หน้าตาบุรีรัมย์ 84 ปีก่อน จากปาฐกถา ส.ส. บุรีรัมย์คนแรก

ขบวนแห่พระสงฆ์ด้วยช้างบนถนนสุนทรเทพ ประมาณ ปี พ.ศ. 2492 (นางสุขสันต์ ฟูฟ้ง เจ้าของภาพ จากหนังสือบุรีรัมย์มาจากไหน สนพ.แม่คำผาง)

ครม.สัญจรบุรีรัมย์ ที่เพิ่งผ่านไปมีข่าวว่า จะอนุมัติงบประมาณเป็นหมื่นล้าน ให้กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และ สุรินทร์) ตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ แก่กลุ่มจังหวัดดังจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แล้วบุรีรัมย์ในอดีตเป็นอย่างไร วันนี้เราไปฟังจาก ผู้แทนราษฎรบุรีรัมย์คนแรก นายพันตรีหลวงศักดิ์รณการ  แสดงทางวิทยุกระจายเสียง เมื่อวันที่ 8 มกราคม พุทธศักราช 2477 ที่ตัดทอนจากหนังสือ “ปาฐกถาของผู้แทนราษฎร เรื่องสภาพจังหวัดต่างๆ” (โดยใช้ตัวสะกดตามรูปแบบเดิม) ดังนี้
จังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งเร้นลับอยู่ชายด้าวปลายแดน เมื่อเอ่ยถึงชื่อก็หาผู้ที่รู้จักสภาพและความเป็นอยู่ของจังหวัดนี้ได้น้อยเต็มที ทั้งนี้เพราะจังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่มีความเจริญน้อย ไม่เคยมีชื่อเสียงปรากฏในพงศาวดาร จึงไม่อยู่ห้วงนึกของนักท่องเที่ยว หรือนักศึกษาทั้งหลายดุจจังหวัดอื่นๆ

แท้จริง จังหวัดนี้เป็นเมืองเก่ามานมนาน เคยเป็นดินแดนอันตั้งอยู่ท่ามกลางความเจริญของชาติขอม หลังเมื่อขอมเสื่อมอำนาจบ้านเมืองทรุดโทรมลง ต่อเมื่อชาติไทยแผ่อำนาจลงมาปกครองดินแดนแถบนี้จึงได้ฟื้นฟูสถานะของบ้านเมืองให้รุ่งเรืองขึ้นมาจนทุกวันนี้…

จังหวัดนี้แบ่งออกเป็น 4 อำเภอ คืออำเภอเมืองบุรีรัมย์ อำเภอนางรอง อำเภอตะลุง และอำเภอพุทไธสง มีบ้านอยู่ 33 ตำบล มีเนื้อที่ประมาณ 8,362,04 กิโลตารางเหลี่ยม ระยะทางหว่างจากศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ประมาณ 109 กิโลเมตร (2725 เส้น) คือ จังหวัดนี้ตั้งอยู่ในระหว่างจังหวัดนครราชสีมากับจังหวัดสุรินทร์…

พลเมืองมีอาชีพในการทำนาเป็นส่วนใหญ่ การอาชีพอย่างอื่นมีน้อย ราษฏรได้ทำการโก่นสร้างที่ว่างเปล่าให้เป็นที่เรือกสวนไร่นาอยู่เสมอๆ ทุกปี แต่ปี พ.ศ. 2475 การขยายตัวของราษฏรที่จะทำการโก่นสร้างได้ลดน้อยลงเนื่องจากด้วยฝนไม่ตกตามฤดูกาล ไม่มีน้ำพอแก่การทำนา เพราะในจังหวัดนี้การทำนาต้องอาศัยน้ำฝนเป็นพื้น ทั้งประกอบด้วยราคาข้าวก็ตกต่ำด้วย ครั้น พ.ศ. ต่อๆ มาถึงแม้ราคาข้าวจะตกต่ำราษฏรก็ได้พยายามทำนากันอย่งไม่ลดละ เพราะเป็นอาชีพที่สำคัญของเขา นอกจากนี้มีการตัดไม้เสาไม้หมอนรถไฟ เผาถ่าน ส่งมาขายทางจังหวัดพระนคร และทำไต้ ทอผ้าไหมทำล้อเกวียน ปั้นหม้อไห และเลี้ยงสัตว์ เช่นโค กระบือ เป็ด ไก่ สุกร ขายเหล่านี้เป็นต้น พ่อค้าจีนเป็นผู้รับซื้อหรือเรียกว่าเป็นคนกลางขายส่งไปอีกต่อหนึ่ง

นิสสัยใจคอของพลเมือง ข้าพเจ้าขอกล่าวโดยเต็มปากว่า ซื่อสัตย์สุจริตว่านอนสอนง่าย ชอบสงบเงี่ยมมักน้อย หาเลี้ยงชีพไปตามธรรมดา ไม่กระตือรือร้น การปล้มสะดมตีชิงวิ่งราวมีน้อย แต่ พ.ศ. 2476 – 2477 นี้มาการปล้นสะดมมากขึ้นเห็นจะเป็นด้วยราษฏรยากจนลงก็เป็นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มากเกินควร…

การศึกษาของกุลบุตรกุลธิดา ทางการได้เริ่มจัดการมาแต่ พ.ศ. 2465  นับได้เวลา 12 ปีเศษ ทางราชการได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาทุกตำบล จัดการสอนดำเนินตามหลักสูตรของกระทรวงธรรมการ กำหนดชั้นของการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนี้เพียงชั้นมัธยมปีที่ 6 ส่วนโรงเรียนประชาบาลทั่วไป มีแต่ประถม 1 – 4  แต่บางแห่งถึงประถมปีที่ 5  มีการสอนวิชาชีพอย่างอื่นด้วย การศึกษาของเด็กได้เรียนรวมกันทั้งชายและหญิงจะแยกกันสอนไม่ได้ เพราะไม่มีสถานที่จะศึกษา ทั้งไม่มีเงินจะก่อสร้างและขาดครูโดยมากสถานทีศึกษาได้อาศัยศาลาวัด ในจังหวัดนี้มีโรงเรียนรัฐบาล 1 โรงเรียน โรงเรียนประชาบาล 104 โรงเรียน จำนวนนักเรียนชายหญิงรวมทั้งสิ้น 13,576 คน คิดเป็นร้อยละ 48.16 ของเด็กที่มีอายุในเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. ประถมศึกษา…

การสาธารณสุขในจังหวัดนี้ถนนหนทางและบ้านเรือนของราษฏรนับว่ายังไม่เรียบร้อยเพราะยังขาดแคลนด้วยกำลังทุนทรัพย์ที่จะบำรุง ในหมู่บ้านหนึ่งๆ จะมีเรือนถาวรก็ไม่กี่หลัง โดยมากมักปลูกพออาศัยชั่วคราว เช่นทำฝาด้วยใบพลวงและปรือเหล่านี้เป็นพื้น ส่วนหลังคามุงด้วยหญ้าบ้างแฝกบ้าง ที่ใช้สังกะสีและกะเบื้องมีส่วนน้อยลักษณะของบ้านเรือนกล่าวโดยฉะเพาะทางสุขาภิบาล และอนามัยยังบกพร่องอยู่มาก เพราะไม่ค่อยทำหน้าต่างหรือทางระบายลมถึงแม้จะทำก็ทำเล็กจนเกินไป ยิ่งเป็นเรือนที่ตีฝากะดานด้วยแล้วมือและทึบใหญ่ทีเดียวจะหาแสงสว่างได้ยาก ตามพื้นเรือนและใต้ถุนหรือบริเวณรอบๆ บ้าน สังเกตดูราษฏรไม่ค่อยเอาใจใส่ปัดกวาดรักษาความสะอาดเลยปล่อยให้เลอะเทอะไปตามบุญตามกรรม บนพื้นเรือนของราฏรมองแต่ฝุ่นละอองทั่วบริเวณเรือน ไม่ปรากฏว่าได้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูพื้นเรือนเลย แม้แต่เท้าไปเหยียบย่ำดินมาก็ไม่เคยล้าง ไปไหนมาก็ขึ้นไปบนเรือนเลยทีเดียว ถึงห้องนอนก็มารักษความสะอาดพอ…

เนื่องด้วยดินแดนของจังหวัดนี้ขอมเคยมีอำนาจปกครอง จึงมัวัตถุโบราณแบบขอมอยู่หลายแห่ง ที่สำคัญๆ คือ

  1. ปราสาทหิน ที่เขาพนมรุ้ง อยู่ในเขตต์อำเภอนางรอง
  2. ปราสาทหิน ที่ตำบลเมืองต่ำ อำเภอตะลุง
  3. ปราสาทหิน ตำบลบ้านกู่สวนแตง อำเภอพุทไธสง

ข้าพเจ้าขอจบปาฐกถาเรื่องสภาพจังหวัดบุรีรัมย์แต่เพียงนี้

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป