“ภรรยาพระราชทาน” นโยบายใช้ผู้หญิงเพื่อความมั่นคงสู่กฎหมายที่ “เมียหลวง” ต้องหลบ

ภาพประกอบเนื้อหา - ฉากเกี้ยวพาราสีในจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดวัง จังหวัดพัทลุง เขียนขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4

“ใครซื่อเจ้าเติมนาง” ไม่ใช่เรื่องพูดกันสนุกๆ หาก แต่เป็นธรรมเนียมนนิยมอย่างหนึ่งในราชสำนักสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กล่าวคือ ผู้ใดทำความดีความชอบ จงรักภักดีเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ก็จะพระราชทานผู้หญิงเป็นบำเหน็จรางวัล หญิงนั้นได้ชื่อว่าเป็น “นางพระราชทาน” หรือ “เมียนาง” ซึ่งเรารู้จักในนาม “ภรรยาพระราชทาน” นั่นเอง

ในกฎหมายตราสามดวงได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ผู้ใดชนช้างมีไชย แลข้าศึกขาดหัวช้าง บำเหน็จได้พานทอง ร่มคันทอง คานหามทอง แลเมียนาง”1

ธรรมเนียมการพระราชทานหญิงให้เป็นรางวัลนี้ ปรากฏหลักฐานในวรรณคดีหลายเล่ม เรื่องแรกคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นวรรณคดีที่แต่งด้วยบทกลอนชิ้นแรกของไทยใช้ในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒสัตยา มีข้อความตอนแรกเกี่ยวกับการสร้างโลก การสาบแช่งผู้ทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน ตอนท้ายให้พรผู้จงรักภักดีและกล่าวว่าผู้ใดซื่อสัตย์พระเจ้าแผ่นดินจะพระราชทานสิ่งต่างๆ เป็นรางวัล พร้อมกับคำที่ว่า “ใครซื่อเจ้าเติมนาง” เพราะฉะนั้นย่อมเชื่อได้ว่าธรรมเนียมอย่างนี้ในสมัยอยุธยาตอนต้นก็มีใช้แล้ว

เรื่องขุนช้างขุนแผน อันเป็นวรรณคดีสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของไทย ซึ่งเนื้อเรื่องได้มาจากสมัยอยุธยาและหลายๆ ตอนมาเขียนกันในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น พระไวย บุตรชายของขุนแผนกับนางวันทอง ได้นางสร้อยฟ้า พระราชธิดาเจ้าเชียงใหม่มาเป็นเมียนาง หรือเมียพระราชทาน ทั้งนี้เพราะสามารถรบชนะพระเจ้าเชียงใหม่ ดังข้อความว่า

“อ้ายหมื่น ไวยกูก็ให้มียศศักดิ์
พร้อมพรักข้าไทเป็นถ้วนฉี่

ยังเสียอยู่แต่เมียมันไม่มี
จะยกอีสร้อยฟ้าให้แก่มัน

จะให้สมกับที่มีความชอบ
ให้ประกอบยศยิ่งทุกสิ่งสรรค์

เป็นขุนนางไม่มีเมียก็เสียครัน
จะให้มันมีเมียเสียสักคน”2

ครั้นขุนแผนกราบบังคมทูลว่า พระไวยได้เสียกับศรีมาลา และหมั้นหมายกันไว้แล้ว กลับตรัสว่า

“จึงตรัสว่า อ้ายพลายงามเป็นหมื่นไวย มีเมียสักเท่าไรก็ควรที่
ได้สักสิบคนนั้นมันยิ่งดี…”3

ส่วนเรื่องราชาธิราชนั้น สมิงนครอินทร์ ทหารเอกผู้หนึ่งของพระเจ้าราชาธิราชทำศึกชนะ สามารถประหารชีวิตมังมหานรธาได้ พระเจ้าราชาธิราชโปรดให้นางอุตละหยิบหมากในพานพระศรีมาประทานให้ ภายหลังสมิงนครอินทร์แกล้งลองพระทัยว่าชอบนางอุตละ พระเจ้าราชาธิราชก็พระราชทานให้ พร้อมกับตรัสว่า

“ทุกวันนี้ตัวเราก็เป็นกษัตริย์ใช่จะไร้พระสนมเสมอนางอุตละนี้ก็หามิได้ แม้นจะหาสตรีที่มีลักษณะรูปงามให้ยิ่งกว่านางอุตละนี้ก็ได้ดังความปรารถนา แต่จะหาข้าทหารมีฝีมือเข้มแข็งดุจสมิงนครอินทร์นี้หายากนัก”4

สมิงนครอินทร์นั้นภายหลังได้คืนนางอุตละไป พร้อมทั้งขอขมานางด้วย

การที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานนางเป็นรางวัลแก่ข้าราชการผู้ประกอบความชอบนั้น ศิลป์ พิทักษ์ชน หรือจิตร ภูมิศักดิ์ ได้เคยวิจารณ์ไว้ในบทความเรื่อง “โองการแช่งน้ำ” ว่า

“เสร็จแล้วก็หยอดทีเด็ดเข้าให้ว่า ใครซื่อเจ้าเติมนาง ทีเด็ดอันนี้คือใครซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะพระราชทาน ตัวอ่อน ๆ เพิ่มเติมให้เป็นรางวัล สําหรับอยู่งานนวดเฟ้นข้างในจวน นี่คือวัฒนธรรมหรือนัยหนึ่งรูปแบบชีวิตของศักดินา ผู้หญิงของสังคมศักดินาก็คือเครื่องมือบําบัด ความใคร่อันมีชีวิตเป็นเสมือนทรัพย์สิน สิ่งของที่หยิบยื่นให้กันเป็นรางวัล หน้าที่ของเธอก็คือบําเรอความสุขทางกามารมณ์ให้แก่ชาย ไม่ผิดอะไรกับโสเภณี ผิดกันแต่ว่า เป็นโสเภณีผูกขาดที่ไม่สําส่อนเท่านั้น”5

จิตร ภูมิศักดิ์ มองเห็นว่าการกระทํา เช่นนี้เป็นลักษณะดูถูกสตรีเพศของศักดินา ที่นำผู้หญิงมาเป็นรางวัลเหมือนทรัพย์สินเงินทอง และเอาผู้หญิงไปเพื่อบําเรอความสุขทางกามารมณ์ หญิงจึงมีลักษณะไม่ต่างไปจากโสเภณีผูกขาด แท้จริงแล้วเมื่อวิเคราะห์เรื่องนี้โดยละเอียด หาหลักฐานต่าง ๆ มาประกอบจะเห็นได้ว่า “ใครซื่อเจ้าเติมนาง” ไม่ใช่เรื่องที่พระเจ้าแผ่นดินทรงทําไปอย่างสนุก ๆ ไม่มีสาระ นึกจะยกผู้หญิงให้ไปบําเรอกามารมณ์ของใครก็ได้ แต่เรื่องนี้กลับเป็นนโยบายในการบริหารระดับชาติเลยทีเดียว …

สิ่งที่พอจะเป็นหลักฐานยืนยันว่า การพระราชทานนางมี “การเมือง” แอบแฝงอยู่ด้วยแน่นอนนั้น มีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าจะนํามาพิจารณาได้ดังนี้

ประการแรก หญิงที่พระเจ้าแผ่นดินนํามาพระราชทานนั้น เป็นนางข้าหลวงที่มาถวายตัวรับใช้อยู่ตามตําหนักมเหสี เจ้าจอม และพระสนมต่าง ๆ หญิงเหล่านี้มักเป็นลูกคหบดี ข้าราชการ ซึ่งปรารถนาจะให้ลูกได้รับการศึกษาอบรมแบบชาววัง ฉะนั้นจึงมักจะส่งธิดาเข้าไปถวายตัวเป็น “นางข้าหลวง” อยู่กับเจ้านาย พระองค์หญิง หรือท่านผู้ใหญ่ในพระราชวังตั้งแต่ยังเยาว์วัย ข้าราชการที่ถวายธิดาเป็นนางข้าหลวงคนหนึ่งหรือสองคนแล้วก็นิยมส่งธิดาผู้น้องเข้าไปศึกษาอบรมด้วย6

หญิงเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนในเรื่องการประกอบอาหาร เย็บปักถักร้อย ขับร้องและฟ้อนรํา มีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าจอมของพระเจ้าแผ่นดิน นางพระราชทาน หรือลาออกไปแต่งงานตามฐานะสกุล ซึ่งย่อมเป็นที่หมายปองของชายสกุลสูง ด้วยถือว่ามีคุณสมบัติของกุลสตรี เพราะฉะนั้นบิดา-มารดาจึงนิยมส่งลูกสาวเข้าไปอยู่ในวัง เพราะถ้าพระเจ้าแผ่นดินโปรดก็ได้เป็นเจ้าจอม ตัวเองจะได้เกี่ยวดองกับพระเจ้าแผ่นดิน หรือถ้าเป็นนางพระราชทาน ก็หมายถึงได้ลูกเขยใหญ่โตเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ถ้ามิใช่ในสองประการแรกก็จะมีลูกข้าราชการชั้นสูงด้วยกันมาสู่ขอ ซึ่งคิดดูแล้วมีแต่ทางได้ไม่มีเสีย

สําหรับพระเจ้าแผ่นดิน การโปรดหญิงคนใดขึ้นเป็นเจ้าจอม นอกจากจะเป็นการชอบพอพระทัยของพระองค์เองแล้ว ย่อมหมายถึงการผูกความจงรักภักดีของครอบครัวนั้นต่อพระองค์ด้วยประการหนึ่ง เพราะฉะนั้น การจะยกหญิงคนใดให้แก่ข้าราชการผู้ใดอาจจะใช้หลักการอันเดียวกันคือ เป็นการผูกพันให้เกิดความจงรักภักดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก เพราะภรรยาย่อมต้องมีอิทธิพลต่อทัศนคติของสามี ถ้าได้ส่งคนที่พระองค์ไว้วางพระทัยไปเป็นภรรยาข้าราชการนั้น ๆ ย่อมมีผลดีต่อการสร้างความจงรักภักดีเดิมให้เพิ่มพูน และมั่นคงขึ้นแน่นอน นอกจากนี้หญิงเหล่านี้ ล้วนเป็นลูกข้าราชการหรือคหบดี การที่พระเจ้าแผ่นดินจะหยิบยกไปบําเรอกามารมณ์ใครเล่น ๆ คงไม่กล้าหักหาญน้ำใจกันถึงเพียงนั้น เพราะถ้าทําดังนั้นย่อมมีแต่ผลเสียแก่พระองค์มากกว่าเป็นแน่

ประการที่สอง พระเจ้าแผ่นดินไทยไม่นิยมพระราชทานพระมเหสี เจ้าจอม หรือพระสนมของพระองค์แก่ผู้ใด ด้วยมีประเพณีถือกันว่าอะไรที่เป็นของใช้ส่วนพระองค์แล้ว ใครไปใช้ร่วมย่อมเป็นเสนียดจัญไร เพราะฉะนั้นจึงพระราชทานได้แต่นางข้าหลวงในตําหนักของพระชายาต่าง ๆ เท่านั้น หญิงเหล่านี้พอเริ่มเติบโตก็ถูกส่งมาอยู่ในวัง

ผู้ใดที่มีโอกาสเข้าไปอยู่รับใช้ในวังก็เท่ากับได้เข้ามหาวิทยาลัยเลยทีเดียว7 ได้ฝึกหัดวิชาความรู้ไปพร้อมกับการรับใช้เจ้านายย่อมซึมซาบความจงรักภักดีบุญญาธิการ ค่านิยม และทัศนคติต่าง ๆ อันส่งผลประโยชน์ต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนเรานั้นเมื่อถูกปลูกฝังในทางใดก็ย่อมนิยมชมชอบสิ่งนั้น ยิ่งเป็นการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เขาไม่ต้องการแสวงหาคําตอบเลย เพราะถูกฝึกปรือมาจนกลายเป็น “ทฤษฎีประสานกับการปฏิบัติ” เสียแล้ว เมื่อคนเหล่านี้ถูกส่งไปอยู่กับใครก็ย่อมจะโน้มน้าวให้คนที่อยู่ใกล้มีแต่ความจงรักภักดียิ่ง ๆ ขึ้นไปมิใช่หรือ

ประการสุดท้ายที่กล่าวถึงเป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง นั่นคือหลักฐานทางกฎหมาย ถ้าการพระราชทานหญิงเป็นรางวัลเป็นเรื่องสนุก ๆ ของพระเจ้าแผ่นดิน หรือมองเห็นหญิงเป็นเพียงผู้บําเรอกามารมณ์เท่านั้น ก็คงจะไม่จําเป็นต้องมีกฎหมายมาปกป้องผลประโยชน์ของหญิงเหล่านี้ ตรงกันข้ามกลับมีกฎหมายรับรองสถานภาพปกป้องเมียพระราชทาน หรือเมียนางไว้อย่างน่าคิด ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เหตุใดพระเจ้าแผ่นดินจะต้องตรากฎหมายออกมาปกป้องผลประโยชน์กันถึงเพียงนี้

เราพึงพิจารณาแง่มุมต่างๆ ของกฎหมายที่เกี่ยวกับ “เมียพระราชทาน” ได้ดังนี้

สิทธิและฐานะของการเป็นภรรยา

ในพระอัยการลักษณะผัวเมีย ซึ่งเป็นกฎหมายตราขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองนั้น ได้แบ่งภรรยาไว้ 3 ประเภท8

1. เมียกลางเมือง หมายถึงเมียหลวง ได้แก่ “หญิงอันบิดามารดากุมมือให้เป็นเมียชาย”
2. เมียกลางนอก หมายถึงเมียน้อย (อนุภรรยา) ซึ่งได้แก่ “ชายขอหญิงมาเป็นอนุภรรยา หลั่นเมียหลวงลงมา”
3. เมียกลางทาสี หมายถึงเมียที่เป็นทาส ได้แก่ “หญิงใดมีทุกข์ยากชายช่วยไถ่ได้มา เป็นหมดหน้าเลี้ยงเป็นเมีย” รองลงมาจากเมียน้อย

นอกจากนี้ในกฎมณเฑียรบาลยังกล่าวถึงพรรยาอีกประเภทหนึ่คือ “เมียนาง” หรือเมียพระราชทาน เมียนางนี้มีตำแหน่งและฐานะสูงกว่าเมียกลางเมือง (เมียหลวง) ผู้ที่ได้รับพระราชทานเมียนางไปจะเอาไปขายเป็นทาสแก่ผู้ใดไม่ได้ ส่วนเมียหลวง เมียน้อย หรือเมียทาส สามีมีสิทธิที่จะเอาไปขายได้ นอกจากนี้ ยังต้องปฏิบัติให้ถูกทำนองคลองธรรมจะทุบตีทารุณอย่างเมียอื่นไม่ได้ มีบทลงโทษไว้ว่า

“อนึ่งเมียแห่งตนนั้น ท้าวพญา ประสาทให้แก่ตน ถ้าแลษัตรีนั้นผิดประการใดแต่ตีด่าให้หลาบ ปราบให้กลัว อย่าให้ล้มตายเสียรูปทรงษัตรีนั้นไป ถ้าหมีได้ทำตามโทษสามสถาน”9

แสดงว่าถึงชายใดมีเมียหลวงอยู่แล้ว ถ้าได้เมียพระราชทานมา เมียพระราชทานอยู่ในฐานะที่เหนือเมียทั้งปวง

ศักดินา

เมียของข้าราชการมีส่วนแบ่งของศักดินา ดังนี้

“เมียพระราชทาน และเมียหลวง ศักดินาครึ่งศักดินาผัว เมียน้อยทั้งปวง ศักดินาครึ่งหนึ่งของเมียหลวง เมียทาส ถ้ามีลูก ศักดินาเท่าศักดินาเมียน้อย”10

ในเรื่องของศักดินา เมียพระราชทานก็ยังถือศักดินาเท่าเมียหลวง ไม่เคยมีส่วนใดที่เสียเปรียบเมียหลวง

การรับมรดกเมื่อสามีสิ้นชีวิต

มีบทบัญญัติไว้ว่าเมียพระราชทานนั้นได้รับมรดกของสามีมากกว่าเมียประเภทอื่นๆ คือ

“ภริยาอันทรงพระกรุณาพระราชทานให้ได้ทรัพย์ 3 ส่วนกึ่ง ภริยาอันสู่ขอมีขันหมาก บิดามารดายกให้ได้ทรัพย์ 3 ส่วน เหตุภริยาอันพระราชทานให้นั้นสูงศักดิ์กว่า ภริยาอันมีขันหมากบิดามารดายกให้ อนุภริยาได้ทรัพย์ 2 ส่วนกึ่ง ภริยาทาสให้ปล่อยเป็นไท”11

จากหลักฐานทางกฎหมาย แง่มุมต่าง ๆ ย่อมเห็นได้ชัดว่า เมียพระราชทานนั้นได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายมากกว่าเมียประเภทอื่น ก็ใครเล่าเป็นผู้ตรากฎหมายเหล่านั้น ถ้ามิใช่พระเจ้าแผ่นดิน สิ่งต่าง ๆ ที่ประสานสอดคล้องกันมาโดยลําดับนั้นย่อมชี้ชัดว่า “ใครซื่อเจ้าเดิมนางนั้น เป็นการเติมเพื่อผูกความซื่อให้มั่นคง” เป็นวิธีการอันแนบเนียนที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงเลือกเอามาใช้แสดงให้เห็นพระปรีชาญาณอันลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

ผู้หญิงใครว่าไม่สําคัญ? ในทางการเมือง ผู้หญิงมีบทบาทสําคัญหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน พระสุวรรณเทวี เชษฐภคินีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทําหน้าที่เป็นตัวประกันความจงรักภักดีของไทยที่มีต่อพะม่า พระเจ้าเชียงใหม่ถวายนางสร้อยฟ้าเป็นการไถ่โทษตนต่อพระพันวษา เจ้าราชชายาดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 ทําให้เชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไทยไม่ใช่ประเทศราช

เพราะฉะนั้น “ใครซื่อเจ้าเติมนาง” นี้อาจจะเรียกได้ว่า “เป็นนโยบายที่ใช้ผู้หญิงให้เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงภายในชาติสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เลยทีเดียวก็ว่าได้”



เชิงอรรถ

1 กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1 พิมพ์ครั้งที่ 2 คุรุสภา 2515. หน้า 90.
2 ขุนช้างขุนแผน เล่ม 2 หน้า 793.
3 ด. หน้า 794
4 เจ้าพระยาคลัง (หน). ราชาธิราช. แพร่พิทยา 2515. หน้า 366
5 ศิลป์ พิทักษ์ชน. “โองการแช่งน้ำ”. ศิลปวรรณกรรมสมัยศักดินา หน้า 113-114.
6 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. 42 พระประวัติบุคคลสำคัญ. บรรณาคาร 2509. หน้า 509-526
7 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เจ้าชีวิต. คลังวิทยา 2505. หน้า 33.
8 กฎหมายตราสามดวง เล่ม 2 พิมพ์ครั้งที่ 2 คุรุสภา 2515. หน้า 206.
9 กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1 หน้า 116.
10 จิตร ภูมิศักดิ์. โฉมหน้าศักดินาไทย. โรงพิมพ์รุ่งเรืองศิลป์ 2500. หน้า 148.
11 กฎหมายตราสามดวง เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 2 คุรุสภา 2515. หน้า 26-27.

หมายเหตุ: คัดกรองเนื้อหาก่อนนำเข้าระบบออนไลน์ เมื่อ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป