ความ “ห้าว” ของเจ้าฟ้ากุ้ง ผู้ไม่กลัวกฎหมาย? เล่นชู้พระสนม-ลอบฟันเจ้าฟ้านเรนทร?

ภาพสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ จินตนาการจากกฎมณเฑียรบาล โดย ธีรพันธ์ ลอไพบูลย์

พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ หรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ หรือที่รู้จักกันดีว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นผู้ที่ถูกวางไว้ให้ปกครองกรุงศรีอยุธยาสืบต่อจากพระราชบิดา เพราะเป็นผู้ที่มีพระปรีชาสามารถฉลาดหลักแหลม สมกับเป็น “กวีเอก” แห่งยุค “บ้านเมืองดี”

ภายหลังจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้สถาปนาพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์เป็นกรมพระราชวังสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งเจ้าฟ้ากุ้งได้กลายเป็นผู้มีราชสิทธิ์สืบราชสมบัติต่อจากพระบิดา ทำให้เกิด “ความริษยา” ขึ้นในหมู่พระราชวงศ์ที่หมายปองราชบังลังก์ จนเกิดกรณี “เจ้าสามกรม” ทูลฟ้องพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศว่าเจ้าฟ้ากุ้งลักลอบเล่นชู้กับพระสนมคนโปรดในพระเจ้าอยู่หัว จนสุดท้ายเจ้าฟ้ากุ้งก็ถูกพระราชอาญาจนสิ้นพระชนม์

เจดีย์ประธานและฐานพระอุโบสถวัดโคกพระยา วัดที่ วัน วลิต ระบุไว้ในจดหมายเหตุว่าเแป็นสถานที่ที่ใช้สำเร็จโทษกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงในสมัยอยุธยา

จากเหตุการณ์เล่นชู้ของเจ้าฟ้ากุ้งนั้นสามารถบ่งบอกพระอุปนิสัยของพระองค์ได้ว่าทรงเป็นคนที่ “ห้าว” ไม่ใช่น้อย เพราะพระองค์ต้องทรงทราบเป็นอย่างดีว่าการประพฤติเช่นนั้นเป็นเรื่องผิดมหันต์ และหากโดนจับได้จะต้องพระราชอาญาสถานหนัก แต่เจ้าฟ้ากุ้งก็ยังกระทำเรื่องที่ทำให้พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพิโรธ โดยในตอนต้นรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าฟ้ากุ้งก็เคยก่อเรื่องห้าว ๆ ที่ทำให้พระบิดาทรงพิโรธหนักมาแล้ว คือกรณีเจ้าฟ้ากุ้งลอบทำร้ายเจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์

เจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์หรือรู้จักกันอีกชื่อว่าเจ้าฟ้านเรนทร เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ มีศักดิ์เป็นหลานอาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นหลานรักของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมาตั้งแต่แผ่นดินก่อน ในช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เกิดการแย่งชิงอำนาจในกรุงศรีอยุธยา เจ้าฟ้านเรนทรผู้ทรงมีสิทธิทางสายเลือดอันดับหนึ่งทรงปฏิเสธราชบัลลังก์และเลือกที่จะยกให้ผู้เป็นอา

ในประเด็นนี้อาจมองได้หลายมุมต่างกัน เจ้าฟ้านเรนทรอาจเห็นสมควรว่าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในขณะพระยศเป็นกรมพระราชวังสถานมงคลนั้นมีสิทธิที่จะครองราชย์ตามกฎ หรืออาจมองได้ว่าเจ้าฟ้านเรนทรทรง “เกรงกลัว” อำนาจของอาตนเอง จึงยอมยกราชบัลลังก์ให้ อย่างไรก็ตาม การออกบวชของเจ้าฟ้านเรนทรนั้นก็เปิดทางให้พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ครองราชย์ และทรงครองบรรพชิตไปตลอดชีวิตเพื่อใช้พระศาสนาเป็นร่มคุ้มกันภยันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม เจ้าฟ้านเรนทรเป็นหลานรักของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ดังจะเห็นได้ว่าทรงแต่งตั้งให้ “ทรงกรม” เรื่องหลานรักนี้ทำให้เจ้าฟ้ากุ้งเกิดความวิตกพระทัยว่าราชบัลลังก์ที่ควรจะเป็นของพระองค์นั้นอาจคืนกลับไปให้เจ้าฟ้านเรนทรผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ไม่น้อยกว่าพระองค์ เพราะต่างก็เป็นพระราชโอรสในพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน เจ้าฟ้ากุ้งจึงหาทางกำจัดเจ้าฟ้านเรนทร

พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ระบุว่า ในปีศักราชที่ 1097 ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระประชวรอยู่นั้น เจ้าฟ้านเรนทรซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดยอดเกาะ ได้เสด็จย้ายมาอยู่ที่วัดโคกแสง ภายในพระนคร เมื่อได้ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระประชวงจึงได้มาเข้าเฝ้าอยู่เนือง ๆ ดังนั้นเจ้าฟ้ากุ้ง ทรงวางแผนให้พระองค์เจ้าชื่นกับพระองค์เจ้าเกิด (พงศาวดารกรุงเก่าว่าเป็นพระองค์เจ้าชื่นกับพระองค์เจ้าเทศ) ไปนิมนต์ลวงให้เจ้าฟ้านเรนทรทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศให้ไปเข้าเฝ้า เจ้าฟ้านเรนทรก็คิดว่าเป็นเรื่องจริงจึงเสด็จเข้าพระราชวังหลวงในคืนนั้น

เมื่อเจ้าฟ้านเรนทรเข้ามาในพระราชวัง เจ้าฟ้ากุ้งที่แอบอยู่พระทวารได้เอาพระแสงดาบฟันเจ้าฟ้านเรนทรแต่ไม่ถึงกับชีวิต แค่ถูกจีวรขาดเพราะพระองค์มีวิชาดี เจ้าฟ้ากุ้งเห็นเช่นนั้นก็ตกพระทัยรีบวิ่งหนีไปหลบในพระตำหนักของพระราชมารดาคือกรมหลวงอภัยนุชิต จากนั้น เจ้าฟ้านเรนทรไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเห็นจีวรที่ขาดก็ตรัสถาม เจ้าฟ้านเรนทรก็บอกแค่ว่าเจ้าฟ้ากุ้งเป็นผู้กระทำแต่แค่หยอกเล่นเท่านั้น

เมื่อเจ้าฟ้านเรนทรถวายพระพรลาออกมาแล้ว กรมหลวงอภัยนุชิตก็รีบเสด็จมาอ้อนวอนขอให้ช่วย เจ้าฟ้านเรนทรก็แนะนำว่ามีทางเดียวคือร่มกาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระพุทธศาสนา ดังนั้นกรมหลวงอภัยนุชิตจึงรีบพาเจ้าฟ้ากุ้งขึ้นไปหลบในพระวอแล้วพากันไปวัดโคกแสงให้ผนวชที่วัดนั้น ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ทรงพิโรธให้หาตัวเจ้าฟ้ากุ้งมาแต่ก็ไม่พบ แต่ได้ตัวพระองค์เจ้าชื่นกับพระองค์เจ้าเกิดผู้ที่ร่วมคิดการนั้น จึงรับสั่งให้นำไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ 

ครั้นเมื่อถึงศักราช 1099 กรมหลวงอภัยนุชิตทรงพระประชวรหนักใกล้สวรรคตก็ทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้พระราชโอรส พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ทรงให้อภัยโทษ เมื่อหายจากพระวิตกแล้วก็สิ้นพระชนม์ ฝ่ายเจ้าฟ้ากุ้งเมื่อทราบว่าพ้นจากพระราชอาญาแล้วก็ลาผนวชออกมาถวายงานพระบิดาตามเดิม

กระทั่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้สถาปนากรมพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ขึ้นเป็นกรมพระราชวังสถานมงคล ในปีศักราช 1103 ตามที่พระราชโกษาปานบ้านวัดระฆังเป็นผู้กราบทูลพระกรุณาขอ และเหล่าเสนาบดีที่มาประชุมกันก็ล้วนเห็นด้วยกับการนี้

จะเห็นได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นไว้วางพระราชหฤทัยเจ้าฟ้ากุ้งมากขึ้น ดังในปีศักราช 1104 ก็รับสั่งให้ไปเป็นแม่กองปฏิสังขรณ์วัดพระศรีสรรเพชญ์ซึ่งถือเป็นวัดสำคัญของอยุธยา และยังให้เป็นแม่กองทำการรื้อเครื่องบนของพระที่นั่งวิหารสมเด็จที่เก่านั้นลงมาทำใหม่ทั้งหมด เหล่านี้จึงแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไม่ได้ทรงพิโรธติดใจเจ้าฟ้ากุ้งมากนัก อาจด้วยเพราะทรงเล็งเห็นว่าแม้พระราชโอรสองค์นี้จะเป็นคน “ห้าว” แต่ก็เป็นคนเก่งมีความสามารถรอบด้าน ทั้งยังเป็นที่ยอมรับของเหล่าขุนนาง ซึ่งจะทำให้ราชบัลลังก์แห่งราชวงศ์ปลอดภัยมั่นคง

แต่ความห้าวนี้ก็เลยเถิดเกินเรื่องเกินราวเพราะเจ้าฟ้ากุ้งลักลอบเล่นชู้กับพระสนมคนโปรดในพระมหากษัตริย์จึงนำมาสู่ “ความตาย” ในที่สุด


อ้างอิง: 

คำให้การชาวกรุงเก่า.  (2544).  นนทบุรี: พิมพ์ลายสือ.

พงศาวดารกรุงเก่า.  (2501).  กรุงเทพฯ: ไทยเขษม.

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.  (2559).  พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3.  พิมพ์ครั้งที่ 11.  กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยฯ.

กิตติ โล่ห์เพชรัตน์.  (2556).  ศึกชิงอยุธยา ก่อนจะล่มสลาย.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: ก้าวแรก.

เทพมนตรี ลิมปพยอม.  (2554).  ย้อนรอยกบฏเจ้าฟ้ากุ้ง การเมือง การมุ้ง เรื่องยุ่งๆ ในประวัติศาสตร์กรุงศรี.  กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองสาสน์การพิมพ์.

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป