เบื้องหลังพระนเรศวรตีละแวก เอี่ยวการเมืองกัมพูชา-สเปน สู่คำถาม “เลือดศัตรูล้างพระบาท”?

พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรฯ และภาพปั้นดินเผาพระราชประวัติรอบฐานพระสถูปเจดีย์ที่เมืองงาย จังหวัดเชียงใหม่

หมายเหตุบรรณาธิการ

ต้นฉบับเรื่องนี้ปรับปรุงมาจาก “บทนํา” ของเอกสารสเปนภาคที่ 2 พิมพ์อยู่ในหนังสือ กรุงศรีอยุธยาในเอกสารหลักฐานสเปน โดยจันทร์ฉาย ภักอธิคม แปล/บรรณาธิการ สมาคมประวัติศาสตร์ฯ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2532

ผมอ่านเอกสารเล่มนี้ทั้งเล่มตั้งแต่เมื่อแรกพิมพ์ออกมาเผยแพร่ด้วยความชื่นชมโสมนัส และคารวะต่อผู้แปล/บรรณาธิการ คืออาจารย์จันทร์ฉาย ภักอธิคม แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง จึงขออนุญาตมา ณ ที่นี้ เพื่อพิมพ์ให้แพร่หลาย แต่ได้ตั้งชื่อเรื่องเสียใหม่ว่า พระนเรศวร พระยาละแวก และ พิธีปฐมกรรม รวมทั้งจัดย่อหน้าใหม่แล้วใส่หัวข้อให้ผู้อ่านได้อ่านสะดวก
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์จันทร์ฉายอีกครั้ง

สุจิตต์ วงษ์เทศ


เอกสารในภาคที่ 2 นี้ กล่าวถึงความสัมพันธ์สามเส้าที่สเปนมีต่อกรุงกัมพูชา และกรุงศรีอยุธยา ระหว่าง ค.ศ. 1532-1600 โดยประมาณ

เอกสารของภาคที่ 2 นี้ประกอบด้วยเอกสาร “ทางการ” เป็นส่วนใหญ่ และแสดงชัดเจนว่า กรุงกัมพูชามี ความหมายสําคัญเพียงใดต่อชาวสเปนแห่งหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ดังปรากฏว่า สเปนได้เจริญทางไมตรีกับกรุง กัมพูชา และทางการสเปนที่มะนิลาได้เห็นชอบให้มีการส่งทหารไปช่วยกัมพูชากู้เอกราชจากกรุงศรีอยุธยา

เอกสารของภาคที่ 2 นี้บรรยายความโดยละเอียดจนสามารถสรุปได้ว่า สเปนมีจุดประสงค์ที่จะกําหนดให้อาณาจักรกัมพูชาเป็น “หน้าด่าน” หรือเป็น “ฐานปฏิบัติการ” ของการที่สเปนจากฟิลิปปินส์จะตั้งมั่นการค้าและการศาสนาในเอเชียภาคพื้นทวีป ตลอดจนการเข้ายึดครองทั้งอาณาจักรกัมพูชาถ้าเป็นไปได้ แม้แต่ชาวสเปนที่เป็นอดีตผู้ว่าราชการเองก็ยังใฝ่ฝันที่จะตั้งตนเป็นใหญ่ในกรุงกัมพูชาเช่นเดียวกับชาวสเปนที่นิยมการผจญภัยแสวงหาโชคลาภในกัมพูชา

การที่กรุงกัมพูชาใฝ่แสวงหามิตรไมตรีจากสเปนเพื่อปกป้องตนเองจากศึกศัตรูภายในอาณาจักรและ กรุงศรีอยุธยานั้น จึงดูเสมือนหนึ่งว่า กรุงกัมพูชาได้ “หนีเสือปะจระเข้” อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

กรุงกัมพูชาขอสเปนรบอยุธยา

เอกสารสเปนของภาคที่ 2 นี้จึงได้เริ่มเรื่องด้วยการที่กรุงกัมพูชาคาดการณ์ล่วงหน้าว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะเสด็จยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา สมเด็จนักพระสัตถา หรือพระยาละแวกตามพระราชพงศาวดารของไทย จึงทรงแต่งตั้งนายเบโลโซ (Diego Beloso) ให้เป็นราชทูตไปหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในต้นปี (?) ค.ศ. 1593 เพื่อขอเจริญทางไมตรีและขอความช่วยเหลือจากสเปน

แต่เป็นคราวเคราะห์สําหรับกัมพูชาที่ระยะนั้นสเปนกําลังเตรียมทัพไปปราบหมู่เกาะโมลุกกะ จึงไม่มีกําลังพลเพียงพอที่จะแบ่งไปช่วยกัมพูชาได้ ถึงกระนั้นสเปนก็เจริญทางไมตรีกับกัมพูชาเป็นอย่างดี

เมื่อคณะของนายเบโลโซเดินทางกลับถึงกัมพูชาประมาณต้นปี ค.ศ. 1594 นั้น ปรากฏว่ากรุงศรีอยุธยา กําลังกระทําศึกสงครามกับกัมพูชาจนได้ชัยชนะ นายเบโลโซเองตกเป็นเชลยถูกคุมตัวไปกรุงศรีอยุธยา ส่วนนายบลัส รุยส์ (Blas Ruys) ชาวสเปนซึ่งเป็นคนโปรดของพระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ตกเป็นเชลยถูกคุมตัวลงเรือสําเภามุ่ง หน้าไปกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน แต่ต่อมานายบลัส รุยส์ ได้เป็นผู้นําชาวสเปนในการยึดเรือสําเภาไทย และพาไปถึง กรุงมะนิลา ใน ค.ศ. 1594 กรุงศรีอยุธยามิได้ทราบข่าวคราวเรือสําเภานี นายเบโลโซได้อาสาออกเดินทางไปสืบ ข่าวและเป็นราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับสเปนแห่งหมู่เกาะฟิลิปปินส์ เมื่อประมาณเดือนตุลาคม ค.ศ. 1594 เข้าใจว่า คณะทูตชุดนี้ไปถึงฟิลิปปินส์ในประมาณปลายปีนั้น

นายเบโลโซและนายบลัส รุยส์ ได้เจรจาหว่านล้อมให้ทางการสเปนช่วยเหลือกู้เอกราช และในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1594 ทั้งสองคนได้ทําหนังสือรายงานเรื่องกัมพูชาเป็นคําฎีกา และทําข้อตกลงกับสเปน

สเปนตกลงส่งทหารภายใต้การนําของกัปตันกายินาโต (Juan Juarez Gallinato) ไปสืบข่าวกัมพูชาว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะตั้งมั่นการค้า การศาสนา และการครอบครองกัมพูชา กองทหารออกเดินทางไปเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1596 แต่ดินฟ้าอากาศไม่อํานวย การเดินทางประสบความยากลําบาก เรือกระจัดกระจายพลัดพรากกันไปคนละทิศคนละทาง ผู้คนล้มตายไปพอสมควร

เรือของนายเบโลโซ และเรือของนายบลัส รุยส์ เดินทางไปถึงกัมพูชาก่อน และพบว่าพระเจ้ากรุงกัมพูชา (สมเด็จนักพระสัตถา) เสด็จหนีพร้อมพระราชวงศ์ไปประทับในลาวแล้ว และกัมพูชามีกษัตริย์พระองค์ใหม่แล้ว คือ สมเด็จพระรามาธิบดี ซึ่งทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ของสมเด็จนักพระสัตถา เอกสารสเปนเรียกว่า องค์นักพระรามผู้ชิงราชย์ กษัตริย์พระองค์นี้ทรงขับไล่กองทหารไทยออกจากอาณาจักร

องค์นักพระรามหรือสมเด็จพระรามาธิบดีทรงพระพิโรธที่พวกสเปนก่อเหตุกับพวกคนจีน และพวกสเปนที่ตกอยู่ในวงล้อม ได้ฉวยโอกาสกระทําการปล้นเมืองและพระราชวัง และสําเร็จโทษองค์นักพระราม

เหตุการณ์ที่น่าสนใจเหล่านี้ เอกสารสเปนได้ให้รายละเอียด แต่ไม่ระบุวันเดือนปีที่แน่นอน เข้าใจว่าเหตุเกิดในกลางปี ค.ศ. 1596 กัปตันกายินาโตเดินทางไปถึงกัมพูชา เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วเขาเห็นว่าสถานการณ์ไม่ เอื้ออํานวยที่จะฉวยปฏิบัติการยึดครองกัมพูชาตามเสียงเรียกร้องส่วนใหญ่ กัปตันกายินาโตได้ตัดสินใจเดินทาง กลับ และไปถึงฟิลิปปินส์ในกลางปี ค.ศ. 1597

ระหว่างทางขบวนเรือได้แวะเข้าชายฝั่งโคชินไชนา นายเบโลโซ และนายบลัส รุยส์ ได้เดินทางบกไปลาว ปรากฏว่าสมเด็จนักพระสัตถาได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เหลือแต่พระบรมราชา พระโอรสองค์ที่สอง ทั้งสองคน และกองทัพลาวได้ช่วยเหลือให้พระบรมราชาได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ในกัมพูชา สมเด็จพระบรมราชาได้ทรงพระกรุณาปูนบําเหน็จความชอบแก่นายเบโลโซ และนายบลัส รุยส์ และตรัสให้แต่งคณะทูตไปเจริญทางไมตรีกับสเปนแห่งฟิลิปปินส์ เพื่อขอความช่วยเหลือจากสเป็นอีก

ครั้งนั้นสเปนไม่มีจุดประสงค์ที่จะช่วยเหลือกัมพูชา แต่นายดอน ลุยส์ ดัสมารีญัส (Don Luys Dasmarinas) อดีตผู้ว่าราชการได้อาสาแต่งกองทหารไปด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง การส่งทหารครั้งนั้นที่ออกเดินทางในเดือนกันยายน ค.ศ. 1598 ประสบความล้มเหลว เพราะดินฟ้าอากาศไม่อํานวย นายลุยส์ ดัสมารีญส เองไปตกทุกข์ได้ยากที่ชายฝั่งจีนอยู่นาน แต่ชาวสเปนบางส่วนเดินทางไปถึงกัมพูชาในเดือนตุลาคม

แม้ว่าสมเด็จพระบรมราชาจะโปรดพวกสเปน แต่พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในทรงนิยมพวกมลายูมุสลิม ซึ่งมีออกญาลักษมานาเป็นผู้นํา พวกมลายูมุสลิมและขุนนางเขมรบางส่วนได้ร่วมมือกันก่อเหตุโจมตีพวกสเปน เผาที่พักและรุกไล่ฆ่าพวกสเปน แม้แต่นายเบโลโซ และนายบลัส รุยส์ เองก็ถูกฆ่าตาย ชาวสเปนที่เหลือรอดตายได้เดินทางกลับฟิลิปปินส์ ความปราชัยของชาวสเปนในครั้งนั้นเป็นบทเรียนอันมีค่าสําหรับชาวสเปนในฟิลิปปินส์

ในกัมพูชาเหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น พวกมลายูมุสลิมเหิมเกริมถึงขนาดสําเร็จโทษสมเด็จพระบรมราชา ทําให้แผ่นดินเกิดการจลาจลขึ้น จนใน ค.ศ. 1600 เหล่าขุนนางจึงได้แต่งคณะทูตไปกรุงศรีอยุธยา เพื่อขอรับพระราชทานพระศรีสุพรรณมาธิราชไปครองราชย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงพระกรุณาให้แต่งกองทัพนําเสด็จพระศรีสุพรรณมาธิราชไปครองกัมพูชา

เหตุการณ์ต่างๆ ในระหว่าง ค.ศ. 1594-1600 ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในกัมพูชานั้น มีข้อควรสังเกตว่า เอกสาร สเปนมิได้กล่าวถึงบทบาทของกรุงศรีอยุธยาในทางหนึ่งทางใดเลย เอกสารหลักฐานฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเองก็มิได้กล่าวถึง ความมีพาดพิงเฉพาะตอนที่สมเด็จพระศรีสุพรรณมาธิราชทรงปราบดาภิเษกแล้วว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงพระกรุณาให้ “ทัพพระ (เจ้า) ฝ่ายหน้า เสด็จ ไปเอาเมืองขอมได้” ใน พ.ศ. 21461

ซึ่งยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่า พระฝ่ายหน้านั้นคือใคร

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตามเอกสารของภาคที่ 2 แสดงให้ปรากฏเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ที่ยังไม่ล้าสมัยเลยว่า การคบหาชนต่างชาติโดยขาดความรอบคอบ และขาดวิจารณญาณไตร่ตรองถึงจุดประสงค์ของตนและจุดประสงค์ของชนต่างชาติ ย่อมนําความหายนะมาสู่อาณาจักรได้ การจลาจลด้วยน้ำมือชาวมลายูมุสลิม และชาวสเปนในกรุงกัมพูชาตามเอกสารสเปนนี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับการจลาจลและการต่อสู้ในกรุงศรีอยุธยาด้วยน้ำมือของชาวญี่ปุ่นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ชาวมักกะสัน (Macassar) ที่กรุงศรีอยุธยา ชาวอังกฤษที่เมืองมะริด และชาวฝรั่งเศสที่เมืองบางกอกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จุดประสงค์ของการติดต่อกันนั้นปรากฏในข้อตกลง หรือเงื่อนไข หรือสนธิสัญญาที่ชนต่างชาติเหล่านั้นได้กระทํากับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งล้วนเป็นจุดประสงค์ที่มุ่งหมายการตั้งมั่นการค้า การศาสนา และการสร้างอํานาจอิทธิพลครอบงํากรุงศรีอยุธยา ดังที่สเปนได้กําหนดเงื่อนไขข้อตกลงกับสมเด็จนักพระสัตถาตามเอกสารของภาคที่ 2 นี้ โดยมีเนื้อหาที่แสดงจุดประสงค์ชัดเจนยิ่งกว่าที่ฮอลันดา และฝรั่งเศสยื่นข้อเสนอแก่กรุงศรีอยุธยา

เอกสารสเปนมิได้กล่าวถึงบทบาทของกรุงศรีอยุธยาว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรที่เกิดการกู้เอกราชและการจลาจลในกรุงกัมพูชา แต่ได้ให้ข้อเท็จจริงไว้ตอนหนึ่งซึ่งแสดงชัดเจนว่ากรุงศรีอยุธยามีทรรศนะและนโยบายอย่างไรในเรื่องกัมพูชาว่า ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแต่งคณะทูตนําโดยนายเบโลโซไปเจริญทางไมตรีกับสเปนที่ฟิลิปปินส์ในต้นเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1594 นั้น กรุงศรีอยุธยาทราบข่าวแล้วว่าชาวเขมรขับไล่กองทหารไทยออกจากอาณาจักร และกรุงศรีอยุธยาได้เตรียมป้องกันกัมพูชาบุกเข้ามาทางปากแม่น้ำด้วย แม้ต่อมากรุงศรีอยุธยาอาจจะได้ข่าวคราวเรื่องสเปนมีบทบาทสําคัญในการกู้เอกราชและเข้าไปมีอิทธิพลครอบงําทั้งอาณาจักรกัมพูชา

เอกสารสเปนมิได้ให้ข้อเท็จจริงว่า กรุงศรีอยุธยาได้แสดงปฏิกิริยาทักท้วงหรือส่งกองทัพไปตีกัมพูชาคืนแต่อย่างใด หากแต่กรุงศรีอยุธยายังคงพยายามแต่งทูตไปเจริญทางไมตรีกับสเปนที่ฟิลิปปินส์หลายครั้ง (ค.ศ. 1594, 15962 และ 1598) พระราชสาสน์มิได้กล่าวถึงเรื่องกัมพูชาเลยเสมือนมิได้ถือเป็นเรื่องสําคัญที่จะเป็น อุปสรรคต่อการสร้างความสัมพันธ์กับสเปน สเปนเองก็ได้แต่งทูตทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการไปสู่กรุงศรีอยุธยาด้วย

ปฏิกิริยาของฝ่ายกรุงศรีอยุธยาต่อปัญหาสเปนในกัมพูชานั้นเป็นเรื่องควรศึกษาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง

ชะตากรรมพระยาละแวก ถูก “ปฐมกรรม” จริงหรือ?

เอกสารสเปนของภาคที่ 2 นี้ยังเป็นกุญแจสําคัญไขข้อเท็จจริงบางประการที่เคยเป็นข้อโต้แย้งในแวดวงนักประวัติศาสตร์ คือ เรื่องกรุงศรีอยุธยาตีกรุงกัมพูชากี่ครั้ง และเรื่องชะตากรรมของสมเด็จนักพระสัตถา พระยาละแวกตามพระราชพงศาวดารไทยที่ว่าถูกปฐมกรรม

พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ได้ระบุไว้ว่า หลังจากที่เสร็จศึกพม่าแล้ว ในปี พ.ศ. 2130 เดียวกันนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ “เสด็จไปละแวก ครั้งนั้นได้ช้างม้าผู้คนมาก”3 และว่า “ณ วัน 6 ฯ10 2 ค่ำ…เสด็จพยุหยาตราไปเอาเมืองละแวก…”4

ในปี ค.ศ. (15) 94 เมื่อนายดอน ลุยส์ ดัสมารีญส ได้เป็นผู้ว่าราชการ เรือสําเภาลําหนึ่งได้มาถึงฟิลิปปินส์พร้อมชาวกัมพูชา (Cambodians) และชาวสยาม (Siamese) หลายคน ชาวจีนมากมาย และชาวสเปน 3 คน คนหนึ่งเป็นชาวคาสติล (Castile) ชื่อนายบลัส รุยส์ (Blas Ruys de Hernan Gonzalez) และอีก 2 คนเป็นชาว โปรตุเกสชื่อ ปันตาเลอน การ์เนโร และนายอันโตนิโอ มาชาโด (Antonio Machado) ขณะที่พวกเขาอยู่ในเมืองจัตุรมุข (Chordemuco) ในกัมพูชาพร้อมด้วยสมเด็จพระราชโองการ พระบรมราชา (Prauncar Langara) (สมเด็จนักพระสัตถา) ซึ่งทรงเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชานั้น พระเจ้ากรุงเสียน (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ได้ทรงโจมตีพระเจ้ากรุงกัมพูชาด้วยกําลังพลและช้างมากมาย

พระองค์ทรงพิชิตแผ่นดินและทรงยึดพระราชวังและทรงรับพระราชทรัพย์พระเจ้ากรุงกัมพูชา พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้เสด็จหนีภายในประเทศพร้อมด้วยพระมเหสี พระชนนี พระขนิษฐภคินี และพระธิดาพระองค์หนึ่ง และพระโอรสสองพระองค์ ไปสู่อาณาจักรลาว (Lao) พระเจ้ากรุงเสียนได้เสด็จเลิกทัพกลับ โดยตรัสให้นายทัพนายกองบางคนอยู่รักษากัมพูชา และให้คุมเอาทรัพย์สินเชลยที่พระองค์ไม่สามารถจะให้ขนไปทางบกได้นั้น ให้ขนไปทางเรือสําเภาหลายลําไปยังเสียน พระเจ้ากรุงเสียนทรงจับได้ชาวโปรตุเกส และบรรดาชาวคาสติลที่ทรงพบ (ในกัมพูชา) และตรัสให้คุมเอาตัวลงเรือสําเภาลํานี้ (ที่ไปถึงกรุงมะนิลาดังกล่าว) พร้อมด้วยทาสชาวกัมพูชา อื่นๆ (และ) นอกเหนือจากสินค้ามากมาย โดยมีชาวสยามคนหนึ่งเป็นผู้คุม และมีคนจีนคนหนึ่งเป็นลูกเรือ

ขณะอยู่ในน่านน้ำ ชาวสเปนสามคนโดยความช่วยเหลือของชาวจีน ได้ยึดเรือไว้ในความครอบครอง และได้ฆ่าฟันและคุมขังบรรดาชาวสยาม ผู้คุม หลังจากนั้นชาวสเปน ได้สู้กับชาวจีนว่าใครควรจะเป็นฝ่ายได้รับรางวัลและควรจะแล่นเรือไปแห่งหนใด ชาวสเปนสามคนเอาชนะคนจีนได้และได้ฆ่าตายเกือบหมด ชาวสเปนได้นําเรือไปกรุงมะนิลาพร้อมสินค้าทั้งหมด และได้มีการชี้ขาดว่าเรือเป็นของพวกเขา ชาวกัมพูชาและชาวจีนที่รอดตายจากการสู้รบครั้งนั้นได้ถูกปล่อยเป็นอิสระ

พระเจ้ากรุงเสียนได้เสด็จยกทัพกลับถึงราชสํานักในพระมหานครโยเดีย (Odia) และทรงรอคอยเรือสําเภาดังกล่าว แต่เมื่อทรงเห็นว่าล่าช้าเกินจําเป็น พระองค์ก็ทรงระแวงว่าเรือนั้นอาจจะถูกยึดหรือแตกอับปางไปแล้ว และทรงต้องพระราชประสงค์ที่จะโปรดให้ส่งคนไปสืบข่าวและเหตุผลความล่าช้านั้น
เอกสารสเปน จันทร์ฉาย ภักอธิคม แปล/บรรณาธิการ จากหนังสือกรุงศรีอยุธยาในเอกสารหลักฐานสเปน สมาคมประวัติศาสตร์ฯ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2532 หน้า 67

พระราชพงศาวดารไทยฉบับอื่น ๆ ที่ชําระในต้นสมัยรัตนโกสินทร์ว่า มีสงครามตีละแวก แต่บอกวันเดือนปีคลาดเคลื่อน และว่าไทยล้อมเมืองละแวก 3 เดือน แต่ตีหักเอาเมืองไม่ได้เพราะขาดเสบียงอาหาร ไทยต้องถอยทัพกลับ

หลักฐานเขมรได้บรรยายว่า5 พระนเรศวรมหาราชได้ โปรดให้ “ราชบุตร” สองคนผู้รู้ “ศิลปศาสตร์เวทางค์คปกรณ์กฤติยาคม” ไปสืบจารกรรมเมืองเขมร เมื่อ พ.ศ. 2134 ราชบุตรทั้งสองได้กระทํา “กฤติยาคม” จนพระบรมราชา (หรือพระยาละแวก) ทรงเสียพระสติ บ้านเมืองระส่ำระสาย กรุงศรีอยุธยาจึงยกทัพไปตีเขมรใน พ.ศ. 2136

ส่วนประเด็นพิธีปฐมกรรมมีข้อควรคิดพิจารณาเป็นพิเศษ

พระราชพงศาวดารไทยทั่วไปได้พรรณนาว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทําพิธีปฐมกรรมต่อพระยาละแวก และได้นําพระศรีสุพรรณมาธิราช พระอนุชาในพระยาละแวก พร้อมทั้งพระราชบุตรไปประทับที่กรุงศรีอยุธยา

สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพได้ทรงวินิจฉัยยอมรับโดยปริยายว่า พิธีปฐมกรรมต่อพระยาละแวกนั้นเกิดขึ้นจริงตามพงศาวดารไทยทั่วไป โดยได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ ไทยรบพม่า ว่า “ถึงปลายปีมะเส็งนั้น สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพหลวงไปตีกรุงกัมพูชา มีชัยชนะจับนักพระสัฎฐา เจ้ากรุงกัมพูชาได้ ให้ประหารชีวิตเสีย ในพิธีปฐมกรรม…6

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า พระราชพงศาวดารฉบับหลวง ประเสริฐอักษรนิติ์ มิได้กล่าวถึงพิธีปฐมกรรม และมิได้กล่าวถึงพระยาละแวกว่าทรงถูกสําเร็จโทษหรือเสด็จหนีไปที่ใด ฉบับนี้เพียงแต่กล่าวไว้สั้นๆ ว่า “ครั้งนั้นได้ตัวพระยาศรีสุพรรณ..”7 คือได้แต่องค์พระอนุชาในพระยาละแวกเท่านั้น

ความดังกล่าวตรงกับหลักฐานพงศาวดารฝ่ายเขมรเอง พงศาวดารละแวกและราชพงศาวดารกัมพูชาได้กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงได้แต่องค์พระศรีสุพรรณมาธิราช ส่วนพระยาละแวกนั้นได้เสด็จพร้อมพระโอรสสองพระองค์ คือ พระไชยเชษฐา และพระบรมราชาธิราช ลี้ภัยไปเมืองศรีสุนทร แล้วต่อมาได้เสด็จไปประทับที่ “เมืองลาวล้านช้าง” (ตามราชพงศาวดารกรุงกัมพูชาระบุว่าที่ ‘เมืองลาว’)

หลักฐานทั้งสองฝ่ายระบุต้องตรงกันเป็นยุติว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงได้พระศรีสุพรรณมาธิราช และพระราชบุตร ประเด็นที่ขัดแย้งกันคือ หลักฐานฝ่ายไทย ยกเว้นฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ได้ยืนยันมั่นคงว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกระทําพิธีปฐมกรรมต่อพระยาละแวก แต่หลักฐานเขมรมิได้กล่าวถึงพิธีนี้แต่อย่างใด หากแต่บรรยายว่าในการเสียเมืองครั้งนั้น พระยาละแวกพร้อมพระราชบุตรเสด็จลี้ภัยไปประทับที่ล้านช้าง

“ปฐมกรรม” พิธีกรรมอะไรแน่?

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการประวัติศาสตร์ไทยว่า พิธีปฐมกรรมนั้นเกิดขึ้นจริงตามพงศาวดารไทยทั่วไปด้วยไม่มีหลักฐานอื่นใดยืนยันเป็นอื่น แม้แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพก็ทรงวินิจฉัยเช่นนั้น

ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์มิได้ระบุพิธีนี้ ก็มีข้อหักล้างว่า ฉบับนี้เป็นพงศาวดารที่บันทึกความย่อ ๆ โดยสังเขป จึงไม่กล่าวถึงพิธีนี้

การที่จะพึ่งพาหลักฐานฝ่ายเขมร ก็มีข้อควรคิดว่าพิธีดังกล่าวเป็นพิธีที่หมายประจานพระยาละแวกและชาวเขมรให้ได้อาย พงศาวดารเขมรจึงอาจจะไม่กล่าวถึงพิธีดังกล่าว ซึ่งควรแก่การอัปยศสําหรับเขมรเอง หลักฐานพงศาวดารเขมรอาจมีเจตนาปิดบังข้อเท็จจริงนั้น

สิ่งที่ควรแก่การพิจารณาในขั้นต้นคือ พิธีปฐมกรรมนั้นโดยเนื้อแท้คือพิธีอะไร? สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกระทําพิธีนี้ต่อพระยาละแวกจริงหรือ? และพระชะตากรรมของพระยาละแวกเป็นอย่างไร? ถูก สําเร็จโทษโดยพิธีนี้? หรือเสด็จหนีหายไปที่ใด?

ถ้าพระยาละแวกยังทรงมีพระชนมชีพอยู่ก็แสดงว่ามิได้มีการประกอบพิธีปฐมกรรม การพิจารณาพระ ชะตากรรมของพระยาละแวกจึงมีความหมายพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพิธีปฐมกรรมว่ามีจริงหรือไม่ด้วย
พิธีปฐมกรรมคืออะไร?

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้คําอธิบายว่า “ปฐมกรรม น. กฎเบื้องต้นหรือข้อสําคัญ เป็นชื่อพิธีที่กษัตริย์ในครั้งโบราณกระทําแก่ผู้เป็นปรปักษ์”8 แต่พจนานุกรมนี้มิได้ยกตัวอย่างประกอบแม้แต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทําพิธีนี้ต่อพระยาละแวกก็มิได้ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง บรรดาพงศาวดารทุกฉบับระบุแต่พิธีนี้เกิดขึ้นในกรณีพระยาละแวกเท่านั้น ไม่มีระบุที่ตรงไหนรัชสมัยไหนว่ามีการประกอบพิธีนี้ พิธีที่มีชื่อใกล้เคียงพอสันนิษฐานได้คือ พิธีปฐมกรรมและพิธีมัธยมกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพงศาวดารได้ระบุว่า

“ศักราช 859 มะเส็งศก (พ.ศ. 2040 ) ท่าน (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2) ให้ทําการปฐมกรรม”

“ศักราช 912 จอศอ (พ.ศ. 2093) เดือน 8 ขึ้น 2 คํา ทําการพระราชพิธีปฐมกรรมสมเด็จพระมหาจักร พรรดิเจ้า ตําบลท่าแดง พระกรรมวาจาเป็นพฤฒิบาศ พระพิเชฏฐ์เป็นอัษฎาจารย์ พระอินโทรเป็นกรมการ

“ศักราช 915 ฉลูศก (พ.ศ. 2096) เดือน 7 นั้น แรกทําการพระราชพิธีมัธยมกรรมสมเด็จพระมหาจักร พรรดิ ตําบลไชยนาทบุรี”9

พระราชพิธีปฐมกรรมก็ดี พระราชพิธีมัธยมกรรมก็ดี ในที่นี้น่าจะเป็นพระราชพิธีของฝ่ายทหาร เป็นการซ้อมรบหรือสวนสนาม หรืออาจเป็นพิธีเกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์มากกว่าจะเป็นพิธีประจานฝ่าย ปฏิปักษ์ตามที่เข้าใจกัน ด้วยระบุว่ามีพราหมณ์พฤฒิบาศประกอบพิธีเกี่ยวกับช้างและปัดเสนียดจัญไรแก่องค์พระมหากษัตริย์ คงเป็นพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน (ทอดเชือกดามเชื่อก) ซึ่งเป็นพิธีประชุมพลโยธาเพื่อแสดง พระบรมเดชานุภาพให้ปรากฏแก่ท้าวพระยาข้าราชการ และเจ้าประเทศราชที่มาเข้าเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการ10 และพิธีที่อาจมีความหมายใกล้เคียงกันคือ พิธี “พระราชพิธีแต่มีสนาม” ที่ระบุเป็นหนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือน และได้พรรณนาว่า “…คือเบาะพกเผดจ์ศกลดแจด สํพรรษฉินท พัทรบทเฉวียน พระโคดุลาพาน บุษยาภิเศก ราชาภิเศกอินทราภิเศก คชกรรมประถมาภิเศก ประถม กรรมมัทยมกรรมอุดมกรรม อาจาริยาภิเศก อุปราคาปราบดาภิเศก 17) การพิทธีนี้ ย่อมสนามสําหรับสนามเหมบัตร”11

ตามความข้างต้น ระบุพิธี “แต่มีสนาม” นั้นมี 17 พิธี พิธี “ประถมกรรม มัทยมกรรม อุดมกรรม” เป็นพิธีสามขั้นตอนของฝ่ายทหารเทียบเท่าพิธีสวนสนามในความหมายปัจจุบัน แต่มีการ “เอาเลือดศัตรูล้างพระบาท” หรือไม่เป็นข้อที่ยังต้องแสวงหาข้อเท็จจริง

ถ้าถือตามความข้างต้นว่า พิธีปฐมกรรมเป็นพิธีสวนสนาม และไม่มีพิธีนี้กระทําต่อพระยาละแวก

คําถามที่จะต้องหาคําตอบต่อไปก็คือ ถ้าพระยาละแวกมิได้ถูกสําเร็จโทษโดยพิธีดังกล่าวแล้ว พระยาละแวกเสด็จไปประทับที่ใด?

เอกสารสเปนน่าจะให้ข้อเท็จจริงเป็นคําตอบได้ เป็นคําตอบที่ให้เลือกพิจารณาถึงความเป็นจริงที่น่าจะ เป็นไปได้หรือไม่อีกทางหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติมพระนเรศวร ตีละแวกแล้วทำ “พิธีปฐมกรรม”…นำ “เลือดศัตรูล้างพระบาท” จริงหรือ?



เชิงอรรถ

1 “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐ อักษรนิติ์”, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและพงศาวดารเหนือ, เล่ม 1 (พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2504), หน้า 29.

2 เอกสารสเปนของนักบวชนิกายฟรานซิสกันได้ระบุว่า ใน ค.ศ. 1596 กรุงศรีอยุธยาแต่งทูตนําโดยนักบวชออร์ติซ (Fray Pedro Ortiz) ไปเจริญทางไมตรีกับสเปนที่ฟิลิปปินส์ แต่ถูกพวกลาวฆ่าตายขณะเดินทางผ่านกัมพูชา ดู History of the Philippines, Vol. XVII, part II, p. 427. เอกสารสเปนใน The Philippine Islands ว่าหลังจากที่นายเตโยเข้ารับตําแหน่งผู้ว่าราชการ เขาได้กราบบังคมทูลพระเจ้าเฟลิเปที่ 2 ว่า “ได้รับพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงเสียน” ดูจดหมายถวายพระเจ้าเฟลิเปที่ 2, เล่ม 10, หน้า 268 และต้นฉบับพระราชสาส์น, หน้า 288. จึงเป็นข้อควรคิดว่าคณะทูตคงเหลือรอดไปถึงกรุงมะนิลา หรือมีผู้เสียชีวิตด้วยน้ำมือลาวไม่กี่คน หรือข่าวเรื่องนี้อาจเป็นข่าวลือในกรุงศรีอยุธยา

3 พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, หน้า 26.

4 Ibid., หน้า 28.

5 พงศาวดารละแวก, ประชุมพงศาวดาร, ภาคที่ 71, เล่มที่ 44 (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 25812), หน้า 252-253.

6 สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ, ไทยรบพม่า พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร 2514), หน้า 149.

7 พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, หน้า 18.

8 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2503), หน้า 556; เปลื้อง ณ นคร, พจนะสารานุกรมฉบับทันสมัย (กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2517), หน้า 261.

9 พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, หน้า 10, 16.

10 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธีสิบสองเดือน, (พระนคร: ศิลปาบรรณาคาร, 2515), หน้า 272.

11 “กฎมณเฑียรบาล”, กฎหมายตราสามดวง, เล่ม 1 (พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2515), หน้า 134.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มกราคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป