เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศ ห้ามพระสงฆ์ไม่ให้ใบ้-แทง “หวย” แลประพฤติอนาจาร

เมื่อ พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศเรื่อง “ประกาศห้ามพระสงฆ์ไม่ให้บอกบ้ายแทงหวยแลประพฤติอนาจาร (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ภาค 5) เพื่อควบคุมพระสงฆ์สามเณรที่กระทำตัวไม่เหมาะสมหลายประการ ทั้งใบ้หวย เล่นหวย ปลอมเป็นคฤหัสถ์ กินเหล้า เที่ยวกลางคืน ฯลฯ

สำหรับเรื่องพระสงฆ์ใบ้ห้วยนี้ ในประกาศอธิบายไว้ว่า “แต่ครั้งก่อนพระราชาคณะผู้น้อยผู้ใหญ่ท่านประชุมกันปฤกษาโทษว่า พระภิกษุสามเณรบอกบ้ายแทงหวยเปนการใกล้อุตริมนุษย์ธรรมอยู่ เหตุไม่รู้ว่ารู้ไม่เห็นว่าเห็น ทั้งเปนภัณฑไทยใกล้อทินนาทา(หมายถึง การขโมยหรือการลักทรัพย์) เหตุเขาเสียทรัพย์ทั้งสองฝ่าย ไม่เอาไว้ร่วมสงฆกรรมทำอุโบสถธรรมต่อไปให้สึกเสีย”

แต่สำหรับพระสงฆ์สามเณรที่ชอบ “แทงหวย” นั้น เห็นว่าเป็น “สเตกิจฉา” หมายถึง อาบัติที่ยังพอเยียวยาหรือแก้ไขได้ โดยให้ว่ากล่าวสั่งสอนก่อนเป็นขั้นต้น แต่หากขืนกระทำการแทงหวยต่อไปอีกก็จะให้สึกเสีย และกำหนดไว้ว่า หากมีพระสงฆ์สามเณรกระทำตัวเป็นนักเลง บอกใบ้แทงหวยเกิดขึ้น ณ อารามใดๆ จะให้ลง “ทัณฑกรรม” (หมายถึงการลงโทษ) พระราชาคณะ พระครูถานานุกรม เจ้าคณะ เจ้าอธิการในพระอารามนั้นๆ และจะถวาย “ทัณฑกรรม” เจ้าประคุณผู้ใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตาม เวลาล่วงมาก็ปรากฏว่ายังมีพระสงฆ์สามเณรที่กระทำการขัดต่อกฎสงฆ์และกฎหมาย รัชกาลที่ 4 ถึงขั้นทรงตำหนิพระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่ปล่อยปละละเลย ไม่สอดส่องดูแลพระสงฆ์สามเณร ความว่า

“บัดนี้ภิกษุสามเณรยังประพฤติขืนหมายยืนอยู่ หาประพฤติตามกฎหมายที่ประกาศไว้หาเอาไม่ ยังบอกบ้ายแทงหวยกินเหล้าเล่นเบี้ยทำอนาจารต่างๆ ตามอำเภอใจ ฝ่ายพระราชาคณะถานานุกรมผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงเล่า ก็ไม่มีความอายแก่พระสงฆ์ลังกาพม่ามอญซึ่งได้เข้ามาอยู่ในพระมหานคร แลไม่มีความอายสัปปุรุสสีกาทายกที่เขามีศรัทธาเลื่อมใสในพระสาสนา จึงละเมินเพิกเฉยเสีย”

เช่นกรณีของ “อ้ายสมีเขียนอยู่วัดชีปะขาวไปนอนบอกหวยอยู่ในบ้านกับสีกา 2, 3, 4, คืน แลอ้ายมหาขันเปรียญอยู่วัดมหาธาตุนุ่งห่มผ้ามาปลอมเพศคฤหัสถ์กินเหล้าถือดาบเที่ยวกลางถนนเพลากลางคืน”

ดังนั้น ประกาศฉบับนี้จึงเป็นการย้ำเตือนถึงพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ว่าให้คอยสอดส่องดูแลพระสงฆ์สามเณรอย่างเคร่งครัด “อย่าให้บอกบ้ายแทงหวยทำช่างทองรูปพรรณต่างๆ เปนการจ้างหากินอย่างฆราวาส อย่าให้นุ่งห่มผ้าคฤหัสถ์เที่ยวกินเหล้าใส่หมวกจีโบเที่ยวแทงโปแทงถั่วตามโรงจีนแลประเทศที่ใดๆ ก็ดี อย่าให้มีผิดขึ้นได้ในพระอารามเปนอันขาด”

หากพระสงฆ์สามเณรที่กระทำการเสื่อมเสียต่างๆ โดนจับได้หรือมีผู้มาร้องเรียนว่าอยู่วัดใด พระครู ถานานุกรม เจ้าคณะ เจ้าอธิการอุปัชฌายอาจารยณวัดนั้นๆ จะถูก “ปรับหมายทำทัณฑกรรม” และถ้าพระสงฆ์สามเณรอยู่ในกุฏิใกล้เคียงกัน ทราบเรื่องแล้วแต่ไม่รายงานต่อพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ก็จะให้ปรับโทษหนักเช่นเดียวกัน และให้เจ้าคณะจับตัวพระสงฆ์สามเณรผู้กระทำผิดมาส่งแก่เจ้าคณะผู้ใหญ่ที่วัดพระเชตุพน

“อย่าให้ปิดบังไว้ในพระสาสนเปนอันขาด”

 


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤษภาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป