ห้วงมหัศจรรย์ เดวี ซูการ์โน จากสาวทำงานใน “คลับ VIP” ก้าวสู่สตรีหมายเลข 1 ของอินโดนีเซีย

เดวี ซูการ์โน ระหว่างการแถลงข่าวในบ้านของเธอที่จาการ์ตา เมื่อ 7 ตุลาคม 1998 (ภาพจาก KEMAL JUFRI / AFP)

เรื่องราวของผู้หญิงธรรมดาที่ได้พบรักกับ “เจ้าชาย” จนมีชีวิตพลิกผันดั่งเทพนิยายปรากฏให้เห็นอยู่มากมายแทบทุกมุมโลก ทว่าเรื่องราวของเดวี ซูการ์โน หรือชื่อเต็มว่า “รัตนา ซารี เดวี ซูการ์โน” (Ratna Sari Dewi Sukarno) เจ้าของฉายา “ซินเดอเรลล่าแห่งเอเชีย” เห็นทีจะไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายนัก เพราะเส้นทางรักระหว่างเธอกับรัฐบุรุษจากดินแดนอิเหนากลับมีจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์กันที่ “คลับ VIP เลานจ์สุดหรู” ใจกลางเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นั่นจึงเป็นสถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตของเด็กสาวยากจนคนหนึ่งให้ก้าวมาสู่การเป็นภรรยาของผู้นำประเทศที่ได้มาโลดแล่นอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงไปตลอดกาล

เปิดเส้นทางชีวิตทำงานในคลับหรู

เดวีเป็นภรรยาคนที่ 5 ของ “ซูการ์โน” (Sukarno) ประธานาธิบดีคนแรกแห่งอินโดนีเซีย เธอมีพื้นเพเป็นคนโตเกียวโดยกำเนิด ซึ่งมีนามเดิมว่า “นาโอโกะ เนโมโตะ” (Nemoto Naoko) เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2483 ถึงแม้ว่าครอบครัวจะมีฐานะยากจน แต่เธอก็มีความฝันที่ว่าสักวันหนึ่งเธอจะต้องเป็นนักร้องโอเปร่าหรือไม่ก็นักเขียนชื่อดัง

เนื่องจากเธอมีความสามารถที่หลากหลาย รวมถึงได้รับรางวัลชนะเลิศมากมายจากการแข่งขันวาดรูปในโรงเรียน จนกระทั่งบิดาของเธอต้องมาจากไปในขณะที่เธอเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมต้น เดวีจึงต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงแม่และน้องชายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อถึงจุดนี้เธอมองว่า “จิตรกรที่มีชื่อเสียงมักตายไปเพราะความยากจน” ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตโดยฝันไว้ว่าอนาคตจะต้องเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงให้ได้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเริ่มต้นด้วยการเป็นนักแสดงละครเวทีในโรงเรียน

เมื่อเรียนจบมัธยมปลายเธอได้เข้าทำงานที่บริษัทประกันชื่อ Chiyoda Life Insurance พอตกกลางคืนเธอจะไปเรียนนาฏศิลป์, วิธีการชงชา และการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นที่ Mita Senior School เพื่อนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดสู่ความฝันการเป็นนักแสดงในอนาคต แต่ทว่าการเรียนรู้ที่ว่านี้มันต้องมีค่าใช้จ่าย!!!

ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจไปทำงานเป็นพนักงานต้อนรับและดูแลแขกที่ “Kokusai Club” คลับหรูในย่านอากาซากะ (Akasaka) ใจกลางกรุงโตเกียว 

“เมื่อเพื่อนที่เป็นนักร้องชาวฟิลิปปินส์พาฉันไปที่นั่น (Kokusai Club : ผู้เขียน) … ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ฉันเคยเห็นแต่ภาพผู้หญิงญี่ปุ่นแต่งตัวขะมุกขะมอมตามท้องถนน แต่พอมาอยู่ที่นี่ (Kokusai Club) ฉันเห็นเด็กสาวญี่ปุ่นหลายคนกำลังสวมใส่เฟอร์ ขับรถเป็น และพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งทั้งหมดนี้มันเหมือนออกมาจากนิตยสารโว้ก (Vogue) ฉันจึงบอกกับตัวเองว่า นั่นแหละ.. คือสิ่งที่ฉันต้องการ!!!”

(ข้อความจากบทสัมภาษณ์ที่เธอพูดคุยกับสื่อญี่ปุ่น-กองบก.ออนไลน์)

Kokusai Club เป็นคลับที่รับแขก VIP ต่างชาติ สถานที่แห่งนี้ทำให้เธอมีโอกาสได้พบปะกับบรรดาเศรษฐีรวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติมากมาย เธอเคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวในอดีตของเธอกับการเป็นพนักงานคลับหรูแห่งนี้ไว้ว่า “ฉันได้เงิน 6,000 เยนต่อคืน ซึ่งเงินจำนวนนี้มันสามารถใช้จ่ายได้ทั้งเดือนในย่านชิโยดะ (Chiyoda)”

(เธอให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่นว่า เธอทำงานในคลับ 1 คืนต่อสัปดาห์)

ด้วยรายได้ที่สูงจึงทำให้เธอมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีเงินเหลือไว้ไปซื้อผ้าสวยๆมาใส่อีกด้วย นอกจากนี้เธอยังบอกต่อไปอีกว่าคลับหรูที่เธอเคยทำงานอยู่นั้นมีแต่บรรดาเศรษฐีผู้มั่งคั่งและคนดังทั่วทุกมุมโลกต่างเคยมาเที่ยวกันทั้งนั้น อาทิ “จอห์น เอฟ. เคนเนดี” ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา รวมถึง “แฟรงก์ ซินาตรา” ซุปเปอร์สตาร์ชาวอเมริกันชื่อดังแห่งยุค

คืนแห่งโชคชะตา

ในที่สุดวันแห่งโชคชะตาของเดวีก็มาถึง เมื่อ “ซูการ์โน” ประธานาธิบดี จากอินโดนีเซีย วัย 57 ปี ได้เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2502 ถึงแม้ว่าเขาจะมาทำภารกิจเพื่อชาติ แต่กระนั้นเขาก็หาเวลามาพักผ่อนหย่อนใจเพื่อคลายเครียดในคลับหรู Kokusai Club อันเป็นสถานที่ทำงานของเดวี ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุได้เพียง 19 ปีเท่านั้น!!!

ทันทีที่เขาพบหน้าเธอ เขาไม่อาจละสายตาไปจากสาวญี่ปุ่นคนนี้ได้ เธอมีใบหน้าที่งดงาม ดวงตากลมโต จมูกโด่งรับกับริมฝีปากที่บาง แถมมีกริยามารยาทที่อ่อนหวานตามแบบฉบับสาวญี่ปุ่น จึงทำให้ซูการ์โนตกหลุมรักเธอทันทีเมื่อแรกเห็น คืนนั้นเขาได้ชวนเธอมานั่งรวมโต๊ะทานน้ำชาด้วยกัน พร้อมกับท่านทูตอินโดนีเซียและภรรยา ซึ่งเดวีได้เล่าถึงอดีตอันแสนหวานในคืนนั้นไว้ว่า

“เขาเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉันฟังแล้วรู้สึกประทับใจในประวัติศาสตร์ของชาติเราจากเขามาก ประวัติศาสตร์โลกช่างกว้างใหญ่ มันไม่ยากเลยที่จะทำให้ฉันหลงเสน่ห์”

หลังจากซูการ์โนกลับประเทศไปได้ 3 เดือน เขาได้ชวนเดวีไปเที่ยวอินโดนีเซียเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่ปฏิเสธคำเชิญจากผู้นำประเทศอย่างเขาไปได้ ในระหว่างที่เดวีมาเที่ยวพักผ่อนที่อินโดนีเซีย บ่ายวันหนึ่งขณะที่เธอและซูการ์โนกำลังพำนักอยู่ที่เกาะบาหลี ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติกโดยมีดวงอาทิตย์กลมโตดวงใหญ่สีแดงเข้มบนขอบฟ้าและมีบรรดาต้นมะพร้าวเป็นเงาอยู่ฉากหลัง ทั้งคู่ยืนอยู่ริมระเบียง ทันใดนั้นซูการ์โนได้ถามเดวีขึ้นมาว่า “โปรดมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผม เป็นพละกำลังของผม และเป็นความหรรษาในชีวิตผมได้ไหม ?” 

เมื่อได้ฟังประโยคนั้นเดวีครุ่นคิดกับตัวเองว่า ถึงแม้เธอจะสามารถมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้เป็น 100 ปี แต่เธอก็จะไม่มีวันที่จะได้ยินประโยคนี้จากชายใดอีก

“ถ้าเขาเลือกฉัน ฉันก็จะอุทิศชีวิตให้กับเขา ถ้างานของเขาที่ทำเพื่อชาติจะถูกสร้างเป็นอนุสาวรีย์ให้กับเขาฉันใด บางทีฉันก็จะเป็นส่วนหนึ่งของมัน และถ้าฉันจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอินโดนีเซียกับญี่ปุ่น ฉันตระหนักดีกว่าชีวิตของฉันต้องจะเป็นเช่นนั้น”

เส้นทางสู่สตรีหมายเลข 1

ทั้งคู่เข้าพิธีสมรสกันในปี พ.ศ. 2505 ซูการ์โนได้เปลี่ยนชื่อให้เดวีจากเดิม “นาโอโกะ เนโมโตะ” มาเป็นชื่อ “รัตนา ซารี เดวี ซูการ์โน” ซึ่งแปลว่า “เทวีผู้เป็นเนื้อแท้แห่งอัญมณี” และแน่นอน เธอต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่อินโดนีเซียเป็นการถาวรในฐานะภรรยาของผู้นำประเทศ แต่ทว่าการย้ายมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเธอต้องปรับตัวอย่างมากเรียกได้ว่าปรับเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิต

เธอต้องเปลี่ยนศาสนา ต้องเรียนภาษาชวาและมลายู พร้อมทั้งรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเธอจากสังคมอินโดนีเซีย รวมถึงกระแสความเกลียดชังในเชื้อชาติของเธอที่ยังคงฝังอยู่ในความแค้นของชาวอินโดนีเซียสืบเนื่องจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2

ดังนั้นเธอจึงต้องใช้ความอดทนและอ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้ ขณะเดียวกันเธอก็พยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าเธอได้อุทิศทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อเป็นคนอินโดนีเซียอย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการสวมใส่ชุดพื้นเมืองของอินโดนีเซียออกงานเสมอ

ถึงแม้ว่าซูการ์โนจะมีภรรยาหลายคนตามหลักศาสนาอิสลาม แต่ทว่าสตรีที่อยู่เคียงข้างเขาและคอยช่วยเหลือเขาในการปฏิบัติภารกิจหน้าที่เป็นสตรีหมายเลข 1 ของประเทศ ก็คือเดวี สตรีที่เขารักตั้งแต่แรกเห็นในคลับหรูที่ญี่ปุ่นคืนนั้น เดวีเป็นสตรีที่ฉลาด มีความมาดมั่น สนใจประวัติศาสตร์ และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี

ก่อนออกไปทำงานทุกครั้งซูการ์โนมักเขียนถ้อยคำหวานๆไว้ให้เดวีเสมอ เช่น “ถึงต้องไปประชุมกับคณะรัฐมนตรี แต่หัวใจของผมกลับอยู่ที่คุณ” และ “ความรักที่ผมมอบให้คุณ ยาวกว่าเส้นผมอันนุ่มสลวยของคุณเสียอีก”

จนถึงปัจจุบันนี้เธอก็ยังคงเก็บข้อความเหล่านั้นซึ่งมีจำนวนกว่า 500 ชิ้น เพื่อย้ำเตือนความทรงจำอันแสนหวานของเธอกับสามีผู้เป็นที่รักอยู่เสมอ

ต่อมาไม่นาน ซูการ์โน แต่งตั้งให้เธอเป็นที่ปรึกษาพิเศษของเขา นำมาซึ่งข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอินโดนีเซียอย่างมากที่ท่านประธานาธิบดีผู้เปี่ยมล้นไปด้วยประสบการณ์ในแวดวงการเมืองมาหลายสิบปี อีกทั้งจบการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรม แต่จะต้องมาขอรับคำปรึกษาว่าราชการแผ่นดินจากสตรีชาวต่างชาติที่จบเพียงมัธยมปลายอย่างนั้นหรือ?

คลิกอ่านเพิ่มเติม : การต่อสู้ของซูการ์โน บุรุษกู้ชาติแห่งอินโดนีเซีย ผู้ถูกกลบฝังให้ลืม-ตีตรา “ระเบียบเก่า”

ท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2510 นายพลซูฮาร์โต (Suharto) ลูกน้องคนสนิทของเขาได้ทำรัฐประหาร ซึ่งดูเหมือนว่าซูการ์โนจะล่วงรู้ชะตากรรมของตนดี เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ตัดสินใจส่งเดวีที่กำลังท้องแก่ใกล้คลอดกลับไปอยู่ที่ญี่ปุ่น

ส่วนตัวเขาได้อาศัยอยู่ในกรุงจาการ์ต้าต่อไป ใครจะคาดคิดว่าการจากลาของเขากับเดวีครั้งนั้นจะเป็นการพบหน้าครั้งสุดท้ายไปตลอดกาล แม้แต่บุตรสาวที่เพิ่งคลอดออกมาก็ไม่มีวันได้เห็นหน้าผู้เป็นพ่อ เพราะในอีก 3 ปีถัดมา (พ.ศ.2513) ซูการ์โนได้ถึงแก่กรรม เดวีจึงกลายเป็นภรรยาม่ายของอดีตประธานาธิบดีที่ต้องลี้ภัยการเมืองมาอยู่ญี่ปุ่น เธอต้องต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อหยัดยืนในโชคชะตาชีวิตโดยไร้สามีเคียงข้าง ซึ่งต่อมาเธอได้ย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา

คดีอื้อฉาว : เมื่อเธอถูกสาวไฮโซดูถูกภูมิหลัง

วีรกรรมอันสุดแสบที่เรียกได้ว่าเป็นที่โจษจันอย่างมากในสังคมยุคนั้น เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องเล่าจากเหตุการณ์ในคืนวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นงานปาร์ตี้ปีใหม่สุดหรูของเหล่าไฮโซที่ถูกจัดขึ้นที่ Aspen Club Lounge รัฐโคโรราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีเหล่าคนดังเข้าร่วมงานมากมาย อาทิ อิวานา ทรัมป์ ( Ivana Trump) อดีตนางแบบสาวสวยผู้เป็นภรรยาในขณะนั้นของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เดวิด โคค (David Koch) มหาเศรษฐีนักธุรกิจค้าน้ำมัน รวมถึงเดวี ซึ่งตอนนี้เธออยู่ในสถานะภรรยาของอดีตประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซียผู้ล่วงลับไปแล้ว

บรรยากาศในงานดูเหมือนจะดำเนินผ่านพ้นไปด้วยดี จนกระทั่งสาวไฮโซนามว่า มินนี่ โอสเมญญา (Minnie Osmeña) หลานสาวของ เซร์ฮิโอ โอสเมญญา (Sergio Osmeña) อดีตประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ที่ได้เปิดประเด็นกอสซิปในวงสนทนา โดยพูดถึงเรื่องราวของสาวคลับบาร์ในญี่ปุ่นนางหนึ่งที่วาสนาดีตกถังข้าวสารจนได้มาเป็นภรรยาของผู้นำประเทศ

แน่นอนว่าใครที่ได้ฟังย่อมรู้ดีว่า เรื่องราวของหญิงสาวที่มินนี่กำลังพูดถึงนั้น คือ เดวีนั่นเอง ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเดวีจะมีอายุ 52 ปีแล้ว แต่ความสวยที่มาพร้อมกับความมั่นในตัวเธอก็มิได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด เมื่อนิทานที่มินนี่เล่าในงานนั้นได้เข้าหูเธอ เดวีผู้ยึดมั่นในศักดิ์ศรี “ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้” เธอจึงเดินไปตบหน้ามินนี่ด้วยแก้วไวน์ที่อยู่ในมือ แรงตบผสมด้วยแรงแค้นจึงทำให้แก้วไวน์ใบนั้นแตก พร้อมกับเศษแก้วขนาด 2 นิ้ว ที่ปักอยู่บนใบหน้าของสาวไฮโซคนนั้น!!!

ผลปรากฏว่ามินนี่ต้องเย็บแผลไปถึง 37 เข็ม ส่วนเดวีต้องถูกจำคุกข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเวลา 34 วัน พร้อมจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 750 ดอลลาร์ แต่ถึงกระนั้นความเปรี้ยวของเดวีก็ยังไม่ลดละ จนเธอถูกเพิ่มโทษขยายเวลาจำคุกเป็น 60 วัน หลังออกมาจากคุกเธอได้ให้สัมภาษณ์อย่างไม่แคร์สื่ออีกด้วยว่า “ตอนอยู่ในคุกก็มีความสุขดีนะ!!!”

ปัจจุบันเดวีในวัย 80 กว่าปี เธอใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงในญี่ปุ่น รวมถึงออกงานสาธารณะกุศลระดมทุนช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากมาโดยตลอด เพราะความทรงจำในวัยเด็กที่เธอต้องดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบากทำให้เธอเข้าใจถึงหัวอกของผู้คนเหล่านี้ เธอไม่อายที่จะยอมรับว่าในอดีตเธอเคยทำงานในคลับ VIP มาก่อน

เธอรักและเทิดทูนซูการ์โนผู้เป็นสามีที่ช่วยชุบชีวิตจากเด็กยากจนให้กลายมาเป็นภรรยาของรัฐบุรุษเคียงคู่เขา และเธอยังคงจดจำภาพความประทับใจในดินแดนอินโดนีเซียในฐานะที่เธอเคยเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของประเทศ

แต่ถึงอย่างไรก็ดีภาพความงดงามเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยความขมขื่น และเธอก็ไม่เคยลืมบรรดาผู้คนที่เคยสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับเธอและครอบครัว เธอจึงตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ในชีวิตนี้ไว้ว่า “ฉันจะมีชีวิตอยู่จนกว่าศัตรูของฉันจะตายหมด”

 

SUMMER SALE! ลดราคาพิเศษกลับมาแล้ว สมัครสมาชิกรายปีนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ลดราคา 40% เฉพาะสมัครวันที่ 1-30 เม.ย. 64 คลิกดูข้อมูลเพิ่มและสมัครที่นี่


อ้างอิง

https://www.japantimes.co.jp/community/2002/01/06/general/dewi-sukarno-miss-ambition-whos-done-it-her-way/

https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1993-01-23-mn-1617-story.html

www.nytimes.com/1998/02/17/world/jakarta-journal-weighty-past-pins-the-wings-of-a-social-butterfly.html

https://thepeople.co/ratna-sari-dewi-sukarno/


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 เมษายน 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป