
| ผู้เขียน | จิรดา ควรพินิจ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ขบวนการเฟมินิสต์ในคลื่นลูกที่ 2 จุดประกายกระแสสตรีนิยม เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ
ในช่วงทศวรรษที่ 1960-1990 เกิดขบวนการเฟมินิสต์คลื่นลูกที่ 2 โดยกลุ่มคนที่ออกมาผลักดันกระแสสตรีนิยมระลอกสองนี้มีมุมมองเกี่ยวกับ “ความเป็นหญิง” ที่เปลี่ยนไปจากการเคลื่อนไหวช่วงแรกที่เกิดขึ้นคาบเกี่ยวตั้งแต่ก่อนจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ราว ค.ศ. 1848-1920 ซึ่งเน้นข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิ์การเลือกตั้งของผู้หญิงเป็นหลัก
การเคลื่อนไหวทางสังคมระลอกสองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ยุติการกีดกันและกดขี่ทางเพศ ซึ่งเห็นว่า “ความเป็นหญิง” หรือ “ความเป็นกุลสตรี” นั้นเกิดจากการกล่อมเกลาทางสังคมมากกว่าจะเป็นเรื่องทางกายภาพ ทำให้ข้อเรียกร้องสิทธิสตรีขยับกว้างขึ้น โดยความเคลื่อนไหวนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอีกหลายประเทศ
กระแสสตรีนิยมคลื่นลูกที่ 2 ขยายข้อเรียกร้องต่อการปลดปล่อยผู้หญิงสู่มิติทางสังคมและวัฒนธรรม รวมไปถึงการสร้างภาพที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงเกี่ยวกับผู้หญิงในงานโฆษณาและสื่อมวลชน ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม การเข้าถึงโอกาสในอาชีพของผู้หญิง และอื่น ๆ ทำให้นักคิดนักเขียนหลายคนเข้ามามีบทบาทหรือมีอิทธิพลอยู่ในขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรีดังกล่าวด้วย

หนึ่งในนักคิดที่มีบทบาทสำคัญอย่าง ซีโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir, ค.ศ. 1908-1986) นักปรัชญาและนักเขียนชาวฝรั่งเศส ที่รับหลักการของแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) กล่าวโดยง่าย ทัศนะนี้มองว่า มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุหนึ่ง ๆ ที่ดำรงอยู่ในโลก แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากวัตถุอื่น ๆ นั้นเพราะ “มนุษย์มีเสรีภาพ”
การทำความเข้าใจแง่มุมทางจริยศาสตร์เกี่ยวกับการมีเสรีภาพของมนุษย์นี้เองที่ เดอ โบวัวร์ นำมาใช้อธิบายถึงสถานภาพของผู้หญิงจากการถูกกดขี่ทางสิทธิและเสรีภาพ จนทำให้เกิดการเรียกร้องต่อค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมเพื่อให้สอดรับ หรือเอื้อต่อสถานการณ์ของผู้หญิงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเธอจะไม่ได้นิยามตนเองว่าเป็นนักสิทธิสตรีนิยม แต่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินประโยคคลาสสิกของเธอที่กล่าวว่า
“เราไม่ได้เกิดมาเป็นหญิง แต่ถูกทำให้เป็นหญิง”
(One is not born, but rather becomes a woman)
ประโยคข้างต้นมาจากหนังสือ The Second Sex ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1949
ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะ “ผู้จุดประกาย” กระแสสตรีนิยมคลื่นลูกที่สอง ซึ่งผลงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงขนบทางสังคมที่สร้างความเป็นอื่นให้แก่ผู้หญิง และทําให้ผู้หญิงต้องตกอยู่ในสถานะเพศที่สอง

นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งการขยับเคลื่อนทางความคิดต่อนักคิดรุ่นหลังอย่าง ลูซ อิริกาเรย์ (Luce Irigaray, ค.ศ.1930-ปัจจุบัน) ชาวเบลเยียมที่ทำงานอยู่ในแวดวงวิชาการฝรั่งเศส เธอเป็นทั้งนักปรัชญา นักภาษาศาสตร์ และนักทฤษฎีจิตวิเคราะห์สายลากองคนสำคัญ
อิริกาเรย์วิพากษ์สตรีนิยมแนวเสรีนิยมที่มักจะให้คุณค่ากับความเท่าเทียม โดยการแสวงหาความเหมือน (sameness) ซึ่งทําให้ผู้หญิงจําเป็นต้องเหมือนกับผู้ชาย เช่น พูดในภาษาของผู้ชาย หรือแสดงออกในท่าทีแบบผู้ชาย
อิริกาเรย์จึงเสนอแนวคิดเรื่องความแตกต่างทางเพศ (sexual difference) เพื่อวิพากษ์ถึงรากฐานทางความคิดเกี่ยวกับผู้หญิง มากไปกว่าข้อเสนอข้างต้น ตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นการขยับเคลื่อนทางความคิด คือข้อความที่ได้กล่าวไว้ต่อจาก ซีโมน เดอ โบวัวร์ นักปรัชญารุ่นก่อนหน้า อิริกาเรย์กล่าวว่า
“ฉันเกิดมาเป็นผู้หญิง และฉันจะยังกลายมาเป็นผู้หญิงที่ฉันเป็นอยู่แล้วโดยธรรมของฉันเอง”
(“It’s not as Simone de Beauvoir said: one is not born, but rather, becomes a woman (through culture), but rather: I am born a woman, but I must still become this woman that I am by nature.”)
ในหนังสือ This Sex Which Is Not One ตีพิมพ์ ค.ศ. 1985 ตรงตามชื่อหนังสือ อิริกาเรย์ไม่ได้ต้องการให้สังคมโอบรับผู้หญิงอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย อย่างที่คนรุ่นก่อนหน้าพยายามจะเรียกร้อง แต่ต้องการให้สังคมหันมายอมรับในความแตกต่างทางเพศ ที่เพศหญิงมีต่างจากเพศชายจริง ๆ ทั้งความซับซ้อนในการมีเรือนร่าง สถานการณ์ความอึดอัดทางเพศ ไปจนถึงค่านิยมต่าง ๆ ที่สังคมมอบให้แก่ความเป็นหญิง
ซึ่งเห็นได้ในศิลปะ วรรณกรรม งานเขียนประเภทอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการมีประสบการณ์ทางเพศที่การให้คุณค่าต่าง ๆ มักออกมาจากฝั่งผู้ชายหรือมีแก่นแกนอยู่ที่ผู้ชายเป็นหลัก
ในขณะเดียวกันแนวคิดของอิริกาเรย์ก็เกิดขึ้นขนานไปกับกระแสของขบวนการสตรีนิยมคลื่นลูกที่สอง ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 และขนาบข้างไปกับการเคลื่อนไหวของกระบวนการสตรีนิยมทางฝั่งอเมริกา
นอกจากนี้ในการเคลื่อนไหวคลื่นลูกต่อ ๆ มา ข้อเสนอของอิริกาเรย์ได้วางหลักปักฐานท่ามกลางกระแสเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่เบ่งบานในโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซ้ายในช่วงหลังสงครามโลก การประท้วงของนักศึกษา ขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม การเคลื่อนไหวของเกย์และเลสเบี้ยน และขบวนการของคนผิวดำอีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม :
- 8 มีนาคม “วันสตรีสากล” เริ่มในสหรัฐฯ ขยายไปยุโรป และมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติรัสเซีย
- “การทาปากแดง คือการประท้วง” การเคลื่อนไหวของสตรีในคริสต์ศตวรรษที่ 20
- “สุชีลา ตันชัยนันท์” นักศึกษาผู้เรียกร้องสิทธิสตรี กับความรุนแรงบนรถเมล์ใน “6 ตุลา”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ริยา เด็ดขาด. Feminist Jurisprudence: On Luce Irigaray’s Sexuate Rights. คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา. 2025.
Luce Irigaray. This Sex Which Is Not One. Translated by Catherine Porter with Carolyn Burke. New York: Cornell University Press, 1985.
Sara Heinamaa. Toward a Phenomenology of Sexual Difference Husserl, Merleau-Ponty, Beauvoir. USA: Rowman & Littlefield Publishers, Inc., 2003.
Simone de Beauvoir. The Second Sex. Translated by Constance Borde and Sheila Malovany Chevallier. USA: Vintage Books, 1949.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 มิถุนายน 2569




