ชีวิต “แฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์” โหรในกบฏบวรเดช หนีเกาะตะรุเตาสำเร็จเพราะดูดวงก่อน?

นายพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ฉากหลังคือสถานีรถไฟหลักสี่ในอดีต (ภาพจากเหตุการณ์กบฏบวรเดช)

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 นำมาซึ่งระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา แต่เสถียรภาพของการปกครองก็ยังไม่มั่นคงนักในช่วงแรก เหตุการณ์ที่สะท้อนสภาพแวดล้อมในช่วงนั้นได้ระดับหนึ่งนั่นคือกรณีกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 เคลื่อนไหว “โต้ปฏิวัติ 2475” โดยคณะเจ้านายและขุนนางกลุ่มหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลานั้นมีบุคคลที่อาจหลุดจากวงโคจรที่คนสนใจไป เขาคือแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ ผู้เป็นโหรในกรณีกบฏบวรเดช

ในช่วงแห่งการโต้ปฏิวัติ 2475 ตัวละครทางการเมืองรายหนึ่งที่มีมิติน่าสนใจอย่างแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ (พ.ศ. 2444-2517) จากการศึกษาค้นคว้าของณัฐพล ใจจริง ผู้เขียนบทความ “โหรกับการปฏิวัติ 2475 : แฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ กับ ’76 เทพการเมือง'” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน พ.ศ. 2551 เล่าไว้ว่า แฉล้ม สืบเชื้อสายจากขุนเทพพยากรณ์ ปลัดกรมโหรสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เขาเกิดที่นครราชสีมา ทำอาชีพทนายความ

ลักษณะบุคลิกของแฉล้มเป็นคนอ้วนกลม ค่อนข้างตัวเล็ก แต่เจรจาคล่องแคล่วเนื่องจากเคยเป็นทนายความ เป็นคนที่กระฉับกระเฉง เมื่อถูกจับได้ก็ถูกศาลพิเศษ 2476 ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตข้อหาก่อการกบฏ ภายหลังเขาหนีออกจากเกาะตะรุเตาพร้อมพวกรวมแล้ว 5 คน ด้วยการติดสินบนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และจ้างเรือหนีไปเกาะลังกาวี ยึดอาชีพโหรในสิงคโปร์ กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติแล้วจึงเดินทางกลับไทย แถมยังมีบทบาทในแวดวงโหรไทยด้วย

เอกสารชิ้นหนึ่งของแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ ซึ่งสะท้อนภาพอีกมุมของการโต้ปฏิวัติ 2475 ได้คือหนังสือชุด “เคล็ดลับโหราศาสตร์” ณัฐพล อธิบายไว้ว่า เป็นหนังสือที่จัดประเภทได้ยาก เป็นเอกสารที่อยู่กึ่งกลางระหว่างประวัติศาสตร์และโหราศาสตร์ จะถือว่าเป็นบันทึกความทรงจำก็ไม่ใช่ บันทึกเหตุการณ์ก็ไม่เชิง ข้อมูลความรู้ในหนังสือชุดนี้ปรากฏอยู่ในแวดวงโหรด้วยในแง่ตำราพยากรณ์ แต่โดยรวมแล้วหนังสือชุดนี้ให้ความรู้โหรควบคู่กับการยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่ม 2476 เป็นตัวอย่างประกอบอันสร้างความภูมิใจให้แฉล้ม ว่าพยากรณ์ได้แม่นยำ

หนังสือ “เคล็ดลับโหราศาสตร์” ของแฉล้ม มีรายละเอียดบทบาทและความเคลื่อนไหวของเขาเองที่เผยแพร่เอกสารในหัวเมืองซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนกบฏบวรเดช โดยเล่าว่า เขาจัดพิมพ์หนังสือชื่อ เค้าโครงการปกครองเมือง ตำราโคลงลาว ตำราผัวเมีย ตำราดาวนิพพาน

ส่วนหนังสือบำรุงการศึกษา พิมพ์ไปหมื่นเล่ม แต่ระหว่างแจกจ่ายเอกสารที่หัวเมืองอีสาน กองทัพกบฏบวรเดชในกรุงเทพฯ ประสบความพ่ายแพ้ หนังสือที่เหลือจึงถูกหลวงศุภนัยเนติรัก ซึ่งเป็นพรรคพวกทำลายทิ้งทั้งหมด จากนั้นแฉล้ม จึงถูกจับกุม

เนื้อหาในหนังสือชุด “เคล็ดลับโหราศาสตร์” ยังเปิดเผยแนวความคิดของแฉล้ม ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยเคล็ดลับโหราศาสตร์ ฉบับพิสดาร ภาค 3 มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเอ่ยถึงว่า “ขุนนางแย่งชิงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของพระมหากษัตริย์ซึ่งพระองค์ทรงจัดเอาไว้แล้วตามลำดับ”

แฉล้ม ยอมรับในเวลาต่อมาว่า พลพรรคที่พวกเขาสังกัดเมื่อครั้งนั้นเป็นคณะเจ้า เขาสรุปไว้ว่า “รัฐบาลจับเอาพวกข้าพเจ้าอันเป็นพวกของพระบรมราชวงศ์จักรี”

ภายหลังถูกจับ ในช่วงระหว่าง 2476-81 แฉล้ม ถูกจองจำในแดน 6 บางขวาง ณัฐพล เล่าว่า เขาตั้งโรงเรียนโหรมาสอนนักเรียนกว่า 100 คน ต่อมายังได้ร่วมกันค้นคว้าตำราโหราศาสตร์ สหรัฐฯ ฮินดู พม่า และอียิปต์ที่สั่งซื้อจากภายนอกเข้ามาในเรือนจำ และตรวจสอบกับตำราโหรไทย โดยใช้ตำราอาลัน เลโอ (Alan Leo) อย่างเก่าเป็นหลัก และมีสอ เสถบุตร เป็นผู้แปลความให้ หลังจากศึกษาตำราโหราศาสตร์อย่างแตกฉานก็เผาตำราทั้งหมดทิ้งและสักข้อความต่างๆ ลงบนหน้าขาทั้งสองข้าง โดยย่อหลักการสำคัญจำนวน 100 บรรทัด และดวง 15 ดวงด้วยหมึกดำ

หลังจากนั้น แฉล้ม จึงเริ่มแต่ง “เคล็ดลับโหราศาสตร์ ภาค 1” และลักลอบนำมาจัดพิมพ์ภายนอกด้วยความร่วมมือของพระมหาสวัสดิ์ เปรียญ 6 ที่เข้ามาเทศในเรือนจำ ณัฐพล ใจจริง เล่าว่า ต้นฉบับถูกจัดพิมพ์ 2 ครั้ง ครั้งแรกในพ.ศ. 2481 ในงานศพของวัดจักรวรรดิราชาวาส และอีกครั้งในงานศพของพระมหาโต๊ะ วัดสระเกศ

นักโทษการเมืองบางส่วนที่อยู่ในแดน 6 ถูกเคลื่อนย้ายมาถึงเกาะตะรุเตาในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 หลังจากนั้นอีก 1 เดือน จึงเริ่มปรากฏแผนการหลบหนี นักโทษการเมือง 5 คน คือ พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวนิช) พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) ขุนอัคนีรถการ (อั๋น ไชยพฤกษ์) นายหลุย คีรีวัต และแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ ได้หลบหนีออกจากเกาะโดยติดสินบนผู้คุมและจ้างเรือหลบหนีไปขึ้นฝั่งที่เกาะลังกาวีอันเป็นดินแดนของอังกฤษ

พระยาสุรพันธเสนี กล่าวถึงแฉล้มว่า “นายแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ เป็นโหรประจำคณะของเรา นามแฉล้มมีวิชาโหราศาสตร์ติดตัวและจัดว่าเป็นมือชั้นดีในทางนี้ ได้ถูกพวกเราให้เป็นคนหาฤกษ์ยามที่ปลอดภัยในการหนี”

แฉล้ม เล่าถึงการหลบหนีในหนังสือชุด “เคล็ดลับโหราศาสตร์” ว่า “เมื่อคราวหนีเกาะตะรุเตานั้น ก็คือกาลชะตาจำเป็นต้องเลือกดวงชะตาผู้นำ ใครเป็นหัวหน้าหลักสำคัญ ก็คือ นายหลุย คีรีวัต มีดวงอสิตร่วมธาตุคือ ความเข้มแข็ง เจ้าคุณสุรพันธ์มีดวงจตุสดัยเกณฑ์ชั้นที่ 1 ในตำแหน่งบุญญาฤทธิ์อิทธิฤทธิ์ด้วยสองท่านต้องเป็นตัวการ ฉะนั้น การลงทะเล ผมจัดให้นายหลุยลงน้ำก่อน เจ้าคุณสุรพันธ์รั้งหลังสุด ส่วนผมให้ฤกษ์ได้ตรวจลมปราณ คือ เอามือใส่หูแล้วดูลมอีก ก็สะดวกดังอื้อในหู ยังดูลมก็ดีอยู่ เอามือลูบกายสาก ธาตุดินดี เอามือปิดตาแล้วลืมในขณะปิด มีแสงแพรวพราว ธาตุไฟมี เอาปากกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ธาตุน้ำดี มองดูยอดจมูกและเห็นทิวเสาธงทอง คือ จมูกดีอยู่ ก็หมดวิตก การนี้สำเร็จ”

แฉล้ม ยังอ้างว่า พวกเขาสามารถหนีจากตะรุเตาได้สำเร็จเนื่องจากเขาแต่งตำราหลักวิชาใหม่ที่เขาเรียกว่า “ยามการเมืองหนีเกาะ” ที่ปรับปรุงมาจากตำราชื่อ “พะม่าแหกคุก” หรือ “ยามอุบากอง”

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของณัฐพล พบว่า ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับเบื้องหลังการหลบหนีนั้นปรากฏในบันทึกของอดีตผู้คุมคนหนึ่งว่า เกิดจากการจ้างให้นายหมี ศรีวิโรจน์ ชาวเกาะที่ราชการให้อาศัยบนเกาะ กับนายแถว เชาวนาศัย ผู้คุมที่เป็นบุตรเขยนายหมี เป็นคนดำเนินการ ค่าจ้างในการหลบหนีก็ได้รับการยืนยันจากพระยาสุรพันธเสนี อดีตนักโทษซึ่งบันทึกว่าจ้างเป็นเงิน 5,000 บาท การหลบหนีสำเร็จไปได้ แต่เหตุนั้นทำให้ข้าราชการราชทัณฑ์ถูกสอบสวน ข้าราชการบางคนถูกปลดจากราชการ

เมื่อนักโทษทั้ง 5 มาถึงปีนัง บันทึกความทรงจำของพระยาศราภัยฯ เล่าว่า ได้ขอพบ หม่อมเจ้าวิบูลสวัสดิ์วงศ์-อดีตราชเลขาธิการของพระปกเกล้าฯ ผู้เคยทำหน้าที่ประสานงานกับพวกเขาในการก่อกบฏบวรเดช แต่ถูกบ่ายเบี่ยงไม่ให้เข้าพบ บันทึกเล่าว่าเหตุการณ์นี้สร้างความขมขื่นให้พวกเขาอย่างมาก และหันมาทำงานหาเลี้ยงชีพ แฉล้ม เปิดร้านโหรที่สิงคโปร์ คิดค่าพยากรณ์คนละ 250 เหรียญเลยทีเดียว

เมื่อมาถึงช่วงปลายสงครามโลก รัฐบาลคณะราษฎรประกาศพระราชกำหนดนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดฐานกบฏและจราจล พ.ศ. 2488 ให้ผู้ที่กระทำผิดทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษทั้ง 3 ครั้ง เมื่อ 2476, 2478 และ 2481 ทั้งที่ตัดสินแล้ว หรือหลบหนี ให้ได้รับนิรโทษกรรมพ้นผิดด้วย นักโทษการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับคณะราษฎรจึงกลับประเทศและเข้าสู่การเมืองได้อีกครั้ง ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายโต้ปฏิวัติจึงปะทุอีกครั้งหลังสงครามโลก

หลังการนิรโทษกรรม แฉล้ม เดินจากสิงคโปร์กลับมาไทย และจัดทำหนังสือชื่อ “เคล็ดลับโหราศาสตร์” เขาเล่าแต่งหนังสือชุดนี้ขึ้นระหว่าง 2476-89 ขณะถูกจองจำและระหว่างการหลบหนีเป็นเวลารวม 12 ปี โดยเล่าว่า ถูกขัง 9 คุก ในคุกทหาร 3 ครั้ง ในเรือกำปั่น 2 ลำ ขังที่ตะรุเตา 1 เกาะ โรงพักตำรวจ 5 โรงพัก ผจญภัยในต่างแดน 6 ปี

ณัฐพล อธิบายแนวความคิดของแฉล้มไว้ว่า ในฐานะของโหรที่เกี่ยวกับการเมืองหลังปฏิวัติ 2475 แฉล้ม เห็นว่าการปฏิวัติทำให้ราชอาณาจักรสูญเสียพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์คือ พระปกเกล้าฯ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และผู้สำเร็จราชการอีก 2 พระองค์คือ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ และกรมขุนชัยนาทนเรนทร

แฉล้ม ยังเห็นว่า คณะเจ้าถูกปราบปรามหลายครั้ง เขาจึงต้องการสร้างศาลพระทรงเมือง ชื่อ ศาลฤาษี 76 เทพการเมือง เพื่อบูชาคณะเจ้าผู้ที่สละชีวิต แฉล้ม บอกด้วยว่า เขาเป็นคนเดียวในคณะเจ้าที่มีความรู้โหราศาสตร์ สามารถหยั่งรู้อนาคต และจะใช้ความรู้นี้คุ้มครองพระมหากษัตริย์จากภัยคอมมิวนิสต์

การสถาปนา “ศาลฤาษี 76 เทพการเมือง” มีพิธีกรรมสถาปนาในวันที่ 13 เมษายน 2489 เขาเล่าไว้ในหนังสือพฤหัสบดีจักรแบบจีน (ลักจับกะจื๊อ) ว่า ได้จารึกรายชื่อนักโทษการเมืองที่ตายจากเหตุกบฏบวรเดช 76 คนบนแผ่นทองคำ เผาไฟ และเอากระดูกปั้นเป็นรูปฤาษี ที่วัดมกุฏกษัตริย์ หลังเสร็จพิธีกรรมในไทยก็ขนรูปฤาษีไปสิงคโปร์ จัดงานบรรจุอัฐิแผ่นทองที่ห้างฟ้าแลบ บ้านเลขที่ 180 ถนนมูนเมนโรด วันที่ 22 เมษายน 2491

แฉล้ม ยังกำหนดให้มีไหว้ฤาษีทุกวันที่ 24 มิถุนายน และกล่าวว่า เมื่อใดที่คอมมิวนิสต์คุกคามพระมหากษัตริย์ จะนำฤาษี 76 ออกมาบูชา ดังที่บันทึกไว้ว่า “พวกข้าพเจ้าคณะเจ้าเกรงคอมมิวนิสต์จะแทรกซึมสมควรตั้งฤาษีไว้” และบอกร่องรอยว่า เขานำฤาษีนี้กลับมาไทยด้วย

 

หมายเหตุ: เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากบทความ “โหรกับการปฏิวัติ 2475 : แฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ กับ ’76 เทพการเมือง'” โดยณัฐพล ใจจริง ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2551


บรรณานุกรม:

แฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์. (2489). เคล็ดลับโหราศาสตร์ฉบับพิสดาร ภาค 3. พระนคร : โรงพิมพ์บริษัทการพิมพ์อโยธยา.

______. (2501). เคล็ดลับโหราศาสตร์. พระนคร : จินฮวดเฮงบรรณาคาร.

______. (2511). พฤหัสบดีจักรแบบจีน (ลักจับกะจื๊อ). กรุงเทพฯ : เกษมบรรณกิจ.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 เมษายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป