พระนางเจ้าแอนน์ พระราชินีกับซุบซิบเลสเบียน การเมืองอังกฤษศตวรรษที่ 18 ในมือสตรี

เรื่องราวของพระนางเจ้าแอนน์ พระราชินีแห่งอังกฤษซึ่งครองราชย์ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถูกหยิบยกมาสร้างเป็นสื่อบันเทิงเผยแพร่ในช่วงปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่อง The Favourite ได้รับความสนใจทั้งจากคนในวงการแผ่นฟิล์มและผู้สนใจรายอื่น นอกเหนือจากเรื่องความสัมพันธ์กับคนสนิทในราชสำนักแล้ว บรรยากาศทางการเมืองของอังกฤษในช่วงหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ก็เป็นรอยต่อห้วงสำคัญอีกช่วงหนึ่ง

พระนางทรงเป็นราชวงศ์สจวร์ตพระองค์สุดท้ายในบัลลังก์การปกครองของอังกฤษ พระนางขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ ค.ศ. 1702 ขณะที่ทรงมีพระชนมายุ 37 พรรษา เรื่องราวของพระนางถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ The Favourite ซึ่งคว้ารางวัลจากหลายเวทีทั้งในสหราชอาณาจักรและอีกหลายเวทีในยุโรป แม้ว่าจะพลาดรางวัลออสการ์ในปี 2019 แต่ก็ยังเป็นผลงานที่ทำให้เรื่องราวของพระนางได้รับความสนใจ

พระนางเป็นพระธิดาของพระเจ้าเจมส์ ดยุคแห่งยอร์ก ซึ่งต่อมาเป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 2 กับแอนน์ ไฮด์ พระนางเจ้าแอนน์ ทรงเป็นพระขนิษฐาของพระนางเจ้าแมรี่ที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายจอร์จ แห่งเดนมาร์ก มีพระโอรส 1 พระองค์คือ เจ้าชายวิลเลียม (สิ้นพระชนม์ขณะพระชนมายุ 11 ชันษา) ในภาพยนตร์เล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงอำนาจและความสัมพันธ์ในราชสำนักระหว่างตัวละคร 3 คนคือพระนางเจ้าแอนน์, อาร์เกล มาแชม (Abigail Masham) (อ้างอิงตัวสะกดจาก สมเกียรติ วันทะนะ, 2560) และซาราห์ เชอร์ชิล (Sarah Churchill) ดัชเชสแห่งมาร์ลโบโร (Duchess of Marlborough) นางสนองพระโอษฐ์ที่พระนางทรงไว้วางพระทัยอย่างมาก

พระนางเจ้าแอนน์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทความสัมพันธ์นี้ ยังมีสถานการณ์สงครามแย่งชิงราชสมบัติสเปนเกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากรัชสมัยพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ซึ่งภายหลังพระนางทรงเป็นที่รู้จักในฐานะสมัยที่ปิดฉากสงครามชิงราชสมบัติสเปน (ค.ศ. 1702-1713)

ในปีค.ศ. 1702 อังกฤษ ฮอลแลนด์ และออสเตรีย ซึ่งอยู่ในสภาพพันธมิตรใหญ่พร้อมพันธมิตรเสริมอื่นอีกหลายประเทศร่วมกันประกาศสงครามกับฝรั่งเศส อันเป็นผลสืบเนื่องจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสส่งกองทัพเข้ายึดครองเขตเนเธอร์แลนด์ของสเปน (ซึ่งเกี่ยวโยงกับสัญญาลับระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรีย และอีกหลายกรณี) ทำให้พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษ และฮอลแลนด์ ในเวลานั้นทำสัญญาเป็นพันธมิตรใหญ่กับออสเตรีย ในค.ศ. 1701 รับรองสิทธิของออสเตรียในดินแดนราชอาณาจักรสเปนทั้งหมด (สืบเนื่องจากข้อตกลงลับระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส เมื่อค.ศ.1699)

สงครามการแบ่งราชสมบัติสเปนกินระยะเวลายาวนานถึง 10 ปี และจบลงด้วยสนธิสัญญาอูเทรคท์ (The Treaty of Utrecht) ซึ่งคู่สงครามทำสัญญาร่วมกันหลายข้อลงวันที่เมื่อปีค.ศ. 1713

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่อังกฤษประกาศสงครามกับฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1702 จอห์น เชอร์ชิล ดยุคแห่งมาร์ลโบโร สามีของซาราห์ เชอร์ชิล (นางสนองพระโอษฐ์ซึ่งพระนางเจ้าแอนน์ ทรงไว้วางพระทัยตั้งแต่ครองราชย์) เป็นผู้บัญชาการกองทัพพันธมิตรอังกฤษ ฮอลแลนด์ และเยอรมนี กองทัพพันธมิตรได้ชัยสำคัญหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม สงครามสำคัญที่มาลปลาเกว็ต (Malplaquet) ค.ศ. 1709 ทำให้กองทัพอังกฤษเสียกำลังพลถึง 2 หมื่นราย เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่มาร์ลโบโร ไม่ได้รับความนิยมมากนักเมื่อเทียบกับชัยชนะที่ได้จากการรบครั้งสำคัญ

ขณะที่ความสัมพันธ์ของพระนางเจ้าแอนน์ กับซาราห์ เชอร์ชิล เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่พระนางเจ้าแอนน์อยู่ในวัยเยาว์ ซึ่งดร. ฮานนาห์ เกรก (Hannah Greig) อาจารย์ผู้บรรยายประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในมหาวิทยาลัยยอร์ก และเป็นที่ปรึกษาด้านข้อมูลประวัติศาสตร์ในคณะผู้สร้างภาพยนตร์ The Favourite บรรยายว่า เมื่อพระนางเจ้าแอนน์ ขึ้นครองราชย์ พระนางมอบหมายหน้าที่ต่างๆ ให้กับซาราห์ เชอร์ชิล ซึ่งเชอร์ชิล เองก็ใช้อำนาจที่ได้มาไปให้สนองผลประโยชน์กับกลุ่มทางการเมืองฟากของเธอคือกลุ่มวิกส์ (Whigs) อันเป็นขั้วทางการเมืองที่ขับเคี่ยวกับกลุ่มทอรี (Tory) แย่งชิงอำนาจเพื่อครองเก้าอี้เสนาบดีและคณะรัฐมนตรีในช่วงศตวรรษที่ 1680 ถึง 1850

ซาราห์ เชอร์ชิล (Sarah Churchill)

สมเกียรติ วันทะนะ อธิบายว่า คำว่า “วิกส์” มีรากมาจากศัพท์สกอต ในช่วงรัชสมัยพระเจ้าชาร์ลสที่ 1 หมายถึงกลุ่มหัวรุนแรงของสกอตโปรเตสแตนท์ หรือโควีแนนเตอร์ ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่ต่อต้านไม่ให้เจ้าชายเจมส์ ดยุคแห่งยอร์ก (พระบิดาของพระนางเจ้าแอนน์) มีสิทธิในราชบัลลังก์อังกฤษ เพราะเจ้าชายเจมส์ทรงนับถือคาทอลิก

ขณะที่กลุ่มทอรี ในช่วงค.ศ. 1678-1681 หมายถึงผู้สนับสนุนฝั่งของพระเจ้าชาร์ลสที่ 2 และเจ้าชายเจมส์ ดยุคแห่งยอร์ก ซึ่งเน้นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้น้ำหนักกับกษัตริย์มากกว่าสภา อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำว่าวิกส์ แปรผันไปตามบริบท และสถานการณ์

จอห์น เชอร์ชิล สามีของซาราห์ เชอร์ชิล ก็เป็นสมาชิกพรรคทอรีสายกลาง และเป็นหนึ่งในแกนนำคณะรัฐมนตรีของพระนางเจ้าแอนน์ หลังพรรคทอรี ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1705 และในค.ศ. 1707 คณะรัฐบาลชุดนี้ยังผลักดันให้รวมสกอตแลนด์เข้ากับอังกฤษ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในสมัยพระนางเจ้าแอนน์ทรงครองราชย์

หลังจากนั้นน้ำหนักทางการเมืองเริ่มเทกลับไปที่พรรคทอรี ซึ่งชนะเลือกตั้งทั่วไปในค.ศ. 1708 และ 1710 ซึ่งในช่วง 1708 นี่เองที่สถานการณ์ทางการเมืองส่งผลต่อความสัมพันธ์ของพระนางเจ้าแอนน์กับซาราห์ เชอร์ชิล

ฮานนาห์ เกรก ที่ปรึกษาด้านข้อมูลประวัติศาสตร์ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพระนางเจ้าแอนน์กับซาราห์ เชอร์ชิล ว่าก่อนที่ซาราห์ จะมีตำแหน่งสูงส่งและมีอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระนางเจ้าแอนน์ ดูเหมือนว่าจะมั่นคงแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง เมื่อพระนางขึ้นสู่อำนาจ ซาราห์ เป็นผู้มีบทบาทหน้าที่ดูแลหลายด้าน หากไม่ใช่แค่ในเอกสาร เมื่อสังเกตดูในภาพวาดบางชิ้นจะเห็นซาราห์ ครอบครองกุญแจสีทองซึ่งเชื่อว่าเป็นกุญแจเปิดห้องส่วนพระองค์ของพระนางเจ้าแอนน์

แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสัมพันธ์ก็เริ่มสั่นคลอนมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงค.ศ. 1708 เป็นต้นมา ด้วยเหตุผลด้านฝั่งฝ่ายทางการเมือง และความแตกต่างด้านลักษณะนิสัยระหว่างผู้หญิง สุดท้ายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ขาดผึง

อาร์เกล มาแชม (Abigail Masham) (อ้างอิงตัวสะกดจาก สมเกียรติ วันทะนะ, 2560)

พระนางเจ้าแอนน์ ทรงให้อาร์เกล มาแชม ข้าราชบริพารระดับล่างและญาติของดัชเชส แห่งมาร์ลโบโร ขึ้นมาเป็นนางสนองพระโอษฐ์แทน ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งนั้นเชื่อมโยงกับนัยว่าซาราห์ เชอร์ชิล หาญกล้ากล่าวหาพระนางว่าเป็นหญิงรักหญิง Ophelia Field ผู้เขียนหนังสือ The Favourite ให้สัมภาษณ์โดยแสดงความคิดเห็นกรณีนี้ว่า เมื่อซาราห์ เริ่มรู้สึกแรงกดดันจากผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของเธอ เธอจึงเริ่มบอกว่าความสัมพันธ์ของพระนางเจ้าแอนน์กับผู้หญิงนั้นมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ที่ “ไม่เป็นไปแบบธรรมชาติ” ที่ผ่านมาซาราห์ เขียนจดหมายสื่อสารกับพระนางเจ้าแอนน์ หลายฉบับ และเธอแสดงท่าทีว่า หากเธอไม่ได้เป็น “คนโปรด” อย่างที่ต้องการ เธอจะเปิดโปงเนื้อหาเหล่านี้

ความสัมพันธ์ระหว่างพระนางเจ้าแอนน์ กับซาราห์ ที่แตกหักเป็นผลให้ดยุคแห่งมาร์ลโบโร ถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงปลายปี ค.ศ. 1711 ปีต่อมา มาร์ลโบโร ต้องลี้ภัยไปที่ฮอลแลนด์และเยอรมนี กระทั่งในรัชสมัยพระเจ้าจอร์จที่ 1 จึงกลับมาได้

ช่วงปลายรัชสมัยของพระนางเจ้าแอนน์ พระนางทรงประชวร ในช่วงเวลานั้น ราว ค.ศ. 1713 เฮนรี เซนต์ จอห์น ลอร์ด บอลิงโบรก (Hery St.John, Lord Bolingbroke) คนสำคัญของพรรคทอรี แนะนำให้เจ้าชายเจมส์ พระโอรสของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 เปลี่ยนศาสนาจากแองกลิคันเป็นคาทอลิก เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนจากชาวอังกฤษให้พระองค์ขึ้นครองราชย์แทนเจ้าชายจอร์จ แห่งฮันโนเวอร์ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ

ช่วงค.ศ. 1713 ซึ่งเป็นช่วงที่ทำสนธิสัญญาอูเทรคท์ ได้สำเร็จ แต่พระนางที่มีพระอาการประชวรซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการตรากตรำพระวรกายจากการสังสรรค์และอาการป่วยโดยไม่มีวี่แววว่าจะทรงหายก็ชื่นชมช่วงเวลานั้นได้ไม่นานนัก พระนางสิ้นพระชนม์จากอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ขณะที่พระชนมายุ 49 พรรษา เจ้าชายจอร์จ แห่งฮันโนเวอร์ทรงเดินทางจากเยอรมนีมาขึ้นครองราชสมบัติในฐานะพระเจ้าจอร์จที่ 1 เป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ฮันโนเวอร์ ทรงเข้าพิธีราชาภิเษกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1714

แม้ว่าบริบทเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจและควรพิจารณาคือองค์ประกอบบางอย่างที่ถูกใส่รายละเอียดในภาพยนตร์เป็นเรื่องที่ถูกแต่งเติมไปตามสไตล์การผลิตสื่อบันเทิง อาทิ การเลี้ยงกระต่ายในห้องบรรทมของพระนางเจ้าแอนน์ ซึ่งดร. ฮานนาห์ เกรก ระบุว่า ในห้องบรรทมของราชวงศ์ไม่เคยมีเลี้ยงกระต่ายมาก่อน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ยังถือเป็นเครื่องบริโภคและสิ่งรบกวนมากกว่าเป็นสัตว์เลี้ยง

แต่ในสื่อบันเทิงใช้มันในการสื่อสารเชิงสัญญะถึงช่วงเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ซึ่งทรงตั้งครรภ์ทารก แต่ต้องประสบกับความผิดหวังเมื่อทรงแท้งในปี ค.ศ. 1687 ก่อนจะให้กำเนิดพระราชโอรสในค.ศ. 1689 แต่พระโอรสก็ทรงสิ้นพระชนม์ในปี 1700



อ้างอิง:

สมเกียรติ วันทะนะ. การสร้างระบอบประชาธิปไตย ของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี. กรุงเทพฯ : สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2560

Greig, Hannah. “The Favourite: the real history behind the new Queen Anne film”.  History Extra. Online. 11 FEB 2019. <https://www.historyextra.com/period/stuart/real-history-the-favourite-film-queen-anne-olivia-colman-hannah-greig/>

Winn, James Anderson. “In profile: Queen Anne”. History Extra. Online. 8 JAN 2019. <https://www.historyextra.com/period/stuart/queen-anne-facts-life-favourites-duchess-marlborough-union-england-scotland/>


เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป