| ผู้เขียน | ปดิวลดา บวรศักดิ์ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
โกษาปาน ท้าทหารฝรั่งเศสยิงทหารไทย 17 คน สุดท้ายรอดแถมซดเหล้าโชว์
“ออกพระวิสุทธสุนทร” หรือโกษาปาน เป็นหัวหน้าคณะราชทูตในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ได้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ตรงกับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ระหว่างอยู่ที่ฝรั่งเศส โกษาปานปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม และมีเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายให้ผู้คนในยุคปัจจุบันได้ศึกษา ซึ่งหลายเรื่องก็ไม่น่าเชื่อว่าเคยเกิดขึ้นมาก่อน
ใน “พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา” มีตอนหนึ่งปรากฏว่า โกษาปานเคยท้าให้ทหารฝรั่งเศสยิงทหารไทยทั้งหมด 17 คน เนื่องจากฝ่ายอยุธยาล้วนแล้วแต่มีพลังอาคมแกร่งกล้า สามารถรอดจากกระสุนเหล็กทั้งหลายได้

เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันหนึ่ง พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราชดำรัสสั่งให้หาทูตานุทูตเข้าเฝ้า ณ หน้าพระลานและให้หาพลทหารฝรั่งแม่นปืน 500 นาย เข้ามายิงปืนให้แขกบ้านแขกเมืองดู โดยแบ่งเป็นสองพวก ฝั่งละ 250 นาย ยืนเป็นสองแถว ปรากฏว่ายิงไม่ได้พลาดกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว จากนั้นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสก็ให้ล่ามถามโกษาปานว่า “ทหารแม่นปืนเหมือนดังนี้ พระนครศรีอยุธยามีหรือไม่”
เมื่อโกษาปานได้ยินเช่นนั้นก็กราบทูลไปว่า “ทหารแม่นปืนดังนี้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามิได้นับถือใช้สอย”
สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัยให้เจ้าแผ่นดินมาก จึงทรงถามต่อว่า “พระเจ้ากรุงไทยนับถือทหารมีฝีมือประการใดเล่า”
ราชทูตจากกรุงศรีอยุธยาจึงตอบไปว่า “พระเจ้าอยู่หัวกรุงไทยทรงนับถือใช้สอยทหารคนดีมีวิชา อันทหารแม่นปืนเหมือนดังนี้ จะยิงไกลและใกล้ก็มิได้ถูกต้องกายและทหารบางจำพวกเข้าไปในระหว่างข้าศึกมิได้เห็นตัว ตัดเอาศีรษะนายทัพข้าศึกมาถวายได้ ทหารบางจำพวกก็คงทนอาวุธต่างๆ จะยิงฟันแทงประการใดๆ ก็มิได้เข้า และทหารมีวิชาดังนี้จึงทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงไว้ใช้สอยสำหรับพระนคร”
พอพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงได้ยินดังนั้นก็ไม่เชื่อ และว่าเป็นการอ้วงอวดเกินไปนัก จึงทรงถามต่อไปว่า “ทหารไทยที่มีวิชาเหมือนว่าดังนั้น มีมาในกำปั่นบ้างหรือไม่” เพื่อให้แสดงวิชาอาคมดังกล่าวให้พระองค์ทอดพระเนตร
โกษาปานก็ตอบกลับไปว่า ทหารที่มาด้วยนั้นล้วนเป็นทหารกองนอก มีแต่วิชาอย่างกลาง แต่ก็สามารถโชว์ให้เห็นได้เช่นกัน จากนั้นจึงทราบทูลขอพระราชานุญาตให้ทหารแม่นปืนทั้งหมด 500 นายนี้ ระดมยิงทหารไทยทั้งใกล้และไกล และทหารที่มีอิทธิฤทธิ์นี้จะห้ามกระสุนปืนทั้งหมด ไม่ให้โดนกายแม้แต่น้อย
เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงได้ยินเช่นนั้นก็กลัวว่าทหารไทยจะโดนยิงจนสิ้นไปหมดและจะเสียพระราชไมตรีไป ก็ทรงห้าม แต่โกษาปานก็ยังยืนยันให้ทำเช่นนั้น และบอกอีกด้วยว่าทหารเหล่านี้มีพลังห้ามกระสุนเหล่านี้จริง และจะไม่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย พรุ่งนี้ขอให้ตั้งเบญจา 3 ชั้นในหน้าพระลาน ให้ดาดเพดานผ้าขาวและปักราชวัติฉัตรธงล้อมรอบ แล้วให้ตั้งเครื่องโภชนาหารมัจฉมังสาสุราบานไว้ให้พร้อม

จนเข้าสู่วันที่นัดกันไว้ กษัตริย์ฝรั่งเศสก็ทรงจัดเตรียมทุกอย่างตามที่คณะราชทูตขอไว้ทั้งหมด แล้วจึงให้ทหารไทย 16 คน ผูกเครื่องลงเลขยันต์คาถาศาสตราคม อาจารย์ผู้ทำพิธีนุ่งขาวใส่เสื้อครุยขาวและพอกเกี้ยวพันผ้าขาว ส่วนทหารไทย 16 คน ใส่กางเกงเสื้อหมวกปัศตู รวมเป็น 17 คน แล้วพากันเข้าไปยังพระลานและขึ้นนั่งบนเบญจา
จากนั้นก็กราบทูลขอให้ทหารฝรั่งเศส 500 นาย ยิงทหารไทยทั้ง 17 คนนี้ แต่ด้วยคุณไสยอันแกร่งกล้า เพลิงศิลาปากนกก็ไม่ได้ติดดินดำและไม่ได้ลั่นทั้งหมด ทหารไทยทั้งหมด 17 คนก็ไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้ตกใจกลัวหรือสะดุ้งเลยแม้แต่น้อย แล้วทหารไทยต่างรับพระราชทานโภชนาหารมัจฉมังสาสุราบานเป็นปกติ
เห็นเป็นเช่นนี้แล้ว ทหารไทยก็ให้ยิงอีกรอบและบอกว่าครั้งนี้จะให้เพลิงติดดินดำแล้ว ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่กระสุนก็ออกจากลำกล้อง ตกลงตรงปากกระบอกบ้าง ห่างออกไปบ้าง มีกระสุนตกใกล้เบญจาบ้าง แต่ทหารไทยก็ยังไม่เป็นอะไรทั้งนั้น
เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทอดพระเนตรเห็นก็เชื่อทันที สรรเสริญและพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าเป็นรางวัลให้แก่ทหารไทย เลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยม ก่อนจะปล่อยให้คณะราชทูตและทหารไทยกลับสู่สำนัก
ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและคาดไม่ถึง ซึ่งเกิดในฝรั่งเศส สมัยโกษาปานเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีฝรั่งเศส สมัยกรุงศรีอยุธยา
อ่านเพิ่มเติม :
- พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตรัสชมโกษาปาน “ราชทูตได้ปฏิบัติล้วนแต่ถูกใจเราทุกอย่าง…”
- ตาม “โกษาปาน” ชมอารามแม่ชีที่ฝรั่งเศส ชื่นชมการแต่งกาย “แต่งขาวเป็นการเหมาะ”
- ชะตากรรม “โกษาปาน” หลังผลัดแผ่นดินพระนารายณ์ ถูกเฉือนจมูก-โบยให้อับอาย!?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
https://www.finearts.go.th/suphanburilibrary/view/16462-พระราชพงศาวดาร-ฉบับพระราชหัตถเลขา
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มิถุนายน 2569





