“ปืนพระราม 6” มีที่มาอย่างไร? ใช้ในกองกำลังใดของไทย? ใช้ครั้งแรกเมื่อใด?

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ กองเสือป่า 1 พฤษภาคม ปืนพระราม 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายร่วมกับเหล่าเสือป่า (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

เราอาจคุ้นกับคำว่า ถนนพระรามที่ 6, เขื่อนพระราม 6, สะพานพระราม 6 ฯลฯ แต่กับ “ปืนพระราม 6” ที่มีคำว่า “พระราม 6” เหมือนกัน คนยุคนี้อาจไม่เคยได้ยินหรือรู้จัก แล้วปืนนี้มีที่มาอย่างไร

ก่อนชื่อ “ปืนพระราม 6”

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตั้ง “กองเสือป่า” ขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ด้วยมีพระราชประสงค์เพื่อฝึกหัดข้าราชการพลเรือนให้เป็น “กำลังรักษาถิ่น” สามารถช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่นของตน และช่วยเหลือกิจการทหารในแนวหลังยามเกิดสงคราม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงซ้อมรบเสือป่า ณ ค่ายหลวงบ้านไร่ เมืองราชบุรี ปืนพระราม 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงซ้อมรบเสือป่า ณ ค่ายหลวงบ้านไร่ เมืองราชบุรี (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

แต่ต่อมาทรงมีพระราชประสงค์จะให้กองเสือป่าเข้าร่วมรบกับกองทหารด้วย จึงมีการจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ที่เรียกว่า “กองเสนา” ทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 10 กอง แต่ละกองมีกำลังพลเทียบเท่า “กองพลทหารราบ”

เหตุนี้ เสือป่าจึงจำเป็นต้องมีอาวุธประจำกาย และต้องฝึกการใช้อาวุธนั้นๆ 

หากกองเสือป่าที่ตั้งขึ้นใหม่ๆ บรรดาเสือป่ายังไม่มีอาวุธประจำกายหลักอย่าง “ปืนเล็ก” เป็นของตนเอง เพราะกองเสือป่ายังไม่มีงบประมาณที่จะจัดซื้อปืนเล็กที่ทันสมัย และการจัดซื้อปืนเล็กจำนวนมากๆ จากต่างประเทศต้องใช้เวลาในการสั่งและผลิตพอสมควร

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงว่าจ้างบริษัทอังกฤษผลิต ปืนเล็ก ลี เอนฟีลด์ มาร์ค ทรี (Lee Enfield Mark III) ใช้ลูกกระสุนขนาด .303 ซึ่งเป็นแบบที่กองทัพอังกฤษใช้อยู่ขณะนั้นเข้ามาใช้ในกองเสือป่า ระหว่างรอปืนดังกล่าวก็ให้ยืมปืนเล็กจากหน่วยทหารที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงมาใช้

ปืนพระราม 6
ทหารอินเดียขณะกำลังใช้ปืนเล็ก ลี เอนฟีลด์ มาร์ค ทรี (ภาพจาก wikimedia.org)

เมื่อบริษัทอังกฤษทยอยส่งปืนให้กองเสือป่าเป็นงวดๆ โดยเป็นเพียงหน่วยเดียวที่ใช้ปืนประเภทนี้ ปืนนำเข้าดังกล่าวจึงได้ชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “ปืนเสือป่า”

ที่มาคำว่า “พระราม 6”

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459 ที่ประชุมคณะพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ มี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นประธาน มีความเห็นว่า ควรสถาปนาพระปรมาภิไธย “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” เสียใหม่ โดยใช้ “สมเด็จพระรามาธิบดี” เป็นคำนำพระนามแทน “สมเด็จพระปรเมนทร”

ด้วยเหตุผลว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าอู่ทองเสวยราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ก็ทรงใช้พระนามว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์ของกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ทรงใช้พระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี”

คำว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” เป็นพระมหามงคลปรมาภิไธย ประกอบด้วยพระราชสิริกับนามมหาราชธานี และยังใช้เป็นสร้อยอยู่ในพระสุพรรณบัฏ ส่วนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระปรเมนทร” และ “สมเด็จพระปรมินทร” เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ในรัชกาลที่ 3

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระองค์ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ และโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเปลี่ยนพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีทั้ง 6 รัชกาล ให้ถูกต้อง

พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์
พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์

พระปรมาภิไธยในพระองค์เดิมว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” จึงเปลี่ยนเป็น “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” และโปรดลงพระปรมาภิไธยอย่างย่อว่า “ราม ร.”

คำนำพระนาม “พระรามาธิบดี” ที่ทรงใช้อย่างย่อว่า “ราม” นำมาใช้เป็นชื่อสถานที่สำคัญ ทั้งที่สร้างมาก่อนและที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 6 หลายแห่ง เช่น ถนนพระรามที่ 4 ถนนพระรามที่ 5 ถนนพระรามที่ 6 รวมถึงเปลี่ยนชื่อ “ปืนเสือป่า” เป็น “ปืนพระราม 6” ด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

พลโท ดำเนิร เลขะกุล.  “ปืนพระราม 6″ ใน, สารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่ม 1 ก-ม, คณะกรรมการฉลองวันพระราชสมภพครบ 8 รอบ และ 100 ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในงานเปิดหอวชิรานุสรณ์ วันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2524


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 สิงหาคม 2568