เจ้าดารารัศมีทรงซื้อ “สร้อยเพชร” ให้สุนัขทรงเลี้ยงใส่วิ่งเล่น จริงหรือ?

เจ้าดารารัศมี พระราชชายา พระนาม ว่า อึ่ง เจ้าดารารัศมีสิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 5 ตรัส ลูกเขาควรจะเป็นเจ้าฟ้า พระนางวิกตอเรียขอเจ้าดารารัศมีเป็นบุตรบุญธรรม เจ้าดารารัศมีไว้จุก เจ้าดารารัศมีซื้อสร้อยเพชร
เจ้าดารารัศมี พระราชชายา

เจ้าดารารัศมีซื้อสร้อยเพชรให้สุนัขทรงเลี้ยงใส่วิ่งเล่น จริงหรือ?

เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ทรงเป็นพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นเชียงใหม่เป็นประเทศราชของสยาม

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระบิดา เจ้าดารารัศมี พระราชชายา เจ้าดารารัศมีซื้อสร้อยเพชร
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ (ภาพ : Wikimedia Commons)

เมื่อเจ้าดารารัศมีทรงเข้ามาถวายตัวรับราชการใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในราชสำนักกรุงเทพฯ แล้ว เวลาต่อมาก็ทรงมีพระตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งนับว่าใหญ่สุดในหมู่ตำหนักของเจ้าจอมทั้งหลาย

จึงไม่เกินความจริงนักหากจะบอกว่า เจ้าดารารัศมีทรงเป็นเจ้านายที่รวยพระองค์หนึ่ง

อ. สมฤทธิ์ ลือชัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา เล่าประเด็นนี้ในบทความ “การเมืองและเรื่องที่ลือในพระประวัติเจ้าดารารัศมี” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2568 ว่า

หลังจากเจ้าดารารัศมีเสด็จมารับราชการเป็นฝ่ายในที่กรุงเทพฯ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าดารารัศมีประทับ ณ ห้องผักกาด (พระที่นั่งดำรงสวัสดิ์อนัญวงศ์) บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และโปรดให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระบรมราชินีเสาวภาผ่องศรี

ต่อมา เจ้าดารารัศมีทรงย้ายไปประทับ ณ พระตำหนักก่ออิฐถือปูน 3 ชั้น ที่สร้างด้วยเงินของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ โดยเป็นตำหนักที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาตำหนักของเหล่าเจ้าจอม

เจ้าดารารัศมี นุ่งซิ่น เจ้าดารารัศมีซื้อสร้อยเพชร
เจ้าดารารัศมีและนางข้าหลวงที่แต่งกายตามอย่างวัฒนธรรมล้านนา (ภาพจากบทความ “พระกรณียกิจของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ตอนที่ 7” เว็บไซต์สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ภายในพระตำหนักแห่งนี้ เจ้าดารารัศมีและข้าหลวงชาวเชียงใหม่ต่างดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมล้านนา คือ นุ่งซิ่น มวยผม อู้คำเมือง เรียกได้ว่ายกเชียงใหม่มาไว้ที่กรุงเทพฯ ก็ว่าได้ ดังที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายไว้ในนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ว่า

“…ตำหนักเจ้าดารานับว่าแปลกกว่าที่อื่นทั้งสิ้น เพราะข้าหลวงนุ่งซิ่นไว้ผมมวย แต่งกายอย่างชาวเมืองเชียงใหม่ พูดภาษาเมืองเหนือทั้งตำหนักและเป็นที่เดียวที่มีเมี่ยงแจกกันกินเป็นประจำ…”

อย่างไรก็ตาม เวลานั้นชนชั้นนำของสยามมองคนเชียงใหม่หรือล้านนาว่าเป็น “ลาว” ที่ด้อยกว่าสยาม ซึ่งเจ้าดารารัศมีเองก็คงจะทรงทราบอยู่บ้าง จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงเลือกจะแสดงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมล้านนา เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมส่วนกลาง

เจ้าดารารัศมี นุ่งซิ่น เจ้าดารารัศมีซื้อสร้อยเพชร
เจ้าดารารัศมีทรงนุ่งซิ่น (ภาพจากบทความ “ผ้าซิ่นในพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ตอนที่ 3” เว็บไซต์สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

“อย่าลืมว่าพระตำหนักของเจ้าดารารัศมีที่สร้างโดยเงินพระบิดาท่านนั้นถือว่ามีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเขตพระราชฐานชั้นใน อันแสดงให้เห็นว่าเจ้าดารารัศมีนั้นแม้จะเป็น ‘ลาวแต่รวย’ แถมเป็นถึงพระธิดาของเจ้าประเทศราช

ผมว่าเหตุนี่เองที่ทำให้เจ้าดารารัศมีมีทุนและพลังที่จะต่อสู้กับวัฒนธรรมราชสำนักกรุงเทพฯ โดยเลือกที่จะต่อต้านหรือถ้าใช้คำสมัยใหม่ก็คือ ‘อารยขัดขืน’” อ. สมฤทธิ์ ระบุในบทความ

ความรวยดังกล่าวกลายเป็นต้นตอข่าวลือว่า เจ้าดารารัศมีซื้อสร้อยเพชรให้สุนัขทรงเลี้ยง

มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งมีคนนำสร้อยเพชรมาขายในเขตพระราชฐานชั้นใน เป็นสร้อยที่สวยงามแต่ราคาแพง ไปขายให้เจ้านายตำหนักไหนก็ไม่มีใครซื้อ

พอมาถึงตำหนักเจ้าดารารัศมี พระองค์ก็ทรงซื้อทันที แล้วเอาใส่คอสุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นก็ให้วิ่งไปรอบๆ พระบรมมหาราชวัง ใครเห็นก็จำได้ว่าเป็นสุนัขของเจ้าดารารัศมี และจำสร้อยเพชรราคาแพงนั้นได้

เรื่องนี้ อ. สมฤทธิ์ วิเคราะห์ว่า ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าจริง น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อเล่าสนุกๆ โดยคนของฝ่ายเจ้าดารารัศมี ที่ต้องการตอบโต้คนของฝ่ายราชสำนักกรุงเทพฯ

นิทานแบบนี้ก็ไม่ต่างจากเรื่องศรีธนญชัยของภาคกลาง เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญาของอีสาน หรือกะต๊ำป๋าค่ำตุ๊ของภาคเหนือ ทางจิตวิทยาสังคมมองว่านิทานแบบนี้เป็นการปลดปล่อยภาวะกดดันของคนที่มีฐานะต่ำกว่าและไร้ทางสู้

ประเด็นเจ้าดารารัศมีทรงซื้อสร้อยเพชรให้สุนัขทรงเลี้ยงใส่วิ่งไปรอบๆ วังหลวง จึงน่าจะเป็นเรื่องการปลดปล่อยของคนเชียงใหม่ในราชสำนักกรุงเทพฯ หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นภายหลังโดยผู้ที่รักและเทิดทูนเจ้าดารารัศมีก็เป็นได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 กันยายน 2568