“กรมการนักเลงโต” เมื่อท้องถิ่นใช้ “นักเลง” ปกครองเป็นผู้คุมกฎ

ภาพนักโทษฉกรรจ์สมัยต้นศตวรรษที่ 20 (จากหนังสือ The Country and People of Siam โดย Karl Döhring)

ก่อนมีผู้ว่าฯ นายอำเภอ เรามีระบบเทศาภิบาล แต่ก่อนหน้านั้นมี“กรมการนักเลงโต”ดูแลท้องถิ่นที่ใช้ “นักเลง” ปกครอง “โจร”

การปกครองตามหัวเมืองในอดีตที่เรียกว่า “กินเมือง” หรือ “ว่าราชการเมือง” มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองในท้องที่ให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข เพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ เจ้าเมืองสมัยก่อนจึงเลือกที่จะหาคนที่ชาวบ้านให้ความยำเกรง (หรือหวาดกลัว) มาเป็นผู้ที่ถืออำนาจในการบังคับกะเกณฑ์พลเมืองให้ปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายของเจ้าเมือง

ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเล่าถึงการตั้ง “กรมการ” ของเจ้าเมืองต่างๆ ไว้ว่า บางครั้งเป็นการตั้งนักเลงโต ที่มีพรรคพวกมากให้เป็นกรมการเพื่อจะให้โจรผู้ร้ายยำเกรงไม่กล้าปล้นสะดมในถิ่นั้น  แต่ยางทีก็กลับให้ผลร้าย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. 2449 (ภาพจาก “เทศาภิบาล” )

ดังเช่นกรณีของ คหบดีนามว่า “ช้าง” ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้รักษากรุงศรีอยุธยาในตอนต้นรัชกาลที่ 5 ให้เป็น “หลวงบรรเทาทุกข์” ดูแลเกาะใหญ่ ซึ่งเป็นย่านเปลี่ยวมีโจรผู้ร้ายชุกชุม

ปรากฏว่า หลวงบรรเทาฯ ได้รับคำชื่นชมจากบรรดาชนชั้นสูงผู้มีบรรดาศักดิ์ที่สัญจรผ่านพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับชาวเรือที่มาขอพึ่งบารมีหลวงบรรเทาฯ เนื่องจากไม่มีโจรผู้ร้ายหน้าไหนกล้าเข้ามาย่ำยีพวกเขาในพื้นที่ดูแลของหลวงบรรเทาฯ เลย

แต่ความมากระจ่างปลายรัชกาลที่ 5 นี่เองว่า แท้จริงแล้วหลวงบรรเทาฯ นั้นเป็นหัวหน้าซ่องโจร แม้จะเข้ามาทำหน้าที่รับใช้หลวงก็ยังไม่ทิ้งสันดานโจร ในพื้นที่ที่หลวงบรรเทาฯ ดูแล มีการปล้นฆ่าน้อยก็ด้วยอำนาจบารมีแบบนักเลงโต เพราะ หลวงบรรเทาฯ ก็ยังสั่งลูกน้องในสังกัดของตัวให้ไปอาละวาด ก่อเหตุโจรกรรมในพื้นที่อื่น สุดท้ายเมื่อข้าหลวงชำระความแล้วเห็นแน่ว่า หลวงบรรเทาฯ เป็นหัวหน้าซ่องโจร ก็เลยต้องโทษประหาร กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปพักใหญ่

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “หลวงศรีมงคล” ที่เจ้าเมืองอ่างทองใช้สอยอย่างเป็น “มือขวา” เป็นบุคคลที่มีความดีความชอบไม่น้อยสำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์ เพราะหลวงศรีมงคลใช้งานได้ดี เมื่อครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเดินทางจากเมืองอ่างทองไปสุพรรณบุรี ก็ได้หลวงศรีมงคลเป็นผู้จัดหาพาหนะทั้งม้าและลูกหาบให้ได้ภายในวันเดียว ทั้งยังอาสาขี่ม้านำขบวนเสด็จของพระองค์ ทำให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงทรงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจึงได้ชอบมาแต่นั้น”

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ (ภาพจาก www.wikipidea.org)

แต่ก็มีความปรากฏขึ้นมาว่า หลวงศรีมงคลใช้ให้บริวารของตัวออกไปเที่ยวปล้นหากินในเมืองอื่น ซึ่งเบื้องต้นเมื่อ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ทรงทราบความก็ยังไม่ทรงเชื่อ “เพราะทรงใช้สอยหลวงศรีมงคลจนโปรดเหมือนกัน” แต่เมื่อศาลไต่สวนผลก็ออกมาเป็นที่แน่ชัดว่า หลวงศรีมงคลนี้เป็นหัวหน้าโจรร้ายจริง ศาลจึงพิพากษาจำคุกหลวงศรีมงคลไปหลายปี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ จึงทรงมีพระวินิจฉัยว่า “วิธีเลี้ยงขโมยไว้จับขโมยนั้นใช้ไม่ได้”

เมื่อกลไกของระบบเทศาภิบาลมีความพร้อมแล้ว มีการตั้งกรมการอำเภอและตำรวจภูธรไว้ดูแลความสงบเรียบร้อย การตั้งกรมการบ้านนอก ด้วยการใช้นักเลงโตมาข่มนักเลงเล็กจึงเลิกไป ดังที่ สมเด็จฯ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ เคยทรงมีพระวินิจฉัยว่า “วิธีเลี้ยงขโมยไว้จับขโมยนั้นใช้ไม่ได้” ฉันใดก็ฉันนั้น


ข้อมูลจาก

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เทศาภิบาล, สำนักพิมพ์มติชน 2545

 

 

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป