วังหน้ารัชกาลที่ 1-4 แต่ละพระองค์ทรงมีหน้าที่อะไรบ้าง?

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เหตุลอบปลงพระชนม์กรมพระราชวังบวรฯ วังหน้ารัชกาลที่ 1-4
พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท วังหน้า "พระยาเสือ" ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพฯ

วังหน้ารัชกาลที่ 1-4 แต่ละพระองค์ทรงมีหน้าที่อะไรบ้าง?

กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” ว่าที่พระมหากษัตริย์องค์ต่อไป เป็นตำแหน่งที่มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สืบมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

จำเพาะเจาะจงที่ “วังหน้ารัชกาลที่ 1-4” แต่ละพระองค์ทรงทำหน้าที่อะไรบ้าง?

พระบวรราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล วังหน้ารัชกาลที่ 1-4
พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ 1 ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ

ใน “พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5” พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงหน้าที่ของวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 1-4 ซึ่งในพระราชพงศาวดารฉบับนี้เรียกว่า “พระมหาอุปราช” ไว้ว่า

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระมหาอุปราชต้องทำศึก ทั้งที่โดยเสด็จและเสด็จไปโดยลำพังพระองค์มาจนตลอดพระชนมายุ

ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) พม่ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก พอถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เกิด “กบฏเวียงจันทร์” พระมหาอุปราชก็เสด็จไปบัญชาการศึกทั้ง 2 คราว

แต่เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จะยกกองทัพไปตีเมืองเชียงตุง พระมหาอุปราช คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศักดิ์อย่างเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงโปรดให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิทไปบัญชาการศึกต่างพระมหาอุปราช

“พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5” ระบุอีกว่า นอกจากทำศึก พระมหาอุปราชยังมีหน้าที่ตลอดไปถึงการป้องกันพระราชอาณาเขต

ข้อนี้มีมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น ในการสร้างป้อมปราการที่เมืองพระประแดงและเมืองสมุทรปราการ พระมหาอุปราชก็ทรงบัญชาการทั้งในรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3

พระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว วังหน้ารัชกาลที่ 1-4
ภาพลายเส้นพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พระบวรราชวัง ในหนังสือพิมพ์ L’ILLUSTRATION ฉบับวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1867 (ภาพจากไกรฤกษ์ นานา)

“ถึงรัชกาลที่ ๔ ที่โปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดทหารบกทหารเรือขึ้นทางฝ่ายวังหน้า ก็เนื่องมาแต่หน้าที่ของพระมหาอุปราชในการป้องกันพระราชอาณาเขตต์นั่นเอง

เมื่อว่าโดยย่อหน้าที่ของพระมหาอุปราชเป็นฝ่ายทหารเนื่องด้วยการทำศึกสงครามมาแต่โบราณ จึงมีผู้คนทั้งนายและไพร่ขึ้นอยู่ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมากกว่ากรมอื่นๆ เพื่อเกิดศึกสงครามเมื่อใดพระมหาอุปราชจะได้เรียกรี้พลได้ทันที

ข้อนี้เป็นมูลเหตุที่มีขุนนางวังหน้า เรียกว่า “ข้าราชการฝ่ายพระราชวังบวร” ขึ้นเป็นจำนวนมากอีกแผนก ๑.”

แม้จะเป็นว่าที่พระมหากษัตริย์องค์ต่อไป แต่เวลาที่ว่างเว้นการศึกสงคราม พระมหาอุปราชก็ไม่ได้มีหน้าที่ปกครองพระราชอาณาเขตแต่อย่างใด

สาเหตุที่ไม่ให้พระมหาอุปราชเกี่ยวข้องในการปกครองบ้านเมืองนั้น น่าจะเกี่ยวเนื่องมาแต่โบราณ ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ว่า

“ด้วยพิเคราะห์ตามเรื่องพงศาวดาร แม้พระมหาอุปราชเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่พ้นมีเหตุร้ายได้ทุกรัชกาล ยิ่งพระมหาอุปราชมิได้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินแล้วมักเกิดเหตุร้ายยิ่งกว่าที่จะเรียบร้อย มีตัวอย่างมาหลายคราว ฐานะของพระมหาอุปราชจึงมีความลำบากอยู่ไม่น้อย”

สรุปแล้ว หน้าที่วังหน้ารัชกาลที่ 1-4 หลักๆ คือการรบทัพจับศึก โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 1-3 แต่พอถึงรัชกาลที่ 4 ด้วยพระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้วังหน้ามีศักดิ์เทียมพระเจ้าแผ่นดิน จึงโปรดให้ขุนนางไปบัญชาการศึกแทน

“ศิลปวัฒนธรรม” พาย้อนยุคหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ไทยใน “วิกฤตการณ์วังหน้า” เหตุการณ์สำคัญต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองประเทศสยาม มาร่วมกันเจาะลึกเรื่องราวเหล่านี้ได้ใน “สับประวัติศาสตร์ ZAB HISTORY วิกฤตการณ์วังหน้า ไฟไหม้วังหลวง ปฐมบทรัชกาลที่ 5 ยึดคืนพระราชอำนาจ” ได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=h6OF5qhDfU0

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา ทรงพิมพ์ในงานฉลองพระชันษาครบ 5 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2493.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 ธันวาคม 2568