เบื้องหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน “คึกฤทธิ์” พูดอะไรทำให้จีนเครียด

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกฯ ไทย และนายโจวเอินไหล นายกฯ จีน ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน

การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เมื่อ ค.ศ. 1972 จนนําไปสู่การปรับความสัมพันธ์ระหว่าง สหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยที่รัฐบาลเผด็จการทหารไทยไม่ได้ทราบข่าวการเปลี่ยนแปลงท่าทีของมหามิตรสหรัฐอเมริกาล่วงหน้า นําไปสู่ความโกลาหลภายในรัฐบาลเผด็จการทหารไทย การเปลี่ยนแปลงท่าที่ของสหรัฐอเมริกาต่อจีนดังกล่าว เป็นเงื่อนไขสําคัญที่ผลักให้รัฐบาลเผด็จการทหารไทยเริ่มปรับเปลี่ยนท่าที่ต่อรัฐบาล สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างรวดเร็ว กระทั่งเกิดความสับสนและโจมตีซึ่งกันและกันในหมู่ชนชั้นนําไทย [1]

อย่างไรก็ตาม นับแต่การสถาปนาระบอบเผด็จการทหารสฤษดิ์ ถนอม ประภาสซึ่งเปิดฉากขึ้นใน ค.ศ. 1957 การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับจีนถูกทําให้เป็นอัมพาต การค้นคว้าทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับจีนซึ่งถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายสําหรับนักวิชาการ เนื่องจากอาจถูกจับจ้องจากรัฐและติดป้ายว่าเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์ [2] ภายใต้บรรยากาศแห่งความกลัวนี้ การศึกษาเกี่ยวกับจีนในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับจีน แผ่นดินใหญ่หรือคนจีนในประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะชะงักงัน

พลันที่สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงท่าทีต่อจีนจนรัฐบาลไทยจําต้องเดินตาม รัฐบาลเผด็จการทหารไทยเริ่มตระหนักถึงภาวะสุญญากาศทางความรู้เกี่ยวกับจีนโดยเฉพาะมิติด้านความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายใต้ภาวะดังกล่าว รัฐบาลเผด็จการทหารไทยได้ตั้งคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวกับจีนในเอกสารภาษาจีน สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีขึ้นใน ค.ศ. 1972 เพื่อแปลเอกสารภาษาจีนและ ค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-จีน การใช้อดีตเป็นเครื่องมือส่องสว่าง คลายความสงสัยและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในขณะนั้น…กระทั่งรัฐบาลไทยภายใต้การนําของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1975

แม้การเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนของ  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์จะประสบความสําเร็จอย่างงดงาม อย่างไรก็ตาม หากอ่านเอกสารหลักฐานจากฝั่งจีนจะพบ ว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์และชนชั้นนําไทยได้สร้างปัญหาให้กับความสัมพันธ์ ไทย-จีนตั้งแต่เริ่มต้นอันเป็นผลมาจากสุญญากาศทางความรู้เกี่ยวกับจีน จนนำไปสู่การขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับความอ่อนไหวของจีนต่อประเด้นประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ที่เกี่ยวกับการนิยาม “ชาติจีน”

ภายหลังจากการเจรจาเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน นายกรัฐมนตรีไทย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ และโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1975 เพียง 3 วันต่อมา ปัญหาที่ไม่คาดคิดมาก่อน และเกี่ยวข้องกับประเด็นคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย ได้สร้างความกังวลให้แก่ทางการจีนอย่างมาก

ภายหลังจากการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ คณะของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ได้เดินทางเยือนเซี่ยงไฮ้และคุนหมิง เมื่อเดินทางถึงคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน ในวันที่ 4 กรกฎาคม ทางเจ้าภาพได้จัด เลี้ยงรับรองอาหารค่ำซึ่งปรุงโดยชนชาติไทจากสิบสองปันนา มีลาบเนื้อ และน้ำพริกอ่องเป็นอาหารจานเด็ดเพื่อสร้างความประทับใจให้กับคณะ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ [3] ภายหลังรับประทานอาหาร ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ได้ กล่าวขอบคุณเจ้าภาพด้วยอารมณ์ขันว่า

“เมื่อมาถึงคุนหมิง รู้สึกว่าข้าพเจ้ากลับมาบ้านเดิมอีกครั้งหนึ่ง    เพราะทราบจากประวัติศาสตร์ว่าสมัยราชวงศ์ถัง อาณาจักรไทยย้ายจากเมืองตาลีมาอยู่คุนหมิง แต่นั่นเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ที่พิสูจน์ได้ก็คืออาหารมื้อแรกที่นี่มีอาหารไทย 2 อย่าง  คือ ลาบเนื้อ ซึ่งอร่อยกว่าไทยมาก และน้ำพริก ถ้าอย่างนี้ ไม่เรียกว่ากลับบ้านเดิมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรอีกแล้ว” [4]

อานันท์ ปันยารชุน นักการทูตหนุ่มร่วมคณะ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ได้ กล่าวถึงความรู้สึกโดยรวมของคณะนักการทูตไทยและเล่าขยายความ ถึง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ว่า

“เราทุกคนก็รู้ว่าเรื่องสิบสองปันนา และเรื่องเชียงรุ่ง ในมณฑลยูนนาน ความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจมันก็มีมานาน คุณคึกฤทธิ์ก็บอกเลยคืนนั้นว่า พรุ่งนี้เช้าผมจะเอาธงไทยไปปักหน้าบ้านพักรับรอง แล้วประกาศว่าคณะของเรามาปลดแอกมณฑลยูนนานออกจากจีนแล้ว เรามาเรียกร้องดินแดนกลับคืนไปคง” [5]

ฝ่ายจีนไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งกับคํากล่าวขอบคุณของนายกรัฐมนตรีไทยและความพยายามที่จะเชื่อมโยงไทยกับจีนมากนัก ตรงกันข้าม คํากล่าวด้วยอารมณ์ขันของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ กลับสร้างความวิตกกังวลให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรุงปักกิ่งที่ร่วมเดินทางมากับคณะนักการทูตไทย ซึ่งรวมถึงฮานเนี่ยนหลง (韩念龙) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และฮว่ากั่วเฟิง (华国锋) รองนายกรัฐมนตรี

สําหรับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งทําการปฏิวัติสําเร็จใน ค.ศ. 1944 การสร้างนิยาม “ชาติจีน” เป็นโจทย์สําคัญอันหนึ่งในการยึดโยงคนจีนเข้าด้วยกัน เมื่อการปฏิวัติเสร็จสิ้นลง ทางการจีนได้พยายามนิยาม “ชาติจีน” ว่าคือประเทศชาติที่เกิดจากการหลอมรวมของคนหลากหลายชาติพันธุ์รวม 56 ชาติพันธุ์ ซึ่งมาจากโครงการจัดจําแนกชาติพันธุ์ตามสูตร 55 (ชนชาติพันธุ์ส่วนน้อย) +1 (ชนชาติพันธุ์ฮั่น) = 56 ทั้งนี้สูตรการจําแนก 56 ชาติพันธุ์นี้เพิ่งมาสําเร็จลงตัวเมื่อ ค.ศ. 1979 ด้วยการจัดจําแนกชนชาติพันธุ์จีนั่ว (基诺族) เป็นชนชาติพันธุ์สุดท้าย [6]

ดังนั้น คํากล่าวของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ใน ค.ศ. 1975 ที่กล่าวถึง ความผูกพันระหว่างชนชาติพันธุ์ไทใน       ยูนนานกับคนไทย ความรู้สึกเหมือนกลับบ้านเดิมและการเรียกร้องดินแดนคืน อันเป็นผลมาจากการถูกหล่อหลอมด้วยประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับอัลไต-น่านเจ้าจึงสร้างความวิตกกังวลให้แก่ทางการจีนอย่างมาก เนื่องจากเป็นการท้าทายกระบวนการนิยาม “ชาติจีน” ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ด้วยการยึดโยง “ชนชาติพันธุ์ไท” ในจีนเข้ากับจินตนาการ “ชาติไทย” อันเป็นผลผลิตจากประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ขมขื่นจากช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมที่เพิ่งผ่านพ้นไม่นาน ทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติส่วนน้อยกับรัฐบาลเป็นประเด็นอ่อนไหว

ดังนั้นประวัติศาสตร์ฉบับอัลไต-น่านเจ้าจึงเป็นเรื่องอันตราย นอกจากการอ้างอธิปไตยโดยนัยเหนือชนชาติพันธุ์ไทในจีน แล้ว ประวัติศาสตร์ฉบับดังกล่าวยังอ้างอธิปไตยทางประวัติศาสตร์เหนือดินแดนจีน…

หลังคณะของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เดินทางกลับไทยไม่กี่วัน กระทรวงการต่างประเทศจีนและพรรคคอมมิวนิสต์ได้สั่งการผ่านพรรคคอมมิวนิสต์ประจํามณฑลยูนนาน ให้สถาบันวิจัยประวัติศาสตร์  ประจํามณฑลยูนนานวิจัยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน เพื่อความกระจ่างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทั้ง 2 ประเทศ ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับอัลไต-น่านเจ้าที่อ้างอธิปไตยทางประวัติศาสตร์เหนือชนชาติพันธุ์และดินแดนบางส่วนของจีน ทั้งยังเน้นความไม่ลงรอยระหว่างชนชาติพันธุ์ไท(ย) กับจีน ด้วยการอ้างว่า การรุกรานของจีนเป็นชนวนทําให้ “คนไท(ย) ทิ้งแผ่นดิน” อพยพลงใต้จาก น่านเจ้าจนมาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยทุกวันนี้ [7]

ภายหลังได้รับแจ้งจากรัฐบาลจีน เฉินหลี่ว์ฝ่าน (陈吕范) นักวิจัยอาวุโสประจําสถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าจัดตั้งกลุ่มวิจัยความสัมพันธ์ไทย-จีนขึ้น…กลุ่มวิจัยเน้นจุดมุ่งหมายในการวิจัย 2 เรื่อง คือ การล้มล้างมายาคติประวัติศาสตร์เรื่องยูนนานเคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรไท(ย) และการสลายความไม่ลงรอยระหว่างชาติพันธุ์ไท(ย) กับจีน

การทํางานของกลุ่มวิจัยไม่ได้เกิดจากการทําตามคําสั่งของรัฐบาลจีนเพียงด้านเดียว หากแต่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมวิชาการ ที่ต้องการใช้วิชาการเป็นเครื่องมือในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของจีนด้วย เฉิน หัวหน้ากลุ่มวิจัยได้เขียนบันทึกระลึกถึงเหตุกาณ์ตั้งแต่เริ่มต้นได้รับการติดต่อให้ทําวิจัยและบรรจุรายละเอียดต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ในบันทึกดังกล่าว เฉินเขียนด้วยอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมพาดพิงถึง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์และคณะทูตไทยกับการอ้างอิง ประวัติศาสตร์ฉบับอัลไต-น่านเจ้าว่า

“ท่านนายกรัฐมนตรีไทยที่เพิ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศชาติของข้าพเจ้าเสร็จสิ้น ผู้นี้ คิดว่าการเดินทางมายูนนานคือ ‘การเดินทางกลับบ้านเดิม’ ท่านกล่าวว่า ‘เมืองหลวงของไทยแต่เดิมอยู่ที่ต้าหลี่ ต่อมาจึงอพยพลงมายังคุนหมิง’ นอกจากนี้นายชะลอ วนะภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เมื่อเดินทางกลับแล้ว ได้เขียน บทความลงวารสาร ที่กรุงเทพฯ ระบุว่า   ยูนนาน ‘เคยเป็นดินแดนใต้อาณัติของไทยมาก่อน’” [8]

…กลุ่มวิจัยได้เริ่มแปลเอกสารภาษาไทยที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทยและความสัมพันธ์ไทย-จีนซึ่งรวม ถึงงานประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยที่แต่งโดยหลวงวิจิตรวาทการ ในยุคที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องการสร้างมหาอาณาจักรไทยด้วยการผนวกรวมพื้นที่ต่างๆ ที่มีคนไท(ย) อาศัยอยู่เข้าด้วยกัน รวมทั้งจีนตอนใต้ เพื่อนําเสนอข้อมูลต่างๆ ให้รัฐบาลจีนใช้ในการดําเนินความสัมพันธ์ ไทย-จีน อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการนําเสนอข้อมูลให้กับรัฐบาลจีนเท่านั้น หากแต่การผลิตความรู้ของกลุ่มวิจัยยังมีภาคบฏิบัติการที่ใช้ความรู้วิชาการเป็นเครื่องมือในการดําเนินงานทางการทูตโดยตรงอย่างชัดเจน

เชิงอรรถ

[1] พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์, สงครามเวียดนาม: สงคราม กับความจริงของ “รัฐไทย” (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2549), น. 118-119.

[2] อาทิ เขียน ธีระวิทย์ ได้เล่าถึงประสบการณ์ในช่วงเวลานี้ว่าเขา ถูกจับจ้องทั้งจากสันติบาลและอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสมัยนั้นคือประภาส จารุเสถียร เกี่ยวกับการเรียนการสอนและการทําวิจัยเกี่ยวกับจีน ดู เขียน ธีระวิทย์, “จีนศึกษาของไทย: เหลียวหลังแลหน้า,” ใน จีนใหม่ศตวรรษที่ 21 (กรุงเทพฯ: มติชน, 2549), น. 17-26.

[3] อานันท์ ปันยารชุน, “ปาฐกถาพิเศษ,” ใน ความสัมพันธ์ไทย-จีน เหลียวหลังแลหน้า, บรรณาธิการโดย เขียน ธีระวิทย์ และเจียแยนจอง (กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543), น. 19

[4] กลุ่มนักข่าวการเมือง อักษรบัณฑิต, คึกฤทธิ์เปิดม่านไม้ไผ่ (กรุงเทพฯ สวนอักษร, 2518), น. 77.

[5] อานันท์ ปันยารชุน, “ปาฐกถาพิเศษ” น. 19.

[6] ประเด็นการจัดจําแนกชาติพันธุ์กับการนิยาม “ชาติจีน” ดู Thomas S. Mullaney, Coming to Terms with the Nation: Ethnic Classification in Modern China (Berkeley: University of California Press, 2011).

[7] 陈吕范, [中泰关系若干问题研究课题小结],《秦族起源与南诏国研究文集》上, 陈吕范编 (北京:中国书籍出版社,2005) 1.

[8] Ibid., p.2.


หมายเหตุ

  • บทความนี้คัดเนื้อหาบางส่วนมาจาก: สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์. เขียนจีนให้เป็นไทย, สำนักพิมพ์มติชน, สิงหาคม 2564
  • จัดย่อหน้าใหม่และจัดเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 ตุลาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป