กลองมโหระทึก เมืองเพชรบุรี หลายพันปีมาแล้ว

สุจิตต์ วงษ์เทศ กลองมโหระทึก เมืองเพชรบุรี

กลองมโหระทึก เมืองเพชรบุรี หลายพันปีมาแล้ว

กลองมโหระทึก อายุราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.. 500 ขุดพบที่บ้านดอนยายทอง (ลุ่มน้ำเพชรบุรี) . สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี อยู่ไม่ไกลจากฝั่งทะเลโบราณ

บริเวณขุดพบกลองมโหระทึกเป็นชุมชนดั้งเดิมเริ่มแรกของเมืองเพชรบุรี มากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว สมัยการค้าระยะไกลทางทะเลเริ่มแรกกับอินเดีย มีสินค้าสำคัญคือทองแดง แล้วถูกเรียกสุวรรณภูมิหมายถึงดินแดนทองแดง (ไม่ใช่ทองคำ) เพราะสมัยนั้นไม่พบแหล่งทองคำ แต่พบมากแหล่งทองแดงตั้งแต่ภาคกลางถึงอีสานและลาว

รายงานเกี่ยวกับกลองมโหระทึกเรื่องนี้ มี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองเพชรบุรี พบกลองมโหระทึก ส่วนหลังเป็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกกลองมโหระทึก ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนปัจจุบัน

(ภาพจาก เพจสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569)

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี พบกลองมโหระทึกทั้งหมด 6 ใบ นำขึ้นแล้ว 2 ใบ อีก 4 ใบยังอยู่ในหลุม

1. กลองมโหระทึก เมืองเพชรบุรี

(1.) เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว บริเวณที่พบกลองมโหระทึกเป็นลานกลางบ้านพื้นที่มีพิธีกรรมประจำวันอันเป็นศูนย์กลางของชุมชน และเป็นที่ฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์ กับโคตรตระกูลชนชั้นนำ

ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ บ้านเก่า (. กาญจนบุรี), บ้านเชียง (อุดรธานี), วัดชมชื่น (. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย) ฯลฯ

(2.) กลองมโหระทึกขุดพบในหลุมฝังศพ เป็นหลักฐานสำคัญมาก ดังนี้

(.) เครื่องแสดงสถานะผู้มีอำนาจ (สมัยหลังใช้ฆ้องแสดงสถานะทางสังคม อยู่ในหนังสือพงศาวดารล้านช้าง เรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า)

(.) เครื่องประโคมส่งขวัญหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่ตายไปขึ้นฟ้ารวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า เพราะหน้ากลองมโหระทึกมีลายเป็นแฉกจำลองรูปจอมขวัญแบบก้นหอยบนกระหม่อมอยู่กลางกบาลของคน (ปัจจุบันใช้ฆ้องหุ่ยประโคมในพิธีทำขวัญ ข้อมูลยังมีมากอยู่ในหนังสือ ศาสนาผี สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2568 หน้า 25-65)

มีนักโบราณคดีอธิบายต่อๆ กันมานานแล้วว่าหน้ากลองมโหระทึกคล้ายรัศมีของรูปดาวหรือดวงตะวัน อันเป็นแนวคิดดาราศาสตร์สมัยใหม่ และไม่เกี่ยวข้องโลกหลังความตาย

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี
แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี
(ซ้าย) กลองมโหระทึก 2 ใบ อยู่ในหลุมด้านทิศตะวันตก (มุมหลุมด้านใต้) แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี (ขวา) กลองมโหระทึก 2 ใบ อยู่ในหลุมด้านทิศตะวันตก (มุมหลุมด้านเหนือ) แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี (ภาพทั้งหมดเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 69)

(3.) หลุมฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็นหญิง โดยเปรียบเทียบการขุดค้นในกัมพูชา (.. 2551-2552) พบกลองมโหระทึกมากกว่า 10 ใบในหลุมฝังศพ โดยมีใบหนึ่งบรรจุกะโหลกศีรษะมนุษย์เพศหญิง (น่าจะเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์) มีข้อมูล ดังนี้

มโหระทึก จากแหล่งฝังศพโปรเฮีย กัมพูชา พบกลองมโหระทึกจำนวนหลายสิบใบ จากยุคเหล็ก อายุราว 2,000 ปีมาแล้ว ในแหล่งฝังศพบริเวณกลางหมู่บ้านโปรเฮีย (Prohear) . ไพรเวง (Prey Veng) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา (ห่างจากพนมเปญไปทางตะวันออกประมาณ 65 กม. และห่างจากชายแดนเวียดนามทางตะวันตก 40 กม.)

ขุดค้นโดยทีมนักโบราณคดีกัมพูชาเยอรมัน เมื่อปี พ.. 2551 และ 2552 (พบ 4 หลุมที่มีตัวกลองและชิ้นส่วนกลองฝังร่วมในหลุมศพจากจำนวน 52 หลุม ซึ่งจากคำบอกเล่าของชาวบ้านจึงประมาณจำนวนมโหระทึกที่พบขั้นต่ำมากกว่า 30 ใบ เพราะในปี 2550 ก่อนหน้าการขุดค้น มโหระทึกราว 20 ใบ ถูกชาวบ้านขุดไปขาย บางส่วนเหลือเพียงรูปถ่ายของนักศึกษาโบราณคดีที่ไปสำรวจ)

มโหระทึกเหล่านี้ถูกพบฝังร่วมกับโครงกระดูก คงเป็นของอุทิศให้กับผู้ตาย มี 1 ใบที่พบกะโหลกศีรษะมนุษย์เพศหญิงใส่ข้างใน และพบชิ้นส่วนเสื่อสานจากไม้ไผ่ที่คาดว่าใช้ห่อศพฝังร่วมกับมโหระทึก

[เจนจิรา เบญจพงศ์ แปลเก็บความจาก The First Golden Age of Cambodia : Excavation at Prohear จัดพิมพ์โดย Memot Centre for Archaeology .. 2009. พิมพ์รวมในหนังสือ ดนตรีอุษาคเนย์ โดย เจนจิรา เบญจพงศ์ (ค้นคว้ารวบรวม) เสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ (ที่ปรึกษา) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1 .. 2555 หน้า 844-849]  

(ซ้าย) มโหระทึกจากหลุมฝังศพที่ถูกลักลอบขุดของชาวบ้านที่โปรเฮีย (ขวา) ลายเส้นมโหระทึกที่พบจากหลุมฝังศพหมายเลข 4 (ที่บรรจุกะโหลกภายใน) สูง 30.5 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 45 ซม.
(ซ้าย) ตำแหน่งของกะโหลกศีรษะผู้หญิง และสิ่งของอุทิศบางส่วนที่ใส่อยู่ภายในมโหระทึก จากหลุมฝังศพหมายเลข 4 หลังนำขึ้นมาทำความสะอาดในแล็บที่เมมอทเซ็นเตอร์ (Memot Centre) แล้ว (ขวา) หลุมฝังศพหมายเลข 4 พบมโหระทึกที่ภายในใส่กะโหลกศีรษะผู้หญิง ต่างหูบนหูคอและผมไว้ภายใน บนกลองพบชิ้นส่วนเสื่อที่น่าจะทำจากไม้ไผ่ ด้านใต้กลองมีภาชนะดินเผาฝังร่วมอยู่ด้วย

เมืองเพชรบุรี มีประวัติศาสตร์

1. หลังสร้างเมืองเพชรบุรี เรือน พ.. 1700 บริเวณบ้านดอนยายทองเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนพราหมณ์บ้านสมอพลือจากอินเดียใต้

บ้านสมอพลือ เมืองเพชรบุรี มีเชื้อสายเป็นธิดาพี่น้องสองสาว ถวายตัวในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ หลังจากนั้นได้ทรงกรมเป็นที่กรมหลวงอภัยนุชิต (พระพันวสาใหญ่ มีโอรสคือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ) และกรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวสาน้อย มีโอรสคือ เจ้าฟ้าเอกทัศกับเจ้าฟ้าอุทุมพร) ทั้งนี้ตามพระราชกระแส ร.4 อยู่ในพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขา

2. สุนทรภู่เขียนบอกเองว่าตนเป็นเชื้อสายพราหมณ์เมืองเพชรบุรี (ซึ่งเชื่อมโยงบ้านพราหมณ์สมอพลือ) มีหลักฐานอยู่ในนิราศเพชรบุรีของสุนทรภู่ (. ล้อม เพ็งแก้ว ชำระ และอธิบาย)

2. ชื่อกลองมโหระทึก

หรทึกในเอกสารสมัยอยุธยา หมายถึงเครื่องประโคมศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์จากอินเดีย ซึ่งไม่ใช่กลองมโหระทึก ส่วนมโหระทึกเป็นคําสร้างใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์  ใช้เรียกกลองสําริดสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่หรทึกสมัยอยุธยา

เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของชื่อกลอง มีโดยสรุปดังนี้

1. เครื่องมือทำจากโลหะผสม เรียกสำริด ถูกหล่อเป็นรูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายกลอง

2. เครื่องประโคมในพระราชพิธีสมัยอยุธยาหรทึกพบในวรรณกรรมโบราณได้แก่กฎมณเฑียรบาลและไตรภูมิพระร่วง

(ซึ่งปัจจุบันไม่รู้ที่มาเครื่องประโคมหรทึกรวมทั้งยังหาไม่พบคำแปลและความหมาย)

3. ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ เครื่องมือสำริดรูปทรงกระบอกคล้ายกลองถูกเรียกกลองมโหระทึก

เครื่องมือสำริด สมัยก่อนประวัติศาสตร์

เครื่องมือโลหะผสมเรียกสำริดมีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงดังนี้

(1.) อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.. 1

(2.) ทรงกลมป่อง เอวคอด จำลองจากลูกน้ำเต้าอย่างน้อย 2 แบบผสมกัน คือ ก้นแป้นตั้งพื้นได้ และทรงรียาว

ทั้งนี้ ลูกน้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของครรภ์มารดา และมดลูกซึ่งให้กำเนิดมนุษย์

(3.) รูปร่างทรงกระบอกข้างในกลวง มี 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนบน ด้านหน้าแบนกลม ส่วนด้านข้างป่องโค้งออก และมีหูหิ้ว (เรียกหูระวิง”) ส่วนกลาง คอดเป็นรูปกระบอกตัด ส่วนล่าง เป็นฐานตั้ง คล้ายถาดคว่ำ

(4.) ทำด้วยโลหะผสมเรียกสำริดหรือทองสำริด มาจากทองแดงเป็นโลหะหลัก ผสมดีบุก (หรือตะกั่ว)

กลองสำริดใช้แขวนตีประโคมในพิธีกรรมขอฝนด้วยการเซ่นผีกบที่มณฑลกวางสี-จ้วง ในเมืองจีน (ภาพเมื่อ พ.ศ. 2537)

(5.) ใช้งานหลายอย่าง ดังนี้

สัญลักษณ์อำนาจ เป็นสมบัติของชนชั้นนำหัวหน้าเผ่าพันธุ์

ภาชนะ ใส่กระดูกคนตายในตระกูลชนชั้นนำ และสิ่งของเครื่องใช้ของคนตาย ตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี ว่าความตายคือการคืนสู่ครรภ์มารดา

เครื่องประโคม ตีบอกสัญญาณในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ได้เสียงกังวานของโลหะ แต่ไม่ดังอึกทึกและค่อนข้างเบา (ตีได้เสียงเดียว ไม่เป็นทำนองเพลง นักวิชาการด้านดนตรีว่าไม่เป็นเครื่องดนตรี แต่บางคนว่าเป็นเครื่องดนตรีแม้มีเสียงเดียว เพราะเป็นต้นกำเนิดฆ้องในวงดนตรีไทยเดิม)

(6.) ชื่อเรียกต่างๆ ได้แก่ จีน เรียกหนานถงกู่” (จีนกลาง) แปลว่ากลองของคนพื้นเมืองทางใต้ ซึ่งหมายถึงพวกเยว่ (คือไม่ใช่พวกฮั่น) มีหลายกลุ่มนับไม่ถ้วน จีนเรียกไป่เยว่คือ เยว่ร้อยเผ่า, เยว่ บางกลุ่มเรียกกลองทอง (เเดง, สำริด), พม่า และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่า เรียกผาซีแปลว่า กลองกบ แต่บางกลุ่มเรียก กลองเขียด, ลาว เรียก ฆ้องบั้ง, ไทย เรียก กลองมโหระทึก

กลองมโหระทึก สมัยรัตนโกสินทร์

มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง ดังต่อไปนี้

มโหระทึกเป็นคําถูกสร้างใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ ใช้เรียกเครื่องประโคมอย่างหนึ่งมีรูปร่างคล้ายกลอง ทําด้วยสําริดเรียกกลองสําริดมีอายุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.. 1

กลองมโหระทึก (ซ้าย) ตั้งอยู่ด้านซ้ายฐานชุกชีพระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร (ขวา) เจ้าหน้าที่วัดบวรนิเวศวิหาร ตีกลองมโหระทึก เวลาก่อนทำวัตรเช้า 08.00 น.และทำวัตรค่ำ 20.00 น. (ภาพโดย พระมหาวโรตม์ ธมฺมวโร)

(1.) ชื่อกลองมโหระทึกพบหลักฐานเก่าสุด (ถึงขณะนี้) ในแผ่นดิน ร.4 กล่าวถึงกลองมโหระทึก 1 คู่ (2 ใบ) ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กับกลองมโหระทึกใบเดียวในวัดบวรนิเวศ ตามประเพณีถูกสร้างขึ้นใหม่ใช้ตีประโคมร่วมกับเป่าเรไร ซึ่งได้จากความทรงจําของนายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) เล่าไว้ ดังนี้

มโหระทึกใช้ตั้งตีเหมือนกลองทิมปานีของตะวันตก

ที่วัดบวรนิเวศวิหารมีประเพณีกระทั่งมโหระทึกและบันลือสังข์ ประโคมในขณะพระภิกษุสงฆ์ลงประชุมทำวัตรสวดมนต์ในพระอุโบสถทั้งเช้าเย็น…………..”

มหรทึกมีอยู่ใบเดียว ไม่ใช่คู่อย่างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใช้เลกวัดเป็นผู้มีหน้าที่ประโคม เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นเกียรติยศแต่พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ……………”

[จากหนังสือ เครื่องดนตรีไทย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2500 หน้า 55-56]

(2.) กลองสำริด หรือกลองมโหระทึกใช้แขวนตี (เพราะมีหูระวิงเหมือนกลองเพลในวัด และกลองทัดวงปี่พาทย์) มีเสียงกังวานไกลๆ ไม่ดังกึกก้อง ซึ่งขัดกับหลักฐานว่าหรทึกกึกก้องในงานพระราชพิธีมีคนมาก

(3.) กลองสําริด พบทั่วไปในชุมชนชาติพันธุ์ทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ทั้งแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ แต่ถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ ตามคําพื้นเมืองซึ่งไม่ตรงกัน คือ เฉพาะกลุ่มไทยในประเทศไทย เรียกกลองมโหระทึก (ที่ถูกสร้างชื่อใหม่) ส่วนกลุ่มไม่ไทยทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทยไม่เรียกกลองมโหระทึก

หรทึก สมัยอยุธยา

มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง ดังนี้

(1.) “หรทึกหมายถึงเครื่องประโคมศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียแผ่ถึงอุษาคเนย์ ถูกใช้ในราชสํานัก 1,500 ปีมาแล้ว (หลัง พ.. 1000)

ต่อมาสมัยอยุธยาพบในกฎมณเฑียรบาลเดือน 9 การพระราชพิธีตุลาการกล่าวถึงเครื่องประโคมว่าขุนศรีสังขกรเป่าสังข์ พระอินทโรตีอินทเภรี พระนนทิเกษตีฆ้องชัย ขุนดนตรีตีหรทึก

หรทึกมีเสียงดังมาก พบในหนังสือไตรภูมิพระร่วงระบุตรงไปตรงมาว่าหรทึกกึกก้องส่วนกฎมณเฑียรบาลระบุหรทึกใช้ประโคมในพระราชพิธีของราชอาณาจักร ซึ่งมีเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ ชุมชนหมู่มาก ซึ่งต้องการเครื่องประโคมมีเสียงดังๆ

(2.) เครื่องประโคมจากอินเดียถูกราชสำนักอยุธยาเรียกหรทึก กลายจากภาษาทมิฬเรียกกลองแบบนี้ว่าอึฎึกกิ” (Udukki หรือบางเมืองเรียก Idakka) เป็นกลองสองหน้าขึงหนังรอบตัวมีเอวคอดบรรเลงโดยใช้ไม้ตีหรือใช้มือตีก็ได้

[ข้อมูลเหล่านี้ได้จากไมเคิล ไรท์ เขียนไว้ในศิลปวัฒนธรรม หลายปีก่อน พ.. 2540 ต่อมาเขียนอธิบายเพิ่มอีกครั้งหลังสุดเมื่อ พ.. 2540]

(ซ้าย) “อึฏึกกิ” กลองสองหน้าขึงหนัง มีเอว ตีด้วยไม้ คือ “มโหระทึก” กลองอินเดีย ในกฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยาตอนต้น [ภาพจากหนังสือ ดนตรีอุษาคเนย์ โดย เจนจิรา เบญจพงศ์ (รวบรวม) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2555 หน้า 514-515] (ขวา) กลองตะโพน สมัยอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ มีสายคล้องคอให้คนเดินตีได้ (ลายเส้นได้จากบันทึกของลาลูแบร์ ราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศส)

พิธีพราหมณ์ในอินเดียต้องบรรเลงประโคมเครื่อง 5 นำโดยพราหมณ์เป่าสังข์ แล้วตามด้วยพราหมณ์ตีกลองพร้อมกัน 4 ใบ เรียกปัญจวาทยะแต่บางแห่งเรียกปัญจ ตุริยะในบรรดากลองเหล่านั้นมีอึฎึกกิอยู่ด้วย เมื่อตีด้วยไม้จะมีเสียงดังมากกว่ากลองใบอื่น

[“ปัญจวาทยะหรือปัญจตุริยะในอินเดีย หมายถึงเครื่องประโคมรวม 5 สิ่ง ได้แก่ ปี่กับกลองต่างชนิด 4 ใบ (รวมเป็น 5) ส่วนลังการับจากอินเดียที่แพร่กระจายลงไปแล้วเรียกมังคลเภรี” (มังคะละเพรี) ไทยรับทั้งจากอินเดียและลังกาในช่วงเวลาต่างกัน]

(3.) “ขุนดนตรี ตีหรทึกข้อความในกฎมณเฑียรบาลหมายถึงเชื้อสายพราหมณ์ ราชทินนามขุนดนตรีเป็นผู้มีหน้าที่ใช้ไม้ตีมโหระทึก เป็นหลักฐานสำคัญมากยืนยันว่ามโหระทึกเป็นกลองอึฎึกกิของอินเดียใต้ เพราะคำว่าดนตรีเกี่ยวข้องกับตระกูลพราหมณ์อยุธยาที่สืบสายจากพราหมณ์ทมิฬอินเดียใต้

พราหมณ์ราชสำนักอยุธยาเจตนาให้พราหมณ์ตีมโหระทึกซึ่งเป็นกลองอึฎึกกิมีราชทินนามขุนดนตรีสืบเนื่องจากประเพณีพราหมณ์ทมิฬอินเดียใต้ในระบอบตันตระที่ยกย่องดนตรี [คำอธิบายละเอียดอยู่ในบทความเรื่องความลี้ลับของเกระละ ภาคที่ 2” ของ ไมเคิล ไรท์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 18 ฉบับที่ 10 (สิงหาคม 2540) หน้า 52-55 และมีรวมอยู่ในหนังสือ ฝรั่งหายคลั่ง (หรือยัง) สำนักพิมพ์มติชน พ.. 2551 หน้า 41-42]

เครื่องประโคมพิธีพราหมณ์ ในราชสำนักสมัยอยุธยาตอนต้น บรรเลงโดยพระครูพราหมณ์ (หรือมิฉะนั้นก็ขุนนางในตระกูลพราหมณ์) พบหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลว่าพระราชพิธีดุลาภาร มีคณะพราหมณ์พิธีทำหน้าที่ประโคมบรรเลง สังข์ ฆ้อง, กลอง ดังนี้

(1.) ขุนศรีสังขกร เป่าสังข์ (2.) พระอินทโร ตีอินทเภรี (3.) พระนนทิเกษ ตีฆ้องชัย (4.) ขุนดนตรี ตีมโหระทึก

สังข์ เป่าโดยขุนศรีสังขกร นามนี้เป็นตำแหน่งอธิบดีโหรดาจารย์ (ศักดินา 300) หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในหมู่พราหมณ์พิธี

ฆ้อง ตีโดยพระนนทิเกษ เรียกฆ้องชัย คือฆ้องที่มีลายรูปขวัญเป็นแฉกอยู่ล้อมปุ่มกลางบนหน้าฆ้อง สืบเนื่องตกทอดจากหน้ากลองสำริดหรือกลองกบของอุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว ไม่เป็นเครื่องดนตรีอินเดีย แต่ได้รับยกย่องเป็นของเฮี้ยนจึงถูกผนวกเข้าไปอยู่ในพิธีพราหมณ์สมัยอยุธยาตอนต้น เพราะฆ้องใช้ไม้ตีมีเสียงดังไกล ยิ่งฆ้องขนาดใหญ่เสียงยิ่งดังก้องกังวานไกลมาก (เรียกฆ้องหุ่ย) ดังนั้นฆ้องจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญในรัฐใหญ่ (ส่วนกลองทองถูกเลิกใช้ เพราะเมื่อตีมีเสียงดังไม่ก้องและไม่ไกล)

กลอง มี 2 ใบ ได้แก่ กลองอินทเภรี ตีโดยพระอินทโร กับ กลองมโหระทึก ตีโดยขุนดนตรี (อินเดียได้รับการกล่าวขวัญยกย่องจากทั่วโลกว่าราชาแห่งเครื่องหนัง” (หมายถึงกลอง) จึงมีกลองหลากหลายรูปแบบและตีสองมือด้วยลีลาพลิกแพลงโลดโผน)

อินทเภรีเป็นชื่อท้องถิ่นตั้งขึ้นตามประเพณีราชสำนักอยุธยา ส่วนมโหระทึกเป็นชื่อกลายคำจากภาษาทมิฬว่าอึฎึกกิ

อินทเภรีแปลว่า กลองพระอินทร์ เป็นชื่อตามประเพณีดั้งเดิมที่ยกย่องเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์เป็นของพระอินทร์ แต่ในที่นี้เชื่อว่าน่าจะหมายถึงกลองอินเดีย (แบบหนึ่ง) มีสองหน้า ใช้มือตีมีสายคล้องคอเดินไปตีไป (มีภาพลายเส้นในหนังสือลาลูแบร์) ต่อมาถูกเชิญเป็นครูใหญ่เรียกตะโพนแล้วทำขาตั้งและนั่งตีในวงปี่พาทย์ ได้รับยกย่องเป็นกลองศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องจุดธูปบูชาพร้อมดอกไม้ก่อนบรรเลง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 พฤษภาคม 2569