พระนเรศวร รวบรวมกำลังพลจากไหน นำมาใช้ฟื้นฟูบ้านเมืองหลังเสียกรุงพ.ศ. 2112

พระบรมราชานุสาวรีย์ พระนเรศวร ลำปาง
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เกาะคา จ.ลำปาง

หลังเสียกรุง พ.ศ. 2112 ฝ่ายอยุธยาได้รับผลกระทบอย่างมาก การฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับมารุ่งเรืองได้ต้องอาศัยกำลังพลเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่น่าสนใจคือ “พระนเรศวร” ทรงรวบรวมกำลังพลจากไหน และเริ่มขึ้นเมื่อใด

สังคมอยุธยาตั้งแต่สถาปนาราชธานีเมื่อ พ.ศ. 1893 จนถึงก่อนเสียกรุง (ครั้งที่ 1) เมื่อ พ.ศ. 2112 นับว่าเป็นสังคมขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มคนทุกชนชั้น และหลากเชื้อชาติอาศัยอยู่ในอาณาจักร ชนทุกกลุ่มถูกจัดระเบียบ และอยู่ภายใต้การปกครองแบบศักดินา ควบคุมด้วยกฎหมายที่มีแบบแผน

แต่ภายหลังการศึกสงครามทั้งภายในและภายนอกอาณาจักรอยุธยาที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ กินเวลาอยู่นาน จึงทำให้กลุ่มชนในสังคมเกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สิน รวมถึงการกวาดต้อนไปเป็นแรงงาน หรือเชลย อีกทั้งยังทำให้กลุ่มคนอันเป็นปัจจัยหลักของความมั่นคงในอาณาจักร แตกกระสานซ่านเซ็น และกระจัดกระจายไปตามแต่ละครอบครัว แต่ละขุมชน หรือแต่ละเมือง

ความสูญเสียของอยุธยาใน พ.ศ. 2112 ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนกำลังคนที่จำเป็นสำหรับฟื้นฟูบ้านเมือง แม้ว่าพระมหาธรรมราชาจะดำเนินการเกณฑ์ไพร่พลมาได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับฟื้นฟูบ้านเมือง เพราะเป็นการเกณฑ์จากไพร่พลที่ยังหลงเหลืออยู่ในราชธานี ในชุมชน หรือในปริมณฑล และหัวเมืองอื่นๆ เว้นแต่เมืองพิษณุโลกที่ขณะนั้นยังมิได้แต่งตั้งผู้ปกครอง และผู้ควบคุมหัวเมืองทางเหนือ

แต่ภายหลังจากที่พระนเรศวร กลับมาจากการเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี ด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสมของพระนเรศวร ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากเจ้าเมืองทางเหนือ ซึ่งส่วนมากเป็นพระสหายที่เคยร่วมการศึกสงครามกันมา และเป็นที่ยอมในฐานะเชื้อพระวงศ์สุโขทัย และเชื้อพระวงศ์สุพรรณภูมิ ทำให้พระมหาธรรมราชาทรงแต่งตั้งพระนเรศวร เป็นผู้ปกครองเมืองพิษณุโลก เพื่อควบคุมและฟื้นฟูหัวเมืองเหนือทั้งปวง ใน พ.ศ. 2114

จากการศึกษาวิจัยของ ปุญญยวีร์ อัษฎางคพิพัฌ ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การฟื้นฟูอาณาจักรอยุธยา : พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ พ.ศ. 2114 – พ.ศ. 2153” พบว่า การรวบรวมกำลังจากแหล่งต่างๆ เริ่มขึ้นเมื่อพระนเรศวร ครองเมืองพิษณุโลก โดยมีพระเอกาทศรถเป็นผู้ช่วย และพระมหาธรรมราชาเป็นผู้สนับสนุน พระราชกรณียกิจของพระนเรศวร และพระเอกาทศรถในการฟื้นฟูกำลังคนดำเนินเรื่อยมาระหว่างปี พ.ศ. 2114-2148 จนในที่สุด กำลังคนจึงมีเพียงพอต่อการฟื้นฟูอาณาจักรอยุธยา โดยเป็นการรวบรวมไพร่พลจากแหล่งต่างๆ ประกอบด้วย

1. กำลังคนจากเมืองพิษณุโลก และหัวเมืองฝ่ายเหนือ การรวบรวมกำลังคนทางตอนเหนือ เบื้องต้นมาจากพระสหายของพระนเรศวร และบุตรหลานของเจ้าเมือง และขุนนางในเมืองพิษณุโลก และหัวเมืองทางเหนือ อาทิ เมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย เมืองพิจิตร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงขุนนาง ทหาร ไพร่พล และราษฏร ที่กลับมาจากกรุงหงสาวดีพร้อมกับพระนเรศวร โดยภายหลังจากพระนเรศวร ในวัยเยาว์ถูกเหยียดหยามข่มขู่จึงเสด็จพร้อมข้าราชบริพารเป็นขุนนางสยามราว 300 คนไปพิษณุโลก และรวบรวมเข้าเป็นกองกำลังของเมืองพิษณุโลก นอกจากนี้ยังเปิดรับสมัครคนรุ่นวัยเดียวกันอีกด้วย

2. กำลังคนที่อาศัยอยู่ในถิ่นฐานเดิม และที่หลบหนีอยู่ในป่า หลังจากมอบหมายให้พระนเรศวรปกครองเมืองพิษณุโลก และหัวเมืองฝ่ายเหนือแล้ว พระมหาธรรมราชายังคงฟื้นฟูกำลังคนในราชธานีกรุงศรีอยุธยา โดยให้ขุนนาง และเจ้าเมือง จัดเกณฑ์ไพร่จากกลุ่มคนที่มิได้ละทิ้งถิ่นที่อยู่อาศัย และผู้ที่อพยพหลบหนีเมื่อเกิดสงครามแต่กลับเข้ามาอยู่อาศัยตามเดิมเมื่อสงครามสิ้นสุดด้วย

นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้ขุนนางที่ปกครองหัวเมืองทั้งหลายส่งทหารออกค้นหา คุ้มกันราษฏร หรือไพร่พลที่ยังหลบหนีสงครามอยู่ในป่า ให้นำมายังกรุงศรีอยุธยา

3. กำลังคนจากกลุ่มชนชาติต่างๆ ในช่วงที่พระนเรศวรทรงปกครอง และประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก กลุ่มชนชาติ ประกอบด้วย ชาวไทยใหญ่ ชาวรามัญ หรือมอญ ซึ่งอพยพมาจากการปกครองของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง และเข้าไปสวามิภักดิ์ต่อพระนเรศวร จึงทำให้กองทัพอยุธยา และกรุงศรีอยุธยา มีจำนวนคนเพิ่มขึ้น

4. กำลังคนที่ได้จากการเทครัว ระหว่างทางที่พระนเรศวร นำทัพมาจากเมืองแครงเพื่อกลับไปยังกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 2127 นั้น ทรงได้เทครัวไพร่พลจากเมืองต่างๆ ตามรายทางที่เดินทัพผ่าน และจากหัวเมืองเหนือทั้งหมดมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อเตรียมการรับศึกกับพม่า

5. การกวาดต้อนจากศึกสงคราม ทุกครั้งที่มีการยกทัพออกไปทำศึกสงคราม พระนเรศวร ทรงกวาดต้อนเชลยมาไว้ยังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งนำมาเป็นกองกำลังในการทำนา ทำสวน ก่อสร้าง เป็นการฟื้นฟูทั้งการทหาร และเศรษฐกิจ

6. การจ้างชาวต่างชาติมาเป็นทหารอาสาและผู้ฝึกอาวุธ เป็นหนึ่งในการฟื้นฟูกำลังคนของพระนเรศวร ตั้งแต่ยังเป็นผู้ปกครองที่เมืองพิษณุโลก จนในรัชสมัยของพระองค์เอง พระองค์โปรดฯ ให้ทำการจัดจ้างทหารต่างชาติเป็นจำนวนมาก จนนำมาจัดตั้งเป็นกองทหาร และจัดเป็นหมวดหมู่ตามเชื้อชาติ เพื่อการออกรบ และการฝึกอาวุธ

การรวบรวมกำลังคนอันเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระนเรศวร และพระเอกาทศรถ จากแหล่งต่างๆ ระหว่าง พ.ศ. 2114-2148 ส่งผลต่อการฟื้นฟูอาณาจักรอยุธยาทั้งในแง่เศรษฐกิจ และการสงคราม รวมถึงการฟื้นฟูระบบการปกครองที่สร้างความมั่นคงแข็งแรงแก่อาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง หลังจากสูญเสียสถานะดังกล่าวไปเมื่อครั้งเสียกรุง พ.ศ. 2112

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

ปุญญยวีร์ อัษฎางคพิพัฌ. (2556). การฟื้นฟูอาณาจักรอยุธยา : พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ พ.ศ. 2114 – พ.ศ. 2153. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ไทยคดีศึกษา), กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 สิงหาคม 2564