พิระมิดแห่ง “โยนากุนิ” หลักฐานเมืองโบราณที่จมสู่ใต้น้ำของญี่ปุ่น?

ภาพโครงสร้างหินขนาดใหญ่ใต้ทะเลบริเวณเกาะโยนากุนิ By Vincent Lou from Shanghai, China, via Wikimedia Commons

เกาะโยนากุนิ (Yonaguni) พื้นที่ด้านตะวันตกของญี่ปุ่น เป็นที่ที่สามารถมองเห็นไต้หวันได้ในวันที่อากาศโปร่งใส และเป็นเกาะที่ใกล้กับหมู่เกาะเซ็นคาคุ (หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู) มากที่สุดที่มีชาวบ้านตั้งถิ่นฐานอยู่ เกาะแห่งนี้จึงนับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากของญี่ปุ่นในยุคที่จีนกำลังแสดงอิทธิพลทางทะเลข่มชาติเพื่อนบ้านเป็นพิเศษ

ที่เกาะแห่งนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่ดึงดูดนักดำน้ำและผู้ที่สนใจในตำนานลี้ลับให้เดินทางมาพิสูจน์ด้วยตาตนเอง มันคือโครงสร้างหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับขั้นบันได (บ้างก็ว่าคล้ายกับพีระมิด) ที่หลายคนเห็นแล้วเชื่อว่า ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่น่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์โบราณที่มีอารยธรรมขั้นสูงเปรียบได้กับ “แอตแลนติส” อารยธรรมโบราณที่จมลงใต้น้ำตามคำบอกเล่าของเพลโต

นักดำน้ำสำรวจโครงสร้างหินในโยนากุนิ By Vincent Lou from Shanghai, China, via Wikimedia Commons
นักดำน้ำสำรวจโครงสร้างหินในโยนากุนิ By Vincent Lou from Shanghai, China, via Wikimedia Commons

โครงสร้างหินเหล่านี้ มีนักดำน้ำท้องถิ่นไปพบเข้าโดยบังเอิญเมื่อราวปี 1986 ต่อมา มาซาอากิ คิมูระ (Masaaki Kimura) นักธรณีวิทยาท้องทะเล ประจำมหาวิทยาลัยแห่งริวกิวของญี่ปุ่น ได้ดำน้ำไปสำรวจและทำแผนที่โครงสร้างหินเหล่านี้เป็นเวลาติดต่อกันนับสิบปี โดยเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาพบเห็นคือ ซากเมืองโบราณอายุราว 5 พันปี

คิมูระกล่าวว่า ตอนแรกเขาก็คิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อเขาได้ดำน้ำลงไปดูกับตาตนเองตั้งแต่ครั้งแรกเขาก็เชื่อทันทีว่ามันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ โดยเขาอ้างว่าได้พบหลักฐานมากมายที่ชี้ว่า สิ่งก่อสร้างเบื้องล่างถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ ทั้งลวดลายที่คล้ายกับตัวอักษร หินที่มีรูปร่างคล้ายประติมากรรมแกะสลักเป็นรูปสัตว์ หรือสัตว์ประหลาดอย่าง “สฟิงซ์” ที่มีใบหน้าคล้ายกับกษัตริย์ของจีนหรือโอกินาว่า โดยเขาเชื่อว่า สึนามิครั้งใหญ่ที่เข้าถล่มเกาะแห่งนี้ในปี 1771 (พ.ศ. 2314) คือสาเหตุที่ทำให้เมืองโบราณแห่งนี้จมลงสู่ใต้น้ำ

อย่างไรก็ดี ความเห็นของคิมูระดูจะยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ที่มองว่า โครงสร้างหินเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

รายงานของเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคระบุว่า เอมิโกะ อิชิดะ (Amiko Ishida) จากสำนักงานกิจกรรมด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่น กล่าวว่า ทางสำนักงานฯ หรือรัฐบาลท้องถิ่นของโอกินาว่าเองก็มิได้ยกย่องให้ โครงสร้างหินแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณสถานที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมแต่ประการใด

แนวรอยแยกบนแผ่นหินซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในสก็อตแลนด์ by Mikenorton, via Wikimedia Commons.
แนวรอยแยกบนแผ่นหินซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในสก็อตแลนด์ by Mikenorton, via Wikimedia Commons.

โรเบิร์ต ช็อค (Robert Schoch) ศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งได้ลงไปสำรวจโครงสร้างหินเหล่านี้ยืนยันว่า มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมิใช่ฝีมือมนุษย์

“มันคือความรู้ด้านธรณีวิทยาขั้นพื้นฐานและวิชาลำดับชั้นหินคลาสสิคว่าด้วยเรื่องหินทราย ซึ่งเป็นหินที่มักจะแตกออกเป็นแผ่นๆ ทำให้เกิดขอบที่ตรงเรียบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยรอยเลื่อน (fault) และเกิดธรณีแปรสัณฐาน (tectonic activity) ขึ้นบ่อยครั้ง”

ช็อค ยังกล่าวว่า ภาพถ่ายที่นำมาแสดงกันมักจะใช้ภาพที่ออกมาดูเหมือนสิ่งก่อสร้างของมนุษย์เป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่มีอีกหลายจุดที่เห็นแล้วไม่เข้าลักษณะ ส่วนข้ออ้างที่ว่า พบลายสลักอักษร เขากลับมองว่าเป็นเพียงรอยขีดข่วน และไม่รู้ว่าคิมูระตีความว่าเป็นตัวอักษรด้วยพื้นฐานจากอะไร


อ้างอิง: “Japan’s Ancient Underwater ‘Pyramid’ Mystifies Scholars”. National Geographic News. <http://news.nationalgeographic.com/news/2007/09/070919-sunken-city_2.html>


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 4 ตุลาคม พ.ศ.2559

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป