“คิดเหลิงเจิ่งเลิงแมว” แมวเกี่ยวอะไร แล้วทำไมประโยคนี้ถึงอยู่ในประกาศรัชกาลที่ 4

“คิดเหลิงเจิ่งเลิงแมว” แมว ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตกรรมแมว วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

“คิดเหลิงเจิ่งเลิงแมว” แมวเกี่ยวอะไร แล้วทำไมประโยคนี้ถึงอยู่ในประกาศรัชกาลที่ 4

เมื่อ พ.ศ. 2401 ได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียกชื่อเมืองลพบุรีที่รัชกาลที่ 4 เสด็จฯ ไปประทับและบูรณะวังกับวัดหลายแห่ง

ผู้คนนิยมเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “นพบุรี” ซึ่งใช้กันแพร่หลายจนเกิดประเด็นถกเถียงกันว่า ชื่อที่แท้จริงของเมืองนี้คือชื่อไหนกันแน่ ระหว่าง ลพบุรี หรือ นพบุรี

ด้วยเหตุนี้ทำให้รัชกาลที่ 4 ไม่ทรงพอพระทัยที่ผู้คนเรียกเมืองนี้ว่า นพบุรี จึงได้ทรงประกาศในราชกิจจานุเบกษาขอให้ยุติปัญหาเรื่องนี้ โดยมีเนื้อหาว่า

“อนึ่งชื่อเมืองนั้นชื่อว่าลพบุรีเป็นแน่ เพราะแปลมาจากคำว่า ละโว้ 

แต่ทุกวันนี้คนชาววัดอวดรู้อวดล้น ๆ ไป อุตริเขียนว่า เมืองนพบุรี

แปลว่าเมืองใหม่ฤๅนพเคราะห์นพคุณนพรัตน อะไร ๆ คิดเหลิงเจิ่งเลิงแมวไปใคร ๆ

อย่าเชื่อ อย่าเขียน อย่าเรียกตาม ให้คงใช้ว่าเมืองลพบุรี ทั้งเรียกทั้งเขียน เทอญฯ”

โดยคำว่า “เหลิงเจิ่ง” นั้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 ใช้ว่า “เหลิงเจิ้ง” หมายถึง พูดพล่าม เพ้อเจ้อ พูดไม่มีสาระ ส่วนคำว่า “เลิง” ตรงกับคำเต็มว่า “ละเลิง” หมายถึง ลืมตัว มัวเมา ไม่มีสติ ดังนั้นคำว่า “เลิงแมว” ก็หมายถึง หลงแมว มัวเมาแมว

เมื่อนำความหมายมารวมกัน “คิดเหลิงเจิ่งเลิงแมว” จึงมีความหมายว่า คนที่คิดที่พูดพล่ามมากจนลืมตัวเหมือนพวกที่หลงแมวรักแมวมากเกินไป

รูปจิตรกรรม แมวสองตัว วัดโพธิ์
แมวส้มและแมวสลิด จิตกรรมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (ภาพจาก หนังสือ : Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว, ตกแต่งกราฟิกเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

กำพล จำปาพันธ์ นักประวัติศาสตร์และนักเขียน ได้ให้ข้อมูลไว้ในหนังสือเรื่อง Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว ว่าการที่รัชกาลที่ 4 ทรงบริภาษเช่นนี้น่าจะมาจากพระองค์เคยจำพรรษาเป็นพระวริชญาณภิกขุอยู่นาน ทำให้ได้พบเห็นแมวในวัดมามากเป็นปกติ

เนื่องจากวัดทั่วกรุงเทพฯ และหัวเมือง ช่วงเวลานั้นพระภิกษุนิยมเลี้ยงแมวไว้ตามกุฏิเพื่อไล่หนูไม่ให้มากัดใบลานในตู้ธรรม

รัชกาลที่ 4 ย่อมจะได้เห็นคนรักแมวหลงแมวมามากพอสมควร จึงทรงบริภาษคนเห็นต่างเรื่องชื่อเมืองลพบุรีเช่นนั้น

แมว หนู ภาพจิตกรรม วัดโพธิ์
แมวกับหนู จิตกรรมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (ภาพจาก หนังสือ : Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว)

กับอีกเหตุผลหนึ่งคือ รัชกาลที่ 4 ทรงเอาคำว่า “เลิงแมว” นี้มาจาก ขุนช้างขุนแผน ฉบับที่แต่งสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีตอนหนึ่งบรรยายฉากการลงเล่นน้ำของเหล่าหญิงสาวไว้ดังนี้

“อีมาอีมีอีสีอีเสียด   อีเขียดชักชวนกันเล่นไล่

ใครจะซ่อนใครจะหาก็ว่าไป   เปรียบหนึ่งเปรียบไล่ให้อยู่โปง

ปะเปิงเลิงแมวแอวออก   นอกซ่อนนางจับกระโต้งโห้ง”

ผู้แต่งกล่าวเปรียบเทียบกิริยาของเหล่าหญิงสาวเวลาเล่นน้ำกับอาการของคน “เลิงแมว” ที่ตามรูปศัพท์หมายถึง หลงแมว รักแมวมาก แต่ในบริบทนี้จะหมายถึงคนที่พูดมากหรือรื่นเริงเกินปกติ เหมือนได้เล่นกับแมวอย่างสนุกสนานเบิกบานใจนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

กำพล จำปาพันธ์. (2567). Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 สิงหาคม 2569