แคว้นฉินปฏิรูปกฎหมาย ทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อถือมั่นใจ

เสาไม้ที่ซางยางให้ตั้งที่ประตูเมืองทางใต้ พร้อมประกาศรางวัลที่กำหนด

ช่วงต้นยุคจ้านกว๋อ (475-221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) สถานการณ์บ้านเมืองของแคว้นฉินวุ่นวาย กองทัพอ่อนแอ ถูกแคว้นฉู่และแคว้นเว่ยบุกรุกก่อกวนอยู่ตลอดเวลา เพื่อแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้ ฉินเซี่ยวกง ผู้ปกครองแคว้นฉินคิดปฏิรูปกฎหมายของแคว้น และผู้ที่มาช่วยให้ทำการสำเร็จก็คือ “ซางยาง”

ซางยาง เป็นชาวแคว้นเว่ย ชื่อแซ่เดิม คือ กงซุนยาง เป็นนักปรัชญาสำนักฝ่าเจีย (สำนักกฎหมาย) ต่อมามีความดีความชอบจากการแก้กฎหมายให้กับแคว้นฉิน จึงได้เมืองซางไปบริหารปกครอง (ปัจจุบันอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอําเภอซางในมณฑลส่านซี) จึงเรียกเขาว่าซางยาง ซางยางเสนอฉินเซี่ยวกงให้หลักนิติธรรม ปฏิรูปกฎหมาย ปรับปรุงให้มีการปฏิบัติต่อปวงชนอย่างเสมอหน้ากัน

ฉินเซี่ยวกงฟังคำแนะนำของซางยาง ตัดสินใจปฏิรูประบบเก่าดำเนินการตามกฎหมายใหม่ที่ซางยางเสนอ แต่บรรดาชนชั้นสูงและเหล่าขุนนางต่างคัดค้าน เตือนไม่ให้เชี่ยวกงเชื่อตามซางยาง

ซางยางปฏิรูปกฎหมาย 2 ครั้งติดต่อกัน ประเด็นหลักการปฏิรูปของกฎหมายของซางยาง คือ ใครทำดีต้องให้รางวัลใครผิดต้องลงโทษ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด, ล้มเลิกระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินของรัฐ ยอมรับระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนตัว อนุญาตให้มีการซื้อขายที่ดิน, เพิ่มอำนาจการควบคุมท้องถิ่นให้กับภาครัฐ ฯลฯ การปฏิรูปกฎหมายของซางยางทำให้ การเมือง เศรษฐกิจ และการทหารมีการพัฒนา แคว้นฉินกลายเป็นแคว้นที่มีความเข้มแข็งที่สุด

แต่กว่าจะถึงจุดนั้น มีเสียงคัดค้านดังไปทั่วราชสำนักฉิน

ฉินเซี่ยวกงเรียกประชุมเหล่าขุนนางเพื่ออภิปรายเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย ฝ่ายขุนนางที่ไม่เห็นด้วยกับการการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ต่างอ้างอิงเหตุผลและหลักการมากมาย แต่ซางยางหักล้างได้หมด ฉินเซี่ยวกงจึงแต่งตั้งซางยางเป็นขุนนางฝ่ายซ้าย มอบอำนาจให้เขาดำเนินการเปลี่ยนกฎหมายใหม่ และให้กำหนดแผนปฏิรูปกฎหมายโดยเร็ว ทั้งประกาศว่าหากผู้ใดยังคัดค้านการปฏิรูปกฎหมายอีกจะต้องถูกลงโทษ

หากซางยางตระหนักดีว่า การใช้กฎหมายใหม่จะราบรื่น ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนเสียก่อน แต่การจะอธิบายเหตุผลของการปฏิรูปกฎหมายให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกฎหมาย ซางยางเลือกใช้วิธีที่แปลกและแตกต่างออกไป

ซางยางสั่งให้นำเสาไม้สูง 3 จ้าง (ประมาณ 30 ฟุต) ไปตั้งที่ประตูเมืองทางทิศใต้ และปิดประกาศไว้ข้างเสาว่า ผู้ใดสามารถย้ายเสาต้นนี้ไปยังประตูเมืองทิศเหนือได้ จะได้รับทองคำ 10 แท่ง ผู้คนยืนมุงดูอยู่รอบๆ เสาต้นนั้นเต็มไปหมด ส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนกันว่า เสาไม้สูงใหญ่ขนาดนี้ ระยะทางไกลขนาดนี้ ใครจะแบกไหว รางวัลที่ตั้งรางวัลไว้สูงเช่นนี้ คงไม่เป็นจริง จึงไม่มีผู้ใดลองแบกเสาต้นนี้

เมื่อรอไประยะหนึ่งไม่ใครทดลองยกเสา ซางยางจึงเพิ่มรางวัลเป็นทอง 50 แท่ง

ประชาชนส่วนมากยังคงเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ต่างวิจารณ์และคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ขุนนางฝ่ายซ้ายอย่างซางยางคิดอะไรอยู่ ขณะนั้นเองมีชายคนหนึ่ง เขาคิดว่าแค่แบกเสาไปยังประตูฝั่งเหนือเสียแรงไม่เท่าไหร่หรอก ถึงไม่ได้รางวัลก็ไม่เสียหายอะไร น่าจะลองดูสักครั้ง แล้วเขาก็แบกเสาไม้เดินไปจนถึงประตูเมืองฝั่งเหนือ และได้ทอง 50 แท่ง ตามประกาศที่ปิดไว้

เหตุการณ์นี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างเกิดความเชื่อถือในตัวซางยาง และเชื่อมั่นว่ากฎหมายที่เขาเป็นปฏิรูป ในที่สุดก็ประกาศใช้กฎหมายใหม่ได้

หลังประกาศใช้กฎหมายใหม่ได้ 10 ปี แคว้นฉินกลายเป็นแคว้นที่มีความเข้มแข็งที่สุด อันนำไปสู่การรวม 6 แคว้นให้เป็นหนึ่ง แม้ภายหลังเมื่อฉินเซี่ยวกงสิ้นชีพ รัชทายาทพระนามว่า “ฉินฮุ่ยเหวินหวัง” ขึ้นครองราชย์ เขามีความแค้นซางยางตลอดมา เพราะก่อนหน้าเคยถูกซางยางตัดสินโทษ จึงได้ฉวยโอกาสใส่ร้ายซางยางก่อกบฏและลงโทษประหาร หากยังยอมรับรากฐานทางกฎหมายที่ซางยางวางไว้


ข้อมูลจาก

หลี่เฉวี่ยน (เขียน), เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย (แปล). ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ, สำนักพิมพ์มติชน มกราคม 2556.

ทวีป วรดิลก. ประวัติศาสตร์จีน, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, พิมพ์ครั้งที่ 4, 2547


เผยแพร่ข้อมูลครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ 31 สิงหาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป