเส้นพิมพ์ในหนังสือ The land of the White Elephant ของ Frank Vincent พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๑๖
บทความเรื่อง “พระเก้วมรกต : จากล้านนาสู่ล้านช้าง ถึงกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ” ของสายชล สัตยานุรักษ์ นี้ กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมได้จัดทยอยลงพิมพ์เป็นตอนๆ โดยตอนแรกลงพิมพ์ในฉบับเดือนเมษายน ๒๕๔๗ (คลิกอ่านที่นี่)

 

ยุคที่มีการแต่งตำนาน “พระแก้วมรกต” ในชินกาลมาลีปกรณ์ (พ.ศ. ๒๐๖๐-๒๐๗๑)

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงวิชาการว่า การแต่งตำนานทางพุทธศาสนาในล้านนาเกิดขึ้นใน “ยุคทอง” ซึ่งหมายถึงยุคที่ล้านนารุ่งเรืองสูงสุด แต่ผู้เขียนพบว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ ได้รับการแต่งขึ้นในระยะที่ล้านนาได้เสื่อมลงแล้วเนื่องจากความสูญเสียในการสงครามและภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง จึงมีสมมุติฐานว่าผู้แต่งตำนานไม่ต้องการจะให้พระพุทธรูปนี้เกี่ยวข้องกับการขยายอำนาจตามคติจักรพรรดิราชอีกต่อไป

ได้กล่าวแล้วว่าในยุครุ่งเรืองของล้านนา (สมัยพญากือนา พญาสามฝั่งแกน พระเจ้าติโลกราช พญายอดเชียงราย และพญาแก้วหรือพระเมืองแก้ว-ก่อนจะถึงปลายรัชกาล) คือก่อนที่จะมีการแต่งตำนาน “พระแก้วมรกต” นั้น “พระแก้วมรกต” น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของพระจักรพรรดิราช คือเป็นแก้วมณีโชติ หาก “ราชา” พระองค์ใดเป็นใหญ่ขึ้นมาก็จะอัญเชิญ “พระแก้วมรกต” ไปประดิษฐานในเมืองของตน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเมืองนั้นเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และ “ราชา” ที่ครองเมืองนั้นทรงเป็น “จักรพรรดิราชา”

“ตำนานพระแก้วมรกต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชินกาลมาลีปกรณ์นั้น แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งเชียงใหม่ โดยแต่งขึ้นในระหว่างปี ๒๐๖๐-๒๐๗๑ ซึ่งเป็นช่วงปลายรัชกาลพญาแก้วต่อเนื่องกับรัชกาลพญาเกศเชษฐราช (พ.ศ. ๒๐๖๘-๒๐๘๑) และเป็นเวลาหลังจาก “พระแก้วมรกต” ถูกสร้างขึ้นกว่าหนึ่งศตวรรษ ช่วงเวลานี้เชียงใหม่ได้เสื่อมอำนาจลงไปมากแล้ว การทำนุบำรุงพุทธศาสนาครั้งใหญ่เกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๐๕๙ เป็นครั้งสุดท้าย นั่นคือการหล่อพระเจ้าเก้าตื้อ

๑ พระเจ้าเก้าตื้อ, ๒ หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ แปลโดยศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร

ในด้านการทำสงครามนั้น พญาแก้วพยายามขยายอำนาจลงไปทางใต้เช่นเดียวกับพระเจ้าติโลกราช เริ่มจาก พ.ศ. ๒๐๕๐ พญาแก้วทรงส่งกองทัพไปตีสุโขทัย แม้ว่าจะตีไม่สำเร็จแต่พระองค์ก็มิได้ทรงละความพยายาม จึงทรงส่งกองทัพไปทำสงครามอีกหลายครั้ง บางครั้งก็ยึดได้กำแพงเพชรและเชลียง แต่ก็ไม่สามารถจะรักษาอิทธิพลเอาไว้ได้ การณ์กลับปรากฏว่าใน พ.ศ. ๒๐๕๘ (ในปลายรัชกาลพญาแก้ว) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงยกทัพมาตีลำปางแตก กวาดต้อนผู้คนจำนวนมากกลับไปยังอาณาจักรอยุธยา สองปีสุดท้ายในรัชกาลพญาแก้ว เชียงใหม่ต้องประสบความสูญเสียครั้งใหญ่ คือในปี พ.ศ. ๒๐๖๖ พญาแก้วส่งกองทัพที่มีคนถึงสองหมื่นคนไปรบเชียงตุง แต่พ่ายแพ้ยับเยิน เสียทั้งขุนนางและไพร่ และในปีต่อมา คือ พ.ศ. ๒๐๖๗ ก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มีคนตายมากมาย

ควรกล่าวด้วยว่าการสูญเสียขุนนางและไพร่ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจเสื่อมโทรมด้วย การสูญเสียขุนนางหมายถึงการสูญเสียความมั่งคั่งจากการค้า เพราะขุนนางเป็นผู้ประกอบการค้ารายใหญ่ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่าในการทำสงครามกับอยุธยาและสงครามตีเชียงตุง เชียงใหม่สูญเสียขุนนางชั้นสูงจำนวนมาก เฉพาะคราวที่รบกับกองทัพอยุธยาที่ลำปาง เชียงใหม่ก็สูญเสียขุนนางไม่น้อยกว่าสิบคน ส่วนการสูญเสียไพร่ หมายถึงการลดลงของผลผลิตในตลาด (เพราะมีการลดลงของส่วยและภาษีอากรต่างๆ ซึ่งเจ้าและขุนนางนำมาขายในตลาดต่างๆ)

ความเสื่อมของเชียงใหม่และล้านนานับแต่รัชกาลพญาแก้ว เห็นได้ชัดจากการที่กฎหมายโบราณซึ่งพบที่วัดป่าลาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าในรัชกาลพญาแก้วเป็นต้นมา ค่าของเงินตรา (เบี้ย) ลดต่ำลงไปเรื่อยๆ หรือเกิดปัญหาเงินเฟ้อขึ้น เข้าใจว่าสาเหตุที่ค่าของเงินตราลดลงเป็นเพราะสินค้าในตลาดมีน้อยลงจนทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ส่วนในด้านการเมืองก็มีการแย่งชิงอำนาจบ่อยครั้ง มีการปลงพระชนม์กษัตริย์โดยขุนนาง หรือการปลดกษัตริย์ออกจากตำแหน่ง หรือการสละราชสมบัติและใน พ.ศ. ๒๑๐๑ ภายหลังการแต่งชินกาลมาลีปกรณ์ เพียง ๓๐ ปีเท่านั้น เชียงใหม่ก็อ่อนแอจนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า

อนึ่งแม้ว่าพญาแก้วจะทรงเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งของล้านนาที่ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาก แต่วัดสำคัญในเชียงใหม่ก็สร้างมาตั้งแต่ต้นรัชกาล เมื่อถึงปลายรัชกาล คือช่วงที่พระรัตนปัญญาเถระแต่งชินกาลมาลีปกรณ์นี้ เชียงใหม่คงเสื่อมโทรมลงจนคนทำบุญให้ทานน้อยลง และเป็นไปได้อย่างมากว่า ปัญหาต่างๆ อันเป็นผลกระทบจากการทำสงครามขยายอำนาจของพญาแก้ว รวมทั้งการที่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยายกทัพมาโจมตีตอบแทน จนพญาแก้วต้องทรงทุ่มเททรัพยากรไปในการป้องกันราชอาณาจักร เช่น การก่อสร้างกำแพงเมือง ทั้งเมืองลำพูนและเมืองเชียงใหม่ด้วยอิฐ ทำให้พระรัตนปัญญาเถระไม่ต้องการให้กษัตริย์เชียงใหม่ทำสงครามขยายอำนาจอีกต่อไป ดังนั้นพระรัตนปัญญาเถระจึงต้องเล่าตำนาน “พระแก้วมรกต” ที่พยายามปฏิเสธว่า “พระแก้วมรกต” ไม่ใช่แก้วมณีโชติ และเขียนประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาที่เน้นคติปัญจอันตรธาน เพื่อเร่งให้คนทำบุญให้ทานสร้างกองการกุศล บำเพ็ญศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อจะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ ดังปรากฏรายละเอียดในชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งหากความคิดทางพุทธศาสนาดังกล่าวนี้เป็นที่รับรู้และเชื่อถืออย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะช่วยทำให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม เพราะเมื่อคนทำตามหลักธรรมะของพระพุทธศาสนา ก็ย่อมมีผลในการจัดระเบียบและควบคุมสังคมได้ดียิ่งกว่าการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งในเวลานั้นรัฐล้านนากำลังเสื่อมอำนาจลงจนน่าจะขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาต่างๆ อันเกิดจากการละเมิดประเพณีหรือระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม

กล่าวได้ว่าสงครามและภัยธรรมชาติ ทำให้พระรัตนปัญญาเถระกับคนทั้งหลายในล้านนาต้องการให้การแย่งชิงอำนาจและการขยายอำนาจสิ้นสุดลง แล้วหันมาเร่งทำบุญให้ทานเพื่อสะสมบุญ ก่อนที่พระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมจะอันตรธานไป พระรัตนปัญญาเถระจึงพยายามสร้างคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับ “พระแก้วมรกต” ว่าแท้ที่จริงแล้วพระพุทธรูปนี้เป็น “แก้วอมรกต” มิใช่แก้วมณีโชติ เพื่อจะลบความเชื่อเดิมที่ว่า “พระแก้วมรกต” เป็นแก้วมณีโชติของพระจักรพรรดิราชลงเสีย

นอกจากนี้อาจเป็นไปได้ว่า เมื่อมีการแต่ง “ตำนานพระแก้วมรกต” ขึ้นมาใน พ.ศ. ๒๐๖๐-๒๐๗๑ นั้น หากเน้นประวัติ “พระแก้วมรกต” ว่าทำมาจากแก้วมณีโชติ ก็จะไม่สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ล้านนากำลังเสื่อมอำนาจลง และจะส่งผลให้ชาวล้านนาทั้งปวงสูญเสียความศรัทธาใน “พระแก้วมรกต” ด้วย จำเป็นต้องเล่าว่า “พระแก้วมรกต” ทำมาจากแก้วอมรกตซึ่งพระอินทร์ได้มาจากบริเวณใกล้เคียงกำแพงแห่งแก้วมณีโชตินั้น

 

ยุคที่ “พระแก้วมรกต” ได้รับการประดิษฐานในล้านช้าง

ในระหว่างที่เชียงใหม่อ่อนแอลง อาณาจักรหลวงพระบางรุ่งเรืองอย่างยิ่ง กษัตริย์หลวงพระบางคือพระโพธิสารราชเจ้า (พ.ศ. ๒๐๖๓-๒๐๙๑) ซึ่งพระนามเต็มคือ “สมเด็จพระโพธิสารราชมหาธรรมิกทศลักขกุญชรมหาราชาธิปติจักรพรรดิภูมินทร์นรินทรราชเจ้า” สะท้อนคติที่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์และทรงเป็นพระจักรพรรดิราช หนังสือประวัติศาสตร์ลาว ของมหาสิลา วีระวงส์ ระบุว่า สมเด็จพระโพธิสารราชนี้เองที่ทรงเป็นผู้อัญเชิญ “พระแก้วมรกต” ออกจากเชียงใหม่ไปยังเชียงคำ (หลวงพระบาง) มิใช่พระไชยเชษฐาธิราชดังที่นักประวัติศาสตร์ของไทยเชื่อกัน (รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์ว่า “เมื่อพระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วออกไปจากเมืองเชียงใหม่ในครั้งนี้ เป็น…พระพุทธศาสนกาล ๒๐๙๕”) ซึ่งปี พ.ศ. ๒๐๙๕ นี้อยู่ในรัชกาลพระไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรหลวงพระบาง

อย่างไรก็ตามปี พ.ศ. ๒๐๙๕ อาจเป็นปีที่ “พระแก้วมรกต” มาประดิษฐานในเชียงทองก็เป็นได้ กล่าวคือ สมเด็จพระโพธิสารราชสวรรคต พ.ศ. ๒๐๙๓ แต่พระไชยเชษฐาธิราชมิได้เสด็จขึ้นครองเชียงทอง (หลวงพระบาง) ในทันที เนื่องจากเวลานั้นพระองค์ประทับอยู่ที่เชียงใหม่ กลุ่มการเมืองอื่นที่อยู่ใกล้พระโพธิสารราชเจ้าอาจได้ครอบครอง “พระแก้วมรกต” ก่อน กว่าพระไชยเชษฐาธิราชจะทรงยึดอำนาจได้และได้ครอบครอง “พระแก้วมรกต” ก็อาจจะเป็นปี พ.ศ. ๒๐๙๕ ก็ได้

ในที่นี้ใคร่ขอวินิจฉัยว่า ผู้อัญเชิญ “พระแก้วมรกต” ออกจากเชียงใหม่ น่าจะเป็นสมเด็จพระโพธิสารราช ตามที่มหาสิลา วีระวงส์ ซึ่งใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของลาวได้เขียนไว้ เพราะในเวลาที่เสด็จออกจากล้านช้างมาครองเชียงใหม่นั้น พระไชยเชษฐาธิราชทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๔ พรรษา และทรงครองเชียงใหม่ในฐานะเป็นเมืองประเทศราชของสมเด็จพระโพธิสารราชแห่งอาณาจักรหลวงพระบาง อำนาจของพระไชยเชษฐาธิราชในเมืองเชียงใหม่ตั้งอยู่ได้ในช่วงสองปีที่ครองราชสมบัติ ก็ด้วยเหตุที่มีพระราชอำนาจของสมเด็จพระโพธิสารราชพระราชบิดาค้ำจุนอยู่นั่นเอง เพราะพระราชบิดาได้เสด็จมายังล้านนาพร้อมด้วยกองทัพที่แห่พระไชยเชษฐาธิราชมาครองเมือง และก่อนจะเสด็จเข้าไปทำพิธีราชาภิเษกพระราชโอรส ณ เมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระโพธิสารราชก็ได้เสด็จไปเมืองต่างๆ ในล้านนาหลายเมือง เพื่อแสดงบุญบารมีของพระองค์ในฐานะจักรพรรดิราชให้ปรากฏในเมืองเหล่านั้น

หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระโพธิสารราชเสด็จมาล้านนาในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ เมืองสำคัญทั้งหลายในล้านนายอมอ่อนน้อมต่อพระองค์แต่โดยดี และพระองค์ก็ได้ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่การเป็นพระจักรพรรดิราชตามคติพุทธศาสนา ดังนั้นจึงน่าจะทรงมีพระราชอำนาจมากพอที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญไปจากล้านนา ดังความในหนังสือประวัติศาสตร์ลาว กล่าวว่า

พร้อมกับการแห่แหนพระราชโอรสไปคราวนี้ พระองค์ได้มีพระราชอาชญาแต่งตั้งให้พระยาเวียงกับแสนนครเป็นแม่ทัพ…ยกขึ้นไปตีเอาเวียงพระบึงด้วย…สมเด็จพระโพธิสารราชเจ้าก็ยกรี้พลโยธาหาญออกจากพระนคร แห่พระราชโอรสไปถึงนครเชียงแสน…ขณะที่ประทับอยู่นครเชียงแสน พระองค์ได้บำเพ็ญพระราชกุศล ทำพิธีบวชกุลบุตรในอุทกุกเขปสีมาน้ำโขงเป็นปฐมฤกษ์ก่อน…เสด็จประทับอยู่นครเชียงราย ๙ วัน จึงยกขบวนเสด็จไป…ถึงปะรำชัยของหมื่นขอม กำนันหนองแก้วที่นครเชียงใหม่ได้มาปลูกไว้รับเสด็จ…พวกเสนาอำมาตย์นครเชียงใหม่…ได้จัดเครื่องราชูปโภคออกมาถวายอยู่ปะรำชัย…

ครั้น (พระราชพิธีราชาภิเษก) เสร็จบริบูรณ์แล้ว พระโพธิสารธรรมิกราชพระราชบิดาก็ทรงบริจาคพระราชทรัพย์อันนำมาแต่นครเชียงทองกับที่เสนาอำมาตย์นครเชียงใหม่นำมาถวาย ออกให้ทานแก่พระสังฆเจ้าและยาจกวณิพกคนอนาถาเป็นอันมาก

ในขณะที่พระโพธิสารราชเจ้าประทับอยู่นครเชียงใหม่นี้ สมเด็จพระเจ้าบุเรงนอง…ได้ส่งทูตมาขอผูกพระราชไมตรี…ชักชวนพระโพธิสารราชเจ้าไปตีเอากรุงศรีอยุธยา…

สมเด็จพระโพธิสารราชเจ้าประทับอยู่เมืองเชียงใหม่พอสมควรแล้ว ก็เสด็จคืนมานครเชียงทอง และพระองค์ได้เชิญเอาพระแก้วมรกตกับพระแซกคำที่สถิตอยู่ในวิหารวัดปุพพารามมาด้วย

เหตุที่สมเด็จพระโพธิสารราชสามารถเสด็จมาล้านนาในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ เมืองสำคัญๆ ในล้านนายอมอ่อนน้อมแต่โดยดี และพระองค์สามารถเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในเมืองเหล่านั้นเพื่อประกาศพระบรมเดชานุภาพในฐานะจักรพรรดิราชได้อย่างราบรื่น ก็เพราะว่าก่อนจะทรงขยายพระราชอำนาจมาสู่ล้านนานั้น สมเด็จพระโพธิสารราชได้ทรงประสบความสำเร็จในการขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือและทางตะวันตกมาก่อนแล้ว ในรัชกาลของพระองค์มีเมืองขึ้นที่ถวายบรรณาการแก่พระองค์อย่างกว้างขวาง เช่น เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองแสนหวี และมีเจ้าทางไดเวียด นำคน ๓,๐๐๐ คนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารด้วย หนังสือประวัติศาสตร์ลาว ของมหาสิลา วีระวงส์ ระบุด้วยว่า กษัตริย์จามแห่งเมืองจำปาศักดิ์และกษัตริย์เขมรแห่งพระนครธมก็ถวายบรรณาการแก่สมเด็จพระโพธิสารราชเช่นกัน นอกจากนี้ภายหลังจากเจ้านายแห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง คือพระไชยราชา ทรงหนีภัยการเมืองมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร กองทัพอยุธยาได้ยกมาตีถึงเมืองชายแดนล้านช้างแต่ถูกกองทัพล้านช้างตีแตกกลับไป ฝ่ายอยุธยาต้องสูญเสียไพร่พลและช้างม้าเป็นอันมาก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๗๗ สมเด็จพระโพธิสารราชก็ยกทัพใหญ่มาหมายจะตีอยุธยา เข้าใจว่ายกมาช่วยพระไชยราชาชิงราชสมบัติ (หรืออาจจะถือโอกาสเข้ายึดครองกรุงศรีอยุธยามาเป็นเมืองขึ้น) ซึ่งปรากฏว่าในปี พ.ศ. ๒๐๗๗ นี้ พระอาทิตยราชได้เสด็จสวรรคตและพระไชยราชาธิราชได้เสด็จขึ้นครองราชย์แทนเรียบร้อยแล้ว กองทัพของสมเด็จพระโพธิสารราชจึงยกกลับโดยมิได้ทำสงครามแต่อย่างใด

ก่อนเสด็จล้านนา สมเด็จพระโพธิสารราชน่าจะทรงมีอิทธิพลมาถึงบริเวณเมืองพิษณุโลกและนครพนมด้วย เมืองพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการค้าทางบกสำคัญที่เชื่อมโยงอาณาจักรหลวงพระบาง กับเมืองท่าทางทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้มีพระราชประสงค์จะครอบครองเมืองสำคัญแห่งนี้ เมื่อสมเด็จพระโพธิสารราชทรงผนวชนั้นสมเด็จพระสังฆราชมหาศรีจันโทซึ่งเป็นชาวพิษณุโลกเป็นพระอุปัชฌาย์ และใน พ.ศ. ๒๐๗๘ พระองค์ก็ได้เสด็จยกทัพไปตีพิษณุโลก สี่ปีต่อมาภายหลังการยกทัพไปตีพิษณุโลก พระองค์ก็ทรงประกาศพระบารมีในแถบนครพนมโดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นหลังหนึ่งในบริเวณพระธาตุพนมและทรงกัลปนาข้าอุปัฏฐากพระธาตุพนมถึง ๓,๐๐๐ คน๑๐

ในการเสด็จล้านนาเพื่อราชาภิเษกพระไชยเชษฐาธิราชโอรสขึ้นครองเชียงใหม่ ปรากฏว่าสมเด็จพระโพธิสารราชได้รับผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก เพราะเท่าที่ปรากฏหลักฐานนั้นกองทัพของพระองค์ได้ช้างป่าถึง ๒,๐๐๐ เชือก และได้กวาดต้อนกำลังคนจากเวียงพระบึงกลับมาถึง ๔๐,๐๐๐ คนกับช้างอีก ๑,๐๐๐ เชือก๑๑

เมื่อสมเด็จพระโพธิสารราชเสด็จสวรรคต พระไชยเชษฐาธิราชก็ต้องรีบเสด็จออกมาจากเมืองเชียงใหม่ มิฉะนั้นก็อาจถูกขุนนางบางกลุ่มวางแผนกำจัดพระองค์เช่นเดียวกับที่พญาเกศเชษฐราชพระอัยกาของพระองค์ได้เคยถูกกำจัดมาแล้ว พระไชยเชษฐาธิราชได้รับการสนับสนุนจากขุนนางล้านช้างกลุ่มหนึ่ง มีพระยาศรีสัทธรรมไตรโลกเป็นผู้นำ ช่วยกำจัดกลุ่มอำนาจของพระล้านช้าง จึงสามารถเสด็จกลับไปยังเชียงทอง (หลวงพระบาง) ได้ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ณ เชียงทองแล้ว ต้องทรงแต่งตั้งพระยาศรีสัทธรรมไตรโลกให้เป็นผู้ปกครองเมืองเวียงจันซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญทางการค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาต่อมาเมื่อพระไชยเชษฐาธิราชเสด็จยกทัพกลับมาตีเชียงใหม่เพื่อยึดล้านนาคืนมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง พระองค์ทรงเกณฑ์ทัพพระยาศรีสัทธรรมไตรโลกจากเวียงจันมาช่วย แม้ว่ากองทัพล้านช้างจะไม่สามารถยึดเชียงใหม่จากพม่าได้ แต่พระไชยเชษฐาธิราชกับกลุ่มขุนนางที่เป็นพันธมิตรได้ถือโอกาสนั้นกำจัดพระยาศรีสัทธรรมไตรโลกเสีย แล้วใน พ.ศ. ๒๑๐๓ ก็ทรงย้ายราชธานีไปยังเวียงจันพร้อมกับอัญเชิญ “พระแก้วมรกต” มาประดิษฐาน ณ ราชธานีใหม่ของอาณาจักรล้านช้าง

หอพระแก้ว หลวงพระบาง สร้างสมัยพระไชยเชษฐาธิราช ภาพนี้เป็นภาพปัจจุบัน หลังการบูรณะในปี พ.ศ. ๒๔๗๙

พระแก้วมรกตได้รับการอัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองเวียงจันในเวลาที่เวียงจันมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการขยายตัวของการค้าระหว่างเวียงจันกับอยุธยา กัมพูชา และภาคกลางของเวียดนาม๑๒

จะเห็นได้ว่าอิทธิพลทางการเมืองที่สมเด็จพระโพธิสารราชทรงมีอยู่อย่างกว้างขวาง ทำให้พระองค์ทรงต้องการอุดมการณ์จักรพรรดิราช เพื่อเป็นพื้นฐานทางอุดมการณ์ในการปกครองราชอาณาจักรและการทำสงครามขยายพระราชอำนาจ ดังนั้นจึงต้องทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างมาก และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยยืนยันการเป็นจักรพรรดิราชของพระองค์ได้เป็นอย่างดี ก็คือการอัญเชิญพระแก้วมรกต ซึ่งคนส่วนใหญ่น่าจะยังคงเชื่อว่าเป็น “แก้วมณีโชติ” ไปสู่อาณาจักรล้านช้างของพระองค์นั่นเอง๑๓

หากพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองของล้านนาในช่วงก่อนที่สมเด็จพระโพธิสารราชจะเสด็จมาราชาภิเษกพระราชโอรส จะเห็นภาพค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่นานหลังจากพญาแก้วสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๐๖๗ ล้านนาอาจขึ้นต่อกษัตริย์แห่งล้านช้าง พญาเกศต้องถวายราชธิดาให้สมเด็จพระโพธิสารราช (พระราชธิดาพระองค์นี้ต่อมาทรงมีพระโอรสคือพระไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษาแล้วนั้นได้ครองเชียงใหม่ ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๘๙-๒๐๙๐ และครองล้านช้าง ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๑๔) พญาเกศซึ่งเป็นพระอัยกาของพระไชยเชษฐาธิราชนี้หาได้ทรงมีอำนาจไม่ ทรงครองราชย์ได้ไม่นานก็ถูกขุนนางถอด เมื่อขุนนางสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์อีกครั้งหนึ่งก็ทรงครองราชย์อยู่ได้เพียงสองปีก็ถูกขุนนางจับปลงพระชนม์ ก่อนที่พระไชยเชษฐาธิราชเสด็จมาครองเชียงใหม่นั้น ล้านนาอ่อนแอมากจนไม่สามารถต้านทานการรุกรานของอยุธยาได้ ในสมัยพระมหาเทวีจิรประภา คือใน พ.ศ. ๒๐๘๘ เชียงใหม่ได้ถูกกองทัพพระไชยราชาธิราชจากกรุงศรีอยุธยายกมาโจมตี พระมหาเทวีจิรประภา ต้อง “แต่งเจ้าขุนเอาบรรณาการไปถวาย”๑๔ ในการรบครั้งต่อมาซึ่งเกิดขึ้นในปีเดียวกันนั้นปรากฏว่ากองทัพพระไชยราชาธิราชถึงกับเผาเมืองเชียงใหม่บางส่วน หลังจากนั้นหัวเมืองไทยใหญ่บรรดาเมืองเล็กเมืองน้อยทั้งปวงที่เคยขึ้นกับล้านนาก็เข้าปล้นเมืองเชียงใหม่ และยังมีกองทัพเงี้ยวเมืองนายกับเมืองยองห้วยพยายามถมคูเมืองเพื่อเข้ายึดเชียงใหม่ด้วย แม้ว่ากองทัพเงี้ยวเมืองนายกับเมืองยองห้วยจะเข้าเมืองไม่ได้ แต่ก็ได้เผาทัพเชียงใหม่ที่เวียงสวนดอกแล้วจึงยกทัพกลับไป๑๕

๑ หนังสือประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง โดยโยชิยูกิ มาซูฮารา, พิมพ์ในชุดศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ, พ.ศ. ๒๕๔๖, ๒ ภาพลายเส้นหอพระแก้ว โดยเดอลาปอร์ท เขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙

ความสนใจของสมเด็จพระโพธิสารราชที่มีต่อการขยายอำนาจในล้านนาคงมาจากปัจจัยสำคัญสามประการ

๑. ความต้องการที่จะใช้ล้านนาเป็นแดนป้องกันทัพพม่า มิให้ยกมาถึงล้านช้างโดยง่าย เวลานั้นพม่ากำลังขยายอำนาจมาสู่ล้านนาและอยุธยา

๒. ความต้องการกำลังคนและช้าง ดังปรากฏว่าระหว่างทางเสด็จกลับล้านช้างทรงได้ช้างป่าถึง ๓,๐๐๐ เชือก และกวาดต้อนคนจากเมืองรายทางได้ถึง ๔๐,๐๐๐ คน (แต่เสด็จสวรรคตเพราะถูกช้างล้มทับ)

๓. ความต้องการที่จะครอบครองศูนย์ความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา รวมทั้งพระแก้วมรกต และเพื่อแสดงบุญญาบารมีในเมืองต่างๆ ในฐานะพระจักรพรรดิราช

ก่อนที่สมเด็จพระโพธิสารราชได้เสด็จมายังล้านนาเพื่อทรงแสดงแสนยานุภาพให้พระราชโอรสได้ครองเมืองเชียงใหม่อย่างราบรื่นนั้น พระองค์ได้ทรงรับพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ของล้านนามาเผยแพร่ในล้านช้างได้ระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ทรงทราบถึงความหมายและความสำคัญของ “พระแก้วมรกต” เป็นอย่างดี กล่าวคือ สมเด็จพระโพธิสารราชทรงแต่งราชทูตขอพระไตรปิฎกและพระสังฆเจ้าจากเชียงใหม่ในรัชกาลพญาแก้ว ทำให้พระพุทธศาสนาในล้านช้างรุ่งเรือง หลังจากนั้นได้ทรงห้ามประชาชนนับถือผีฟ้าและผีแถน

มีพระราชอาชญาประกาศให้บ่าวไพร่พลเมืองเลิกนับถือผีฟ้าผีแถน อันเคยมีมาแต่โบราณกาลนั้นเสียหมด บรรดาหอโรง กว้านศาล อันเป็นสถานที่ขึ้นฟ้าขึ้นแถนของพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนนั้น พระองค์ก็ได้รื้อถอนทิ้ง แล้วทรงสร้างพระอารามขึ้นแทน๑๖

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนเคารพพระองค์ในฐานะ “สมเด็จพระโพธิสารราชมหาธรรมิกทศลักขกุญชรมหาราชาธิปติจักรพรรดิภูมินทร์นรินทรราชเจ้า” และยอมรับกฎหมายที่ทรงตราขึ้น (คือกฎหมายโคสาราษฎร์) นั่นเอง กฎหมายโคสาราษฎร์นี้ถูกนำมาใช้ในล้านนาสมัยที่พระไชยเชษฐาธิราชเสด็จมาครองเชียงใหม่ด้วย หลักธรรมะของพระพุทธศาสนามีความสำคัญมากต่อกฎหมายโบราณของล้านช้าง เนื่องจากมาตราต่างๆ ของกฎหมายได้ถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ตามหลักศีลห้าของพระพุทธศาสนา เช่นการฆ่าตีกัน จัดเป็นหมวดปาณาติบาต การลักขโมย ฉ้อโกง ปล้นสะดม ซื้อขาย จัดเข้าในหมวดอทินนาทาน กฎหมายลักษณะผัวเมียและข้าทาสจัดเข้าในหมวดกาเมสุมิจฉาจาร เป็นต้น๑๗

เมื่อสมเด็จพระโพธิสารราชสวรรคตแล้ว พระไชยเชษฐาธิราชได้เสด็จกลับมาแย่งราชสมบัติในล้านช้าง ทั้งนี้ก็เพราะในเวลานั้นการค้าทางทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวมาก โดยมีอาณาจักรอยุธยาและกัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าดังกล่าว และเวียงจันตั้งอยู่ในตำแหน่งที่จะทำการค้ากับอยุธยาและกับเมืองท่าในกัมพูชาตลอดจนเวียดนามได้สะดวก สามารถสร้างระบบส่วยและระบบหมุนเวียนสินค้าภายในอาณาจักรที่ทำให้มีสินค้าส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศผ่านทางกรุงศรีอยุธยาและพนมเปญ ได้แก่สินค้าประเภทแร่ธาตุ เช่น ทอง เงิน เหล็ก ตะกั่ว ดีบุก และสินค้าประเภทของป่า เช่น กำยาน ครั่ง นอแรด งาช้าง หนังกวาง ชะมดเชียง๑๘ เมื่อประกอบกับความต้องการที่จะถอยออกห่างจากการรุกรานของพม่าให้มากที่สุด สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชก็ได้ย้ายราชธานีไปยังเวียงจัน ใน พ.ศ. ๒๑๐๓

พระองค์ได้เชิญเอาพระแก้วมรกตและพระแซกคำกับราชสมบัติทั้งมวล…ลงมาอยู่ ณ นครเวียงจันทน์…พระองค์ก็ได้สร้างมหาปราสาทราชวังขึ้นใหม่ พร้อมทั้งหอพระแก้ว พระแซกคำ อย่างวิจิตรพิสดารยิ่งนัก๑๙

ดังนั้น “พระแก้วมรกต” จึงประทับอยู่ที่เชียงคำชั่วระยะเวลาอันสั้น แต่ประทับอยู่ ณ นครเวียงจันสืบมา แม้ว่าอาณาจักรล้านช้างจะถูกแบ่งแยกออกเป็นสามอาณาจักรคือเวียงจัน หลวงพระบาง จำปาศักดิ์ นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๔๑ อันเป็นผลมาจากการที่กลุ่มผู้ปกครองท้องถิ่นมีอำนาจสูงขึ้น เพราะสามารถทำการค้าอย่างเป็นอิสระจากเวียงจัน โดยที่ผู้นำท้องถิ่นเหล่านี้จะส่งสินค้าที่กินระวางต่ำแต่มีมูลค่าสูงซึ่งรวบรวมได้ในท้องถิ่น ไปจำหน่ายยังศูนย์กลางการค้าต่างๆ ในภาคพื้นทวีปโดยตรง โดยไม่จำเป็นจะต้องส่งสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศโดยผ่านทางเวียงจันเพียงแห่งเดียว๒๐ ซึ่งทำให้กษัตริย์แห่งเวียงจันอ่อนแอลง และสามารถรักษาพระแก้วมรกตเอาไว้ได้อีกราวแปดสิบปี แต่ความหมายของ “พระแก้วมรกต” ในช่วงก่อนที่เวียงจันจะตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนจากการเป็นแก้วมณีโชติของพระจักรพรรดิราช มาเป็นพระพุทธรูปที่เป็นมิ่งขวัญของบ้านเมืองแทน๒๑

ส่วนทางล้านนานั้น ระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๐๙๔ หลังจากพระไชยเชษฐาเสด็จไปล้านช้างแล้ว เชียงใหม่ก็ว่างกษัตริย์ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า “เกิดเป็นกลียุคมากนัก”๒๒ ไม่กี่ปีต่อมาล้านนาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า กล่าวได้ว่าความเสื่อมของล้านนาทำให้ต้องสูญเสีย “พระแก้วมรกต” และความรุ่งเรืองของล้านช้างก็ทำให้กษัตริย์แห่งล้านช้างได้ “พระแก้วมรกต” ไปครอบครองแทน ตราบจนกระทั่งเวียงจันเสื่อมอำนาจลงไปเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ภายในล้านช้าง เวียงจันจึงเสีย “พระแก้วมรกต” ให้แก่กรุงธนบุรี ซึ่งทำให้ความหมายของ “พระแก้วมรกต” เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งหนึ่ง ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า


เชิงอรรถ

๑. เรื่อง “พระแก้วมรกต : จากล้านนาสู่ล้านช้างถึงกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ” นี้ ปรับปรุงจากบทความที่ผู้เขียนนำเสนอในงาน “มติชน แฮปปี้ บุ๊คเดย์” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗.

๒. โปรดดู สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. หน้า ๑๔๙.

๓. สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. หน้า ๑๔๗-๑๔๙.

๔. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ปริวรรตโดยทน ตนมั่น กรุงเทพฯ : คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๔. หน้า ๑๗๐-๑๗๑.

๕. สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. หน้า ๒๐๘.

๖. โปรดดูรายละเอียดในสรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. หน้า ๒๐๔-๒๐๙.

๗. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “ตำนานพระแก้วมรกต สำหรับอาลักษณ์อ่านในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันสวดมนต์เย็น พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า ๑๗๓ .

๘. สิลา วีระวงส์, ประวัติศาสตร์ลาว แปลโดยสมหมาย เปรมจิตต์. หน้า ๘๑-๘๓.

๙. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘-๗๙.

๑๐. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘-๘๐.

๑๑. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘-๘๓.

๑๒. โยซิยูกิ มาซูฮารา, ประวัติศาสตร์ลาว. หน้า ๙๘.

๑๓. แม้ว่าจะมี “ตำนานพระแก้วมรกตฉบับหลวงพระบาง” ซึ่งยังคงเล่าว่าพระแก้วมรกตมิใช่แก้วมณีโชติ แต่ “ตำนานพระแก้วมรกต” ฉบับนี้น่าจะแต่งขึ้นภายหลังรัชกาลสมเด็จพระโพธิสารราช และน่าจะแต่งหลังจากที่ “พระแก้วมรกต” มิได้ประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบางแล้ว เพราะ “พระแก้วมรกต” ประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบางเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น เหตุที่เรียกว่าฉบับหลวงพระบาง น่าจะเป็นเพราะเจ้าผู้ครองหลวงพระบางซึ่งได้ช่วย “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก” ตีเวียงจันใน พ.ศ. ๒๓๒๑-๒๓๒๒ เป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย

๑๔. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. หน้า ๗๓.

๑๕. สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. หน้า ๒๐๙.

๑๖. สิลา วีระวงส์, ประวัติศาสตร์ลาว. แปลโดยสมหมาย เปรมจิตต์. หน้า ๗๘.

๑๗. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๘.

๑๘. โยซิยูกิ มาซูฮารา, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง. หน้า ๑๙๑-๑๙๓.

๑๙. สิลา วีระวงส์, ประวัติศาสตร์ลาว. แปลโดยสมหมาย เปรมจิตต์. หน้า ๙๒.

๒๐. โยซิยูกิ มาซูฮารา, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง. หน้า๑๖๘-๑๗๐.

๒๑. “ตำนานพระแก้วมรกต (ฉบับหลวงพระบาง)” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า ๑๑๘. “ตำนานพระแก้วมรกต” ฉบับนี้น่าจะมาจากเวียงจัน มิใช่หลวงพระบาง แต่เจ้าผู้ครองนครหลวงพระบาง

๒๒. สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. หน้า ๒๐๖.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายน 2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป