เปิด “ตำนานพระแก้วมรกต” จากพระนิพนธ์ “สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ”

ตำนานพระแก้วมรกต
พระแก้วมรกต ภาพจาก วรวิทย์ พานิชนันท์

เปิด “ตำนานพระแก้วมรกต” จากพระนิพนธ์ “สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ”

“พระแก้วมรกต” ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างช้านาน ปัจจุบันประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

เรื่องราวความเป็นมาของ “พระแก้วมรกต” มีหลากหลายตำนาน ในบทความนี้ “ศิลปวัฒนธรรม” ขอยก “ตำนานพระแก้วมรกต” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย มาให้ทุกคนได้ศึกษาและอ่านกัน

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า เรื่องพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต ปรากฏอยู่ในหนังสือตำนานโบราณ ที่แต่งไว้เป็นภาษามคธ นามว่า “รัตนพิมพวงศ์” 

รัตนพิมพวงศ์ จาก หอสมุดธรรมศาสตร์

พระมหามณีรัตนปฏิมากรนี้ ว่ากันว่าเทวดาสร้างถวายพระอรหันต์องค์หนึ่งนามว่า พระนาคเสนเถระ ในเมืองปาตลีบุตร ด้วยท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีความรู้ยิ่ง จึงอธิษฐานอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระพุทธเจ้าให้ประดิษฐานอยู่ในองค์พระมหามณีรัตนปฏิมากร

พระแก้วมรกตอยู่ที่เมืองปาตลีบุตร จากนั้นก็ตกไปอยู่ที่เมืองลังกาทวีปบ้าง เมืองกัมโพชบ้าง เมืองศรีอยุธยาบ้าง เมืองละโว้บ้าง เมืองกำแพงเพชรบ้าง ท้ายที่สุดก็ไปอยู่ที่เมืองเชียงราย ด้วยเป็นพระพุทธรูปที่มีค่ายิ่ง เจ้าเมืองเชียงรายจึงได้เอาปูนทาลงรักปิดทอง และบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่เมืองเชียงราย หวังซ่อนศัตรู

ในตำนานโบราณยังเล่าต่อไปว่า พ.ศ. 1977 พระแก้วมรกตอยู้ในพระสถูปเก่าองค์หนึ่ง ที่เชียงราย ทว่าพระสถูปเจดีย์นั้นก็พังลงมา ชาวบ้านต่างพบเห็นเป็นพระพุทธรูปปิดทองคำทั่วองค์ ก็อันเชิญไปไว้ในวิหารในวัดแห่งหนึ่ง 

วันเวลาผ่านไป ทองที่ลงรักปิดไว้ก็กะเทาะออกมา จนเห็นสีเขียวงามแท้ เจ้าอธิการของอารามนั้นจึงกะเทาะออกมาเรื่อย ๆ คนเห็นว่าเป็นพระพุทธแก้วทึบทั้งแท่งบริสุทธิ์ดีไม่บุบสลาย คนเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงก็มานมัสการอย่างคับคั่ง

ต่อมาผู้รักษาเมืองมีใบบอกลงไปถึงพระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์มังราย พระองค์จึงทรงเกณฑ์กระบวนไปรับเสด็จพระมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้นหลังช้างแห่มา

พระแก้วมรกต ภาพจาก วรวิทย์ พานิชนันท์

แต่เมื่อถึงแยกไปเมืองลำปาง จากที่ช้างจะเคลื่อนตัวไปเมืองเชียงใหม่ กลับวิ่งตื่นไปที่นครลำปาง ไม่ว่าจะเล้าโลมช้างกี่ครั้ง ก็ยังจะไปนครลำปาง เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงยอมให้อัญเชิญพระมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานที่เมืองลำปางแทน และอยู่ที่นั่นนานถึง 32 ปี และวัดที่ประดิษฐานนั้นผู้คนก็เรียกว่าวัดพระแก้ว

จน พ.ศ. 2011 พระเจ้าติโลกราชได้ครองเมืองเชียงใหม่ ทรงมองว่าควรให้พระแก้วมรกตประดิษฐานที่เชียงใหม่แทนลำปาง จึงไปอาราธนาแห่พระมหามณีรัตนปฏิมากรมา สร้างพระอารามราชกูฏเจดีย์ถวาย ทั้งยังสร้างหอพระแก้วประดิษฐานไว้ที่เชียงใหม่ รวมถึงพยายามทำพระวิหารให้เป็นปราสาทมียอด ให้สมกับความยิ่งใหญ่ของพระแก้วมรกต

พระเจ้าติโลกราช
ภาพวาดจากจินตนาการ “พระเจ้าติโลกราช” (ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์)

ทว่าเมื่อสร้างกี่ครั้ง ยอดก็ทลายลงทุกครั้ง จึงต้องอัญเชิญพระมหามณีรัตนปฏิมากรมาไว้ที่พระวิหาร มีซุ้มจระนำอยู่ในผนังด้านหลัง เป็นเวลาถึง 84 ปีที่ประดิษฐานอยู่ที่เชียงใหม่

วันหนึ่ง เมืองเชียงใหม่ไม่มีผู้จะขึ้นเป็นเจ้าเชียงใหม่ ท้าวพระยาและพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่จึงพร้อมกันไปขอเจ้าไชยเชษฐา บุตรใหญ่ของพระเจ้าโพธิสาร ผู้เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างและเป็นนัดดาของเจ้าเชียงใหม่ ขึ้นมาเป็นเจ้าเชียงใหม่  

ต่อมาเรียกขานกันว่า “พระเจ้าไชยเชษฐา”

ทว่าเมื่อพระเจ้าโพธิสารทิวงคต บรรดาพี่น้องของพระเจ้าไชยเชษฐาก็ชิงราชสมบัติกันที่เมืองหลวงพระบาง ทำให้พระองค์ต้องเสด็จกลับไปเมืองหลวงพระบางเพื่อระงับเหตุ

ก่อนไป พระเจ้าไชยเชษฐาทรงไม่แน่ใจว่าจะประทับที่เมืองหลวงพระบางต่อไป หรือจะได้เสด็จกลับมายังเชียงใหม่ จึงทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วยใน พ.ศ. 2095 อ้างว่าจะทรงอัญเชิญไปให้ญาติที่เมืองหลวงพระบางได้นมัสการ

จนพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จถึงเมืองหลวงพระบาง เสนาบดีก็เชิญให้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต (สะกดตามพระนิพนธ์-ผู้เขียน) ด้วย จนได้เพิ่มพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เพราะครองทั้งประเทศล้านช้างและล้านนาด้วยกัน

แต่ก็มีเรื่องเกิดขึ้นอีก เมื่อฝ่ายท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ ไม่พอใจจะเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงไปเชิญเมกุฏิ ณ เมืองนาย เชื้อวงศ์ของพระเจ้าเชียงใหม่แต่ก่อนมาครองเมืองเชียงใหม่ ก็เกิดการรบขึ้น แม้พระองค์จะไม่ทรงสามารถปราบปรามเมืองเชียงใหม่ได้ แต่ก็รักษาพระแก้วมรกตไว้ที่เมืองหลวงพระบางได้ถึง 12 ปี

เมื่ออำนาจของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแผ่ไพศาลมา พระองค์ก็ทรงเห็นว่าที่ตั้งของหลวงพระบางอาจสู้ศึกพวกมอญไม่ได้ ก็ทรงย้ายไปอยู่ที่เวียงจันทน์ และอัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย นับรวมระยะเวลาที่ประดิษฐานที่นั่นทั้งหมด 214 ปี 

(ซ้าย) อนุสาวรีย์บุเรงนอง หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของพม่า (By Phyo WP) ฉากหลังเป็นทางเข้าพระธาตุชเวมอดอ ในเมืองพะโค หรือหงสาวดี (ภาพจาก AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI)

กระทั่ง พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีสงครามกับกรุงศรีสัตนาคนหุต โดยมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) เป็นจอมพลไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต จนได้เมืองเวียงจันทน์มา ก็อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมายังกรุงธนบุรี 

พระเจ้ากรุงธนบุรีทำการสมโภช แล้วประดิษฐานไว้ ณ โรงพระแก้ว ในบริเวณพระราชวังเดิม

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรง คัดเลือก ขุนนางวังหน้า สายสกุลกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนาสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์เป็น “วังหลัง” ในรัชกาลของพระองค์

จากนั้นไม่นาน พ.ศ. 2325 รัชกาลที่ 1 ก็โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นในพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็โปรดให้เชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันว่าวัดพระแก้ว เมื่อ พ.ศ. 2327 นั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นตำนานวัดพระแก้ว ที่ปรากฏในพระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ. กรุงเทพฯ, มติชน. 2555.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 ธันวาคม 2568