รากฐานการแพทย์-สาธารณสุขไทย จากยุคกรมหมอหลวง สู่โรงพยาบาลที่ราษฎรเข้าถึง

โรงศิริราชแพทยากร (ภาพจาก http://journal.sirirajmuseum.com)

ระบบการสาธารณสุขของประเทศไทย ได้รับการยกย่องว่ามีความเข้มแข็ง เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในการบริหารจัดการควบคุมการระบาดของโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ COVIT-19 ด้วยมีจำนวนผู้ที่รักษาหาย และจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมาก จึงขอชื่นชมบุคคลากรเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมแรงร่วมใจ บริหารจัดการ ดำเนินงาน ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งประชาชนที่มีความตระหนัก ตื่นตัวในการดูแลป้องกันตนเอง และยอมปฏิบัติตามประกาศของทางการอย่างเคร่งครัด

หากศึกษาย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่ระบบการศึกษายังไม่ทั่วถึง ประชาชนขาดความรู้ในเรื่องการดูแลสุขอนามัย สภาพแวดล้อม และอาหารการกิน เมื่อเกิดโรคระบาดแต่ละครั้ง จึงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น อหิวาห์ตกโรค ไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) และกาฬโรค ซึ่งแต่ละครั้งคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก

โรงรักษาไข้ เมื่อคราวเกิดโรคระบาด พ.ศ. ๒๔๓๑ (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ระบบการปกครองแบบจตุสดมภ์ ที่ตราขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่สามารถรองรับ กับจำนวนผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น

หลังจากเสด็จไปทอดพระเนตรกิจการในต่างประเทศที่สิงคโปร์ อินเดีย เป็นต้น และโปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางไปศึกษาดูงานในเรื่องต่างๆ จึงทรงเริ่มปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่  โดยเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศ จากระบบจตุสดมภ์ เป็นระบบราชการอย่างตะวันตก โดยการทยอยยุบเลิกบางหน่วยงาน ตั้งหน่วยงานใหม่ หรือรวมเข้าไว้ในหน่วยงานเดียวกัน จนต่อมาเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม ที่มีการกำหนดหน้าที่ขอบเขตอย่างชัดเจน

ด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นปัญหา ความไม่ทันสมัยที่จะเป็นตัวฉุดประเทศให้ล้าหลังไม่เจริญก้าวหน้า ดังในพระบรมราชาธิบาย ทรงแถลงพระบรมราชาธิบายการแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ความว่า

“…การปกครองอย่างเก่านั้นก็ยิ่งไม่สมกับความต้องการของบ้านเมืองหนักขึ้นทุกที จึงได้มีความประสงค์อันยิ่งใหญ่ ที่จะแก้ไขธรรมเนียมการปกครองให้สมกับเวลาให้เป็นทางที่จะเจริญแก่บ้านเมือง…”

ส่วนระบบการแพทย์ที่มีมาแต่เดิม มีกรมแพทยาโรงพระโอสถ หรือกรมหมอหลวง มีการกำหนดตำแหน่งยศฐาบรรดาศักดิ์ แบ่งเป็นหมอแต่ละประเภท มีศักดินากำกับ เน้นการรักษาเพียงอย่างเดียว รับผิดชอบเฉพาะงานรักษาภายในราชสำนักเป็นหลัก ไม่รักษาทั่วไป ประชาชนจึงต้องหาหมอเชลยศักดิ์หรือหมอในท้องที่รักษาโรคกันเอง ยังไม่มีระบบราชการด้านการสาธารณสุข กรมแพทยาโรงพระโอสถ และหมอเชลยศักดิ์ตามบ้าน ยังใช้วิธีการรักษาแบบเดิม ด้วยการเก็บสมุนไพรมารักษา ส่วนการผ่าตัดเย็บแผลต่างๆ ไม่สามารถทำได้อย่างมิชชันนารีที่เข้าใจถึงสาเหตุการเกิดโรค และรู้วิธีรักษาป้องกัน

ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนสุนันทาลัย พ.ศ.๒๔๓๒ (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ๐๐๒ หวญ ๕/๒๘)

พระองค์จึงมีพระราชดำริ ให้จัดตั้งการแพทย์แบบตะวันตก เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๑๔ ตามคำกราบบังคมทูลของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ทรงทดลองจัดระบบการแพทย์ทหารแบบตะวันตกขึ้นครั้งแรกในกรมทหารมหาดเล็ก โปรดเกล้าฯ ให้มีตำแหน่งแพทย์ประจำกองทหารครั้งแรก คือ หม่อมเจ้าสายในกรมหลวงวงศาธิราชสนิท (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์) ดำรงตำแหน่งเป็น เซอเยน (Surgeon)

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ โปรดเกล้าให้ตรา พระราชบัญญัติเป็นข้อบังคับสำหรับกรมทหารมหาดเล็ก จ.ศ. ๑๒๓๙ กำหนดให้ตำแหน่งแพทย์มี ๒ ตำแหน่งคือ เซอเยน (Surgeon) ๑ ตำแหน่ง และฮอสปิเติลซายัน (Hospital Sergeant) ๑ ตำแหน่ง มีหน้าที่ตรวจรักษาทหารป่วย และผลัดเปลี่ยนเวรกันนอนโรง (หมายถึงโรงทหาร) คนละ ๗ วัน “ถ้าเจ็บอยู่กับบ้าน อย่าให้หมอในโรงไปอยู่ เปนแต่ให้ไปตรวจเปนเวลา ถ้าเจ็บในโรงหมอในโรงพิทักษรักษาให้จงดี”  

ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ โปรดเกล้าฯให้ตรา พระราชบัญญัติทหารหน้า กำหนดให้มีตำแหน่งแพทย์ทหารลักษณะเดียวกันกรมทหารมหาดเล็ก ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ โปรดเกล้าให้สร้าง “โรงทหารหน้า” (ปัจจุบันคือศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร) ได้ออกแบบให้มี “โรงหมอในโรงทหารหน้า” แต่ก็เป็นการรักษาเฉพาะทหาร

แนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลและโรงเรียนสอนแพทย์ มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๘ เมื่อผู้บัญชาการกรมทหารมหาดเล็ก พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) กราบบังคมทูล เรื่องการทหารและการโรงเรียนที่กรมทหารมหาดเล็กรับผิดชอบ รวมถึง การฝึกหัดวิชาหมอ และ วิชาเซอเยอรี และโรงรักษาคนไข้ที่หมอวิลิศ จากอังกฤษได้กราบทูลว่ายินดีจะสอน ต่อมาถวายความเห็นเรื่องการจัดสอนวิชาแพทย์แบบตะวันตกว่าจะต้องมีการจัดตั้งโรงพยาบาลก่อน ดังคำกราบบังคมทูลว่า …แต่ที่จะคิดอ่านการฝึกหัดวิชาหมอแท้ ก่อนที่ได้มีโรงรักษาคนไข้ตั้งขึ้นนั้นก็ไม่ได้…” 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า กอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ดำเนินการจัดตั้ง โรงพยาบาลใหญ่ ณ วังหลัง ตามแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศ ได้รับพระราชทานนามว่า โรงพยาบาลศิริราช และให้เป็นต้นแบบของการจัดตั้งโรงพยาบาลสมัยใหม่แห่งอื่นของประเทศไทย

จากการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ของ ผศ.ดร. ถนอม บรรณประเสริฐ พบหลักฐานรายงานประชุมกอมมิตตีพยาบาลเกือบครบทั้ง ๑๓ ครั้ง แสดงให้เห็นขั้นตอนการจัดตั้งโรงพยาบาลศิริราชอย่างชัดเจน  และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการริเริ่มกิจการ อย่างการที่ผู้คนไม่กล้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะกลัวจะถูกจับเป็นทหาร ค่านิยมของผู้มีข้าทาสบริวารไม่ให้คนในบ้านของตนมารับการรักษาที่โรงพยาบาล (รักษาฟรี) เพราะกลัวเสียหน้าว่าใจดำ ไม่หาหมอเชลยศักดิ์มารักษาที่บ้าน หรือความนิยมกินยาไทยมากกว่ายาฝรั่ง ทำให้โรงพยาบาลต้องเตรียมทั้งยาไทยและยาฝรั่งให้คนไข้เลือกรับประทาน เป็นต้น

รายงานการประชุมกอมมิตตีจัดการโรงพยาบาลครั้งที่ ๒ (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ชุดหนังสือกราบบังคมทูล)

วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขาถึงคอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล พระราชทานมรดกของเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาล ณ วังหลัง และทรงขอบใจกรมหมื่นดำรงราชานุภาพที่เป็นต้นคิดเรื่องจัดตั้งโรงพยาบาล มีความสำคัญบางตอนว่า

...โรงพยาบาลนี้ได้คิดมาช้านาน อยากจะให้มีขึ้นได้ในทันใด แต่การนั้นไม่สำเร็จไปได้ตลอด…การที่คิดไว้นี้ได้ทดลองจะจัดการบ้างก็ยังไม่เห็นว่าจะเป็นการถาวรมั่นคงได้ ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้ายลูกเราซึ่งเป็นที่รักตายเป็นที่สลดใจด้วยการที่รักษาไข้เจ็บ เห็นว่าแต่ลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ ยังได้ความทุกข์เวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรอนาถาทั้งปวงจะได้ความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลยิ่งขึ้น ภายหลังกรมหมื่นดำรงราชานุภาพคิดการที่จะตั้งโรงพยาบาลทำความเห็นมายื่นเห็นว่าเป็นทางที่จะจัดการตลอดได้ จึ่งได้ตั้งท่านทั้งหลายเป็นคอมมิตตีจัดการ แลได้ปรึกษากับแม่เล็กเสาวภาผ่องศรี มีความชื่นชมในการที่จะสงเคราะห์คนที่ได้ความลำบากด้วยป่วยไข้นี้ด้วย ยอมยกทรัพย์สมบัติของลูกที่ตายให้เป็นส่วนในการทำโรงพยาบาลนี้เป็นต้นทุน…. ขอขอบใจกรมหมื่นดำรงราชานุภาพซึ่งเป็นต้นคิด แลคอมมิตตีทั้งปวงอันได้พร้อมใจกันช่วยจัดการให้ตลอดสมประสงค์ได้ดังนี้…”

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ (ภาพจาก งานจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ อธิบดีกรมพยาบาล มีหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ากรมพยาบาลนี้ก็มิได้คิดแต่จะรักษาโรคอย่างเดียว คิดจะบำรุงวิชาแพทย์ศาสตร จะมีโรงเรียนแพทย์ด้วย” ต่อมา และโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์แบบตะวันตกแห่งแรกขึ้น ในโรงพยาบาลศิริราช ชื่อว่า โรงเรียนแพทยากร ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนแพทยาลัย และโรงเรียนราชแพทยาลัย ตามลำดับ

ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ย้ายไปรวมอยู่ใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็น คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในสมัยรัชกาลที่ ๘ ได้แยกออกไป คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และในสมัยรัชกาลที่ ๙ เปลี่ยนเป็น คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นต้นฉบับของโรงเรียนแพทย์แบบตะวันตกของไทยที่สามารถผลิตแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถเทียบเท่าตะวันตก

แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๓๙ แสดงบริเวณที่ตั้งโรงศิริราชพยาบาล (ภาพจาก หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมเมือง)

หากย้อนกลับไป หลังจากจัดตั้งโรงพยาบาลศิริราชสำเร็จแล้ว ยังโปรดเกล้าฯ ให้ยุบเลิก กอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล จัดตั้งเป็น กรมพยาบาล พร้อมทั้งขยายสาขาโรงพยาบาลไปยังที่ต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลหัวเมืองในจังหวัดต่างๆ มีการจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศ มาร่วมกันวางแผนจัดวางระบบสุขาภิบาล เพื่อดูแลสุขอนามัยของประชาชน การส่งหมอไปปลูกฝีราษฎรทั่วพระราชอาณาจักรเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ ที่ช่วงแรกต้องซื้อพันธุ์หนองฝีจากต่างประเทศที่มีราคาแพง จนส่งแพทย์ออกไปเรียนการทำวัคซีนและสามารถผลิตวัคซีนได้เอง ทำให้จำนวนผู้เป็นไข้ทรพิษลดน้อยลง การตั้งโอสถศาลาเพื่อผลิตยาประจำบ้านหลายขนาน และจำหน่ายในราคาถูก เพื่อให้ราษฎรรู้จักซื้อยาไปรับประทานบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บ พร้อมกับออกประกาศวิธีการดูแลสุขภาพอนามัย มีการเชิญแพทย์ทั่วประเทศมาประชุมเป็นครั้งแรก เป็นต้น

โรงศิริราชพยาบาล ราวปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ยังมุงหลังคาจาก (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ.๐๐๒ กจช(๐) ๔-๑ รพ.ศิริราช ๒๔๓๕)
เปลี่ยนจากหลังคามุงจาก เป็นหลังคากระเบื้องใน พ.ศ.๒๔๕๗ (ภาพจาก งานจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)

และยังทรงเข้าร่วมกับคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เป็นประเทศภาคีของอนุสัญญาเจนีวา ทำให้สยามเป็นที่รู้จักในเวทีโลก เพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หากประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยสงครามรุนแรง เช่น สงครามล่าอาณานิคม นับเป็นนโยบายการต่างประเทศที่สำคัญในรัชกาลของพระองค์

ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงการพัฒนาปรับปรุงระบบ และสร้างความเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือจากมูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงรับหน้าที่เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการเจรจากับมูลนิธิร็อกกิเฟลเลอร์ในการช่วยเหลือด้านการศึกษาวิชาแพทย์และวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย และมีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) ทรงจัดตั้งกรมสาธารณสุข พระองค์สนพระทัยและทุ่มเทในเรื่องนี้มาก ทำให้งานสาธารณสุขก้าวหน้าและก้าวไกล และได้ ม.จ. สกลวรรณากร วรวรรณ ที่เป็นเจ้ากรมพยาบาลนานถึง ๑๘ ปี ขยายการสาธารณสุขครอบคลุมไปทั่วประเทศ ให้บุคลากรและแพทย์ มีโอกาสศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และเน้นจัดเก็บสถิติข้อมูลอย่างเป็นระบบมากขึ้น อย่างจำนวนราษฎร อัตราการเกิดตาย การเจ็บป่วย

การรักษาพยาบาลคนไข้จากอหิวาตกโรคระบาด ไม่ทราบสถานที่ (ภาพจาก หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ศิริราชพยาบาล)

ที่เล่ามาเพียงเพื่อจะรำลึกว่า อาคารที่แข็งแรงปัจจุบัน ย่อมมาจากรากฐานที่มั่นคง ระบบการสาธารณสุขของไทยในปัจจุบัน ก็มาจากบรรพชนในอดีตที่ร่วมแรงร่วมใจในการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ก่อเกิดประโยชน์ให้แก่คนในอดีตจนถึงปัจจุบัน

 


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป