| ผู้เขียน | แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย |
|---|---|
| เผยแพร่ |
พระสมุทรเจดีย์ เมืองปากน้ำสมุทรปราการ พ.ศ ๒๕๗๐ สามร้อยปี plus กับคำว่า “พระบรมโพทธิสมภาร”
การสร้างและเสริมพระสมุทรเจดีย์หรือพระเจดีย์กลางน้ำ ที่เมืองปากน้ำสมุทรปราการในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้น เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน อันเนื่องจากสภาวะสงครามจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังติดพันนุงนังกันอยู่ เริ่มจากสมัยรัชกาลที่ ๒ และต่อเติมเสริมแต่งเรื่อยมาเกือบจะทุกรัชสมัยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ทั้งนี้เพราะบริเวณปากน้ำบางเจ้าพระยาแห่งนี้ เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของชาติไทยมานานมากแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะหากเรือข้าศึกสามารถล่วงล้ำลำน้ำเข้ามาได้ถึงราชธานี ไม่ว่าจะเป็นที่พระนครศรีอยุธยาต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงธนบุรีหรือกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ล้วนหมิ่นเหม่ต่อการเสียบ้านเสียเมือง โดยมิต้องสงสัย พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จึงทรงให้ความสำคัญต่อปากน้ำเจ้าพระยาเป็นที่ยิ่ง
ส่วนการสร้างหมุดหมายสำคัญหรือ Landmark ไว้ที่บริเวณปากน้ำนั้น เริ่มในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ (พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๓๖๗) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ครั้งนั้น โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นบนเกาะกลางน้ำแล้วพระราชทานนามว่า “พระสมุทรเจดีย์” แต่การสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ ๒๓๖๗-๒๓๙๔) เมื่อเสด็จประพาสโดยชลมารค มา ณ บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา สมุทรปราการ ใน พ.ศ ๒๓๗๐ โปรดให้สร้างพระสมุทรเจดีย์ต่อมา สืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบรมชนกนาถ มีหลักฐานชัดเจนที่พระราชทาน “ความหวังแก่นานาชาติอันเข้ามาสู่ พระบรมโพธิสมภาร” ณ ดินแดนสยาม
ดังปรากฏจากเอกสารจดหมายเหตุรัชสมัยแห่งพระองค์ท่าน ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ พบข้อความอันน่าประทับใจว่า
“…ทอดพระเนตรเกาะหาททรายท้ายป้อมผีเสื้อสมุทหน้าเมืองสมุทรปราการ ทิศตวันตกเปนที่สมควรจะถาปะนาพระมหาเจติยถานบันจุพระบรมธาตุไว้ หวังจะให้เปนที่ไหว้ที่สการะบูชาแก่นานาประเทศ อันมาสู่พระบรมโพทธิสมภาร เปนการราชกุศลโกษฐานสืบไปกว่าจะสิ้นกัลปาวสาน…”
(หน้า ๑๗-๑๘ รักษาตัวสะกดตามต้นฉบับ)
ดังกล่าวแล้วว่า เดิมบริเวณปากน้ำนี้ เป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการเข้าจู่โจมพระนคร ดังนั้น ก่อนหน้านี้ พระมหากษัตริย์จะทรงให้สร้างป้อมปราการไว้เป็นระยะ ๆ เท่ากับเป็นการสำแดงพระเดช ในภาวะจำเป็นเรื่องศึกสงคราม ครั้นเมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป เราก็ใช้พระคุณ ด้วยการแสดงให้อาณาราษฎรจากนานาประเทศที่จะเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณ หากเขาจะเข้ามาสู่ผืนแผ่นดินสยามแห่งนี้
ความเป็นพระเดช-พระคุณจึงปรากฏ ณ บริเวณเดียวกันนี้ในต่างกรรมต่างวาระกันจากป้อมที่สะท้อนพระเดช และพระคุณคือ พระสมุทรเจดีย์
ดังนั้น คำว่า พระบรมโพธิสมภาร จึงมีความหมายครอบคลุมถึงชาวต่างชาติกลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาพึ่งพาอาศัยบ้านเมืองเรา แต่โดยทั่วไปเมื่อเอ่ยถึงคำนี้เรามักนึกไปถึงเฉพาะกลุ่มชาวจีนอพยพ
เนื่องเพราะบ้านเมืองของเขากำลังมีปัญหายุ่งยากซับซ้อนจากความไม่เข้มแข็งของราชวงศ์ชิง ขุนนางกังฉินถือโอกาสขูดรีดราษฎร ศึกภายในว่าหนักหนาแล้ว ศึกภายนอกจากชาตินักล่าอาณานิคมก็สาหัสไม่แพ้กัน อย่างน้อย ๘ ชาติก็จ้องจะเขมือบดินแดนจีน จนเกิดคำว่า จีนถูกรุมผ่าแตงโมง
นอกจากนี้จีนยังยับเยินจากสงครามฝิ่นกับอังกฤษถึงสองครั้ง มิหนำซ้ำคุณภาพของประชากรก็เสื่อมทรามลงไปทุกเมื่อเชื่อวันจากการเสพฝิ่นอย่างเอาเป็นเอาตาย มิพักจะต้องกล่าวถึงทุพภิกขภัย ที่เป็นปัญหาเดิม ๆ ของจีนอยู่แล้ว

เมื่อความหวังของฟ้าและดินมาบรรจบกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา
ขอขยายข้อความที่ว่า “หวังจะให้เป็นที่ไหว้ ที่สการะบูชาแก่นานาประเทศ อันเข้ามาสู่พระบรมโพทธิสมภาร”
ข้อความนี้ย่อมหมายความชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ของไทย ทรงยินดีอย่างยิ่งที่มีผู้คนนานาชาติเข้ามาสู่พระบรมโพธิภาร จึงทรงหวังที่จะให้นานาประเทศ ได้กราบไหว้สักการะพระสมุทรเจดีย์ที่เด่นเป็นสง่า ณ ปากน้ำแห่งนี้ เป็นความคาดหวังของผู้คนนานาชาติที่ต้องการเข้ามาสร้างความมั่นคงแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวย (หรือแม้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาและวิทยาการสมัยใหม่ของชาวตะวันตก)
คำบอกเล่าของจีนรุ่นเก่า ๆ บอกไว้ตรงกันว่า ความอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยหิวโหยที่ต้องทุกข์ทรมานจากการรอนแรมมาหลายเพลาในเรือที่อัดแน่นไปด้วยผู้ทุกข์ยาก ได้รับการเยียวยาอย่างวิเศษเมื่อแลเห็นยอดพระเจดีย์สูงเด่นเป็นสง่าในหมู่แมกไม้เขียวขจีสองฝั่งเจ้าพระยา เป็นความหวัง ณ ดินแดนใหม่ที่เขาฝากชีวิตไว้
เท่ากับว่าความหวังของฟ้า (สมมติเทพ) กับดิน (ราษฎร) ได้มาบรรลุตรงกัน ณ ดินแดนปากน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้เอง
นอกเหนือจากคำว่า พระเดช-พระคุณ ดังได้กล่าวไปแล้ว
“เจ๊กเก่าถือกันว่าเมื่อผ่านพระเจดีย์กลางน้ำเข้ามาแล้ว ก็จะไม่ย้อนกลับผ่านพระเจดีย์กลางน้ำไปหากินที่อื่นอีก เพราะจะซวย ถ้าใครคิดจะทำมาหากินแถวจันทบุรีหรือชลบุรี ก็ลงจากเรือเสียก่อนแถวนั้น ไม่เข้ามากรุงเทพฯ” แสดงให้เห็นว่าพระสมุทรเจดีย์มีความหมายอย่างยิ่งต่อจีนอพยพ เชื่อกันว่าหากได้ไหว้สักการะเมื่อเรือเข้าปากน้ำมา ก็จะเป็นสิริมงคลในชีวิตที่จะอยู่เมืองไทยต่อไป”
(คึกฤทธิ์ ปราโมช คนจีนสองร้อยปีภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ภาค ๒:๔๗)
ใน “จดหมายจากเมืองไทย” ของโบตั๋น ที่ได้รับการยกย่องเป็นวรรณกรรมยอดเยี่ยมประจำปี พ.ศ ๒๕๑๒ ประเภทนวนิยายจากองค์การ ส.ป.อ. มีข้อความตอนต้น ๆ ที่ตันส่วงอู๋เขียนถึงมารดาที่เมืองจีนว่า
“แม่น้ำเมืองไทยกว้างใหญ่ น้ำเปี่ยมฝั่ง คงเพาะปลูกได้ดี ต้นไม้ใหญ่สูงลิบ ๆ บางชนิดเป็นต้นไม้ที่ลูกไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ลูกแน่ใจว่าลูกเห็นมะพร้าวเป็นระยะ ๆ ที่เมืองเรากว่าจะเห็นต้นมะพร้าวสักต้นหนึ่งต้องเดินจนเมื่อยขาทีเดียว…”
ลูกหลานไทยเชื้อสายจีนยุคนี้ ที่ได้ดูหนังหลานม่าหรือจดหมายรักจากอาม่า ควรหานิยายเรื่องนี้มาอ่าน อย่างน้อยเพื่อให้เห็นภาพของจีนอพยพรุ่นสงครามโลกครั้งที่สอง
ย้ำว่า อย่างน้อยที่สุด ปีหน้าหรือ พ.ศ ๒๕๗๐ เราก็น่าจะได้จัดงาน “ฉลองสามร้อยปี plus พระสมุทรเจดีย์” อันเป็นที่รักและศรัทธาของคนไทยและนานาชาติ อย่างสำนึกในบุญคุณแผ่นดินสยาม ด้วยการเป็นพลเมืองที่ดี มีวิสัยทัศน์ทันสมัย ไม่จ้องจะร่ำรวยอยู่พวกเดียว ไม่ทำงานการเมืองแบบเดิม ๆ ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งในเรื่องเงิน ทองและโกงเวลาทำราชการหรือเมื่อทำหน้าที่การงานใด ๆ
คนไทยสมัยใหม่ควรต้องทำงานด้วยความรู้ ความสามารถ มุ่งมั่น ขยันขันแข็ง เสียสละตามโอกาสอันควร เพื่อช่วยกันสร้างชาติไทยให้แข็งแรงและสง่างาม
อ่านเพิ่มเติม :
- พระสมุทรเจดีย์ เมืองสมุทรปราการ สร้างสมัย ร. 2 แลนด์มาร์กสยามประเทศ
- จังหวัดสมุทรปราการ มาจากไหน? ตั้งแต่เมื่อใด?
- รัชกาลที่ 3 ทรงเชื่อคนจีนว่า หากรักษาปากน้ำได้ ประเทศก็จะปลอดภัย
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 สิงหาคม 2569





