คนไทยโบราณเชื่อ “แมวดำคือแมวดี แมวอัปรีย์คือแมวขาว”

ภาพของแมวดำจากสมุดข่อยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน และผู้วาดภาพ รวมถึงวันที่ที่ทำการบันทึก แต่คาดว่าน่าจะเป็นตำราที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุด British Library

ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบแมวมาก ขอให้เป็นแมวไม่ว่าจะสีอะไรก็ชอบหมด แต่ตอนเด็กๆ ผู้เขียนมักถูกผู้ใหญ่ทักไม่ให้ไปยุ่งกับ “แมวดำ” โดยอ้างว่า แมวดำคือ “แมวผี” ซึ่งมีอำนาจชั่วร้ายที่สามารถทำให้คนตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาได้ หากว่ามันได้ไปกระโดดข้ามโลงศพของใครเข้า ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่กลับกัน ซากศพที่ถูกแมวดำกระโดดข้ามจะกลายเป็นผีร้ายที่มาพร้อมความอาฆาตพยาบาท

ถึงตอนนี้เมื่อนึกย้อนกลับไปก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนเฒ่าคนแก่เหล่านั้นเขาเชื่อกันอย่างนั้นจริงๆ หรือแค่ต้องการขู่ไม่ให้เด็กไปยุ่งกับแมวเพราะกลัวว่าจะกลายมาเป็นภาระของตัวเองหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ในหลายวัฒนธรรม แมวดำเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ทำให้แมวดำจรจัดเป็นแมวที่หาผู้รับเลี้ยงได้ยาก (บางประเทศไม่ยอมให้สัตว์เลี้ยงออกเพ่นพ่านในที่สาธารณะจึงถูกจับมาขังจนกว่าจะหาผู้รับเลี้ยงได้)

สำหรับอคติต่อแมวดำในตะวันตกส่วนใหญ่เชื่อกันว่า แมวดำเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายมักไปพัวพันกับแม่มดมนต์ดำทำให้ในช่วงยุคกลางแมวดำจึงถูกฆ่าทิ้งเป็นจำนวนมาก ในอินเดียเองก็มีทัศคติในเชิงลบต่อแมวดำเช่นกันว่า หากใครเจอแมวดำเดินตัดหน้าก็จะทำให้คนๆนั้นต้องเจอกับความโชคร้ายเนื่องจากสีดำเป็นสีของ “พระเสาร์” (Shani) ซึ่งมีอำนาจในทางบาปเคราะห์ (13 Superstitions We Indians Follow Blindly. The India Times)

ส่วนในเมืองไทยมีคนพยายามอธิบายว่า อคติต่อแมวดำของคนอินเดียนั้นน่าจะเกี่ยวโยงกับพระษัษฐีมากกว่า โดยอ้างว่า แมวดำเป็นสัตว์ผี เป็นพาหนะของพระษัษฐี เทวีแห่งความตายของทารก หรือ ผีแม่ซื้อประจำตัวเด็กในวันที่ 6 ซึ่งพระษัษฐีเป็นเทวีที่มีอิทธิฤทธิ์”

“หากใครเห็นแมวดำที่ไหน มักต้องเห็นพระษัษฐีปรากฏกายที่นั่น และจะมีเด็กหรือคนตายที่นั่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในงานศพจะระมัดระวังไม่ให้แมวมาถูกต้องศพ ด้วยเชื่อว่าจะเกิดมนทินกับศพนั้น ๆ ไปตลอด…ในคติความเชื่อของจีน ก็ถือกันว่าหากแมวข้ามศพผีนั้น จะฟื้นคืนชีพและกลายเป็นผีที่ดุร้ายมากซึ่งก็ไม่ต่างจากไทย”

ข้อความข้างต้นมาจากบทความเรื่อง “ตำนาน ภูติ ผี ปีศาจ และ สิ่งแปลกประหลาด ตอนที่ 110 ความเชื่อ แมวดำ” จากเว็บไซต์ Dek-D และยังมีอีกหลายเว็บไซต์ที่กล่าวคล้ายๆ กัน ซึ่งผู้เขียนบอกตามตรงว่าไม่รู้จักเทพอินเดียองค์นี้ ส่วนความเชื่อของไทยเรื่องแมวดำข้ามศพที่ว่าเหมือนกับจีนนั้น คงเป็นเพราะไทยรับมาจากจีน

ภาพของแมวขาวตาแดงจากสมุดข่อยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน และผู้วาดภาพ รวมถึงวันที่ที่ทำการบันทึก แต่คาดว่าน่าจะเป็นตำราที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุด British Library
ภาพของแมวขาวตาแดงจากสมุดข่อยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน และผู้วาดภาพ รวมถึงวันที่ที่ทำการบันทึก แต่คาดว่าน่าจะเป็นตำราที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุด British Library

ที่ผู้เขียนเห็นเช่นนั้นเนื่องจากตามตำราโบราณของไทยว่าด้วยแมวลักษณะต่างๆ ระบุว่า แมว “ดำปลอดตลอดล้ำ” นั้น “เลี้ยงไว้จะดีเป็นเสรฐีมีทรัพย์หลาย” ขณะที่ “แมวขาวตาแดง” หากใครเลี้ยงไว้ “จักเกิดโกลี มักอัปปรีศรีเสาอยู่โรยรา อย่าเลี้ยงไว้บ่มีดี เอาไปเสียจงไกลตา”

ตำราดังกล่าวเป็นตำราซึ่งบันทึกบนสมุดข่อยในยุคศตวรรษที่ 19 (ค.ศ.1801-1900 หรือ พ.ศ. 2344-2443) หรือในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จึงเป็นไปได้ว่า อคติต่อแมวดำของคนไทยน่าจะพัฒนาขึ้นในยุคหลังที่ไทยเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติมากขึ้นจึงได้อิทธิพลทางความเชื่อในลักษณะนี้มาจากทั้งจีน อินเดียและตะวันตก

ความเชื่อเรื่องโชคลางถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่คงจะห้ามกันไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในต่างประเทศเริ่มมีการรณรงค์ให้คนลดละอคติต่อแมวดำ โดยในอังกฤษกลุ่ม Cat Protection ได้ประกาศให้วันที่ 27 ตุลาคม เป็นวันแมวดำแห่งชาติเพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อแมวดำ

แม้ว่าแต่เดิมมาชาวบริเตนจะเชื่อกันว่าแมวดำถือเป็นแมวนำโชค (เหมือนคนไทยสมัยก่อน) แต่ดูเหมือนปัจจุบันแมวดำในบริเตนจะโชคไม่ดีนัก เห็นได้จากสถิติของราชสมาคมเพื่อการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ (RSPCA) ที่พบว่าแมวไร้บ้านในความดูแลขององค์กรนับพันตัวกว่า 70 เปอร์เซนต์เป็นแมวดำ หรือดำปนขาว

“มันมีเหตุผลหลายอย่างเลย ทั้งด้วยเหตุที่แมวดำมันยากที่จะแยกแยะไม่เหมือนแมวที่มีลายเฉพาะตัว และสัตว์เลี้ยงสีดำก็เป็นพวกที่ถ่ายรูปไม่ขึ้นด้วย” RSPCA ระบุ ทั้งนี้จากรายงานของเทเลกราฟ

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป