เมื่อ “ดร.ซุนยัตเซน” เข้าเฝ้า รัชกาลที่ 6

ดร.ซุนยัตเซน ผู้นำการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีน

การปฏิวัติของ ดร.ซุนยัตเซน บิดาแห่งสาธารณรัฐจีนนั้นได้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2453 ปีที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคต แต่ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ในคราวนั้น ดร.ซุนยัดเซนได้มาเยี่ยมชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียอาคเนย์แทบทุกประเทศ และได้เล่าลือกันว่าด้วยทุนทรัพย์และการสนับสนุนของชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านี้แท้ ๆ ที่ ดร.ซุนยัดเซนได้รับความสำเร็จในการปฏิวัติ กิติศัพท์ของ ดร.ซุน หัวหน้าปฏิวัติของจีนผู้นี้ได้แพร่มาถึงประเทศไทยแล้ว

ฉะนั้น เมื่อ ดร.ซุนยัตเซนมาถึงกรุงเทพฯ ก็ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวง พระเจ้าแผ่นดินไทยองค์นี้นั้นทรงทราบดีการปฏิวัติตามแบบฉบับของ ดร.ซุนยัตเซนแล้วประเทศจีนจะรุ่งเรืองขึ้นโดยทันที แต่จะทรงสนับสนุนโดยเปิดเผยก็มิใช่วิถีทางของกษัตริย์ อันมีทศพิธราชธรรม

จึงมอบหน้าที่การสัมภาษณ์นี้ให้แก่สมเด็จพระบรม เมื่อมีพระบัญชามาเช่นนี้ก็เป็นหน้าที่ของนายวรการบัญชาอีกนั่นแหละที่จะต้องจัดให้ ดร.ซุนเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรม ณ สถานที่ที่เหมาะสมและในเวลาที่สมควร เพื่อมิให้มีข่าวระบือไปทั่วโลกว่า ประเทศไทยสนับสนุนการปฏิวัติของซุนยัตเซนซึ่งในขณะนั้นยังเป็นราชาธิปไตยอยู่

นายวรการบัญชาเป็นบุตรของหมาต๋าเทียม และกำลังมีอิทธิพลในทางการเมือง ชายจีนที่เคารพนับถือในหลวงธุระการ ในที่สุดเพื่อความปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง นายวรการบัญชาจึงตัดสินใจให้ ดร.ซุนเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรม ณ บ้านของนายวรการบัญชาเอง ที่ถนนเยาวราช

(ซ้าย) พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง หรือ “นายวรการบัญชา” ผู้นำ ดร.ซุนยัตเซนเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 6 ภาพนี้ถ่ายเมื่อยังเป็นพระอัศวบดีอธิบดีกรมอัศวราช (พ.ศ. 2457)
(ขวา) นายเซียวฮุดเสง เจ้าของหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์

เวลาเข้าเฝ้านั้นกะไว้ที่บ้านเยาวราช เวลา 19.00 น. ดร.ซุนมาตรงตามเวลา และสมเด็จพระบรมทรงเสด็จไปรเวทตรงตามกำหนดเช่นเดียวกัน นายวรการบัญชาได้จัดห้องรับแขกของตนที่ต่อบ้านเดิมของหลวงธุระการจำกัดเป็นพิเศษขึ้นก่อนแล้วนั้น เป็นห้องถวายตัวและเข้าเฝ้าของ ดร.ซุน ไม่มีคนอื่นร่วมเข้าเฝ้าด้วยเลย นายวรการทำหน้าที่เป็นมหาดเล็กถวายคอกเทล ดร.ซุนซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าชนชาวอเมริกาประเทศที่เป็นแหล่งการศึกษาของ ดร.ซุนเป็นส่วนมาก และสมเด็จพระบรมก็ทรงถนัดที่จะรับสั่งเป็นภาษาอังกฤษอยู่ด้วย และเมื่อนายวรการบัญชาถวายงานอยู่อย่างใกล้ชิดและมิได้มีผู้อื่นมานั่งฟังอยู่ด้วยเลย การสนทนาจึงยืดยาวตั้งแต่ 19.00 น. จนถึง 4.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

การสนทนาได้ดำเนินไปในรูปเรื่องใดนั้นไม่มีใครในโลกปัจจุบันจะทราบหรือรู้ได้เลย เพราะพระองค์สมเด็จพระบรมและผู้เข้าเฝ้านั้น ตลอดจนผู้ถวายอยู่งานก็ได้สละโลกนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ดีเจ้าคุณคทาธรได้เล่าว่า เมื่อเสด็จกลับได้ทรงรับสั่งว่า “เขาทำของเขาสำเร็จแน่นอน” และยังรับสั่งให้นายวรการให้ความสะดวกแก่ ดร.ซุนในการพบปะกับชนชาวจีนในประเทศไทยให้ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศอีกด้วย

หัวหน้าของชาวจีนในกรุงเทพฯ ในขณะนั้น คือท่านเซียวฮุดเสง (ต้นตระกูลสีบุญเรือง) นายวรการจึงถาม ดร.ซุนว่า จะต้องการพบใคร และแนะนำว่าไม่ควรพบปะเกิน 5 คนต่อครั้ง นายวรการรับอาสาที่จะจัดให้มีการพบปะกันให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมและตามกฎหมายของประเทศไทย คือห้ามมิให้ประชุมกันเพื่อ “กบฏ”

หนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารสาร ซึ่งนางสาวลม่อม สีบุญเรือง บุตรสาวคนโตของเซียวฮุดเสง เป็นบรรณาธิการอยู่นั้นเป็นผู้จัดการรายงานข่าวการมาของดร.ซุน นามปากกา “จูปีเตอร์” ของคุณลม่อมนี้ นักอ่านหนังสือสมัยรัชกาลที่ 6 และที่ 7 คงจะจำกันได้เป็นแน่

การพบปะกับชาวจีนโพ้นทะเลของ ดร. ซุน ในกรุงเทพฯ นั้นได้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อยปราศจากเหตุการณ์ใด ๆ เลย ดร.ซุน ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรม ให้นายวรการบัญชาติดต่อกัปตันบูเลียต ซึ่งมีราชทินนามว่า “พระอนุกูลสยามกิจ” กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยใน เอ็ฟ. เอ็ม. เอส. หรือบริษัทมาเลประเทศราชอีกด้วย ที่ทำการของพระอนุกูลสยามกิจนั้นตั้งอยู่ที่ปีนังและสิงคโปร์ ดร.ซุนสามารถที่จะเจรจากับชาวจีนโพ้นทะเลใประเทศมลายูและสิงคโปร์อย่างได้ผลสมความมุ่งหมายทุกประการ

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของท่านเจ้าคุณคทาธร เพราะคำว่าประชาธิปไตยนั้นได้เข้ามาแพร่ในประเทศไทยหลังจากเรื่องข้างต้นนี้กว่า 20 ปี ภายหลัง และหลังจาก พ.ศ. 2475 เป็นต้นไป ได้มีการกล่าวขวัญถึงพระมหาธีรราชเจ้า ว่าทรงเป็นผู้ที่นิยมประชาธิปไตย โดยสร้างดุสิตธานีขึ้นมานั้น ย่อมทำให้ท่านเจ้าคุณคทาธรยิ้มไม่ได้ เพราะก่อนที่จะได้มีประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2475 นั้น พระมหาธีรราชเจ้าได้ทรงสดับตรับฟังหลักแห่งประชาธิปไตยนี้มาจากปากบิดาแห่งประชาธิปไตยของชาวตะวันออกมาแล้ว และได้เห็นด้วยตามหลักนี้เป็นอย่างยิ่ง ถึงได้รับสั่งอย่างเด็ดขาดว่า “เขาทำสำเร็จแน่นอน”

ใครบ้างเล่าจะได้ทราบถึงการเข้าเฝ้าของ ดร.ซุนในครั้งนั้น เพราะบารมีของพระมหาธีรราชเจ้ารัชกาลที่ 6 ยังทรงคุ้มครองพวกประชาชนของพระองค์ที่เจ้าคุณคทาธรจำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี และยังได้เล่าอีกว่า หลังจาก พ.ศ. 2453 เมื่อ ดร.ซุนได้ปฏิวัติสำเร็จเป็นสาธารณรัฐแล้ว จะเป็นปีใดท่านผู้เล่ามิได้บอกไว้ ท่านยังได้รับเชิญให้ไปดูผลงานของ ดร.ซุนและมาดาม ในการไปดูงานในครั้งนั้นของนายวรการบัญชา เป็นผู้แทนส่วนพระองค์ของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าอีกด้วย

ท่านผู้วายชนม์ได้เล่าว่าการเดินทางจากฮ่องกงไปปักกิ่งนั้นได้เดินทางตามริมฝั่งทะเลแทบตลอดทาง


ที่มา

หนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจตรี พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2512

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป