ผู้ชายแท้ๆ ยุคสามก๊ก แต่งหน้า-ทาปาก-ใส่เสื้ออบร่ำ ?!?

(จากซ้าย) นางเอียนสี, โจผี, โจสิด, โจหยิน, โจหอง,โจเจียง จาก “ตำนานเรื่องสามก๊ก” ที่ทีมศิลปวัฒนธรรม แต่งหน้า ทาปาก ให้สอดคล้องกับบทความ

ตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์ฉินและฮั่น ผู้ชายจีนถือเอาความล่ำสันเข้มแข็งเป็นความงามในอุดมคติ มีแต่เด็กบําเรอกามและนักร้องนักแสดงอย่างพวกงิ้วจึงจะสําอางอ่อนช้อย แต่ในยุคสามก๊ก ราชวงศ์วุ่ย และราชวงศ์จิ้น พวกผู้ชายค่อยๆ นิยมแต่งหน้า ที่พวกเขาชอบมากที่สุดคือ “ทาปาก” และ “ผัดหน้าทาแป้ง”

พงศาวดารสามก๊ก ภาควุ่ยก๊ก บทหวางเว่ย 2 ประวัติหลิวฟู บันทึกไว้ว่า โจสิดผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น “ยอดคนเด่นแห่งรัชศกเจี้ยนอาน” เพื่อจะต้อนรับหานตานฉุนบัณฑิตขงจื้อผู้มีชื่อเสียง ถึงกับเคย “เข้าที่นั่งช้า ไม่พูดจากับใคร ขณะนั้นอากาศร้อน โจสิดจึงเรียกผู้ติดตามให้เอาน้ำมาให้เขาล้างหน้า แล้วทาแป้ง” แสดงชัดเจนว่าโจสิดทาแป้งนั้นเป็นเรื่องจริง

นอกจากโจสิดแล้ว ลูกผู้ดีมีตระกูลบางส่วนก็ชอบแต่งหน้าทาแป้ง หนังสือสื้อซัวซินอี่ว์ (เรื่องเล่าสํานวนใหม่) บรรพหญงจื้อ หลิวเซี่ยวทําคําอธิบายโดยยกข้อความจากหนังสือ “วุ่ยเลวี่ย (ประวัติสังเขปราชวงศ์วุ่ย)” มาว่า “โฮอั๋น (เหอเอี้ยน-จีนกลาง) หลงรูปตัวเอง ไม่ว่าจะทําอะไรผ้าแป้งไม่เคยห่างมือ เวลาเดินจะมองดูเงาตัวเอง” คํา “ผ้า” ปกติหมายถึง วัสดุที่ทอจากไหม ผ้าแป้งในที่นี้ใช้ประโยชน์อย่างพัฟทาแป้งในปัจจุบัน เป็นถึง หลานโฮจิ้น (เหอจิ้น) แม่ทัพใหญ่ ลูกเลี้ยงของโจโฉและนักปรัชญาผู้โด่งดัง สูงสุดคนหนึ่งในสมัยนั้น แต่โฮอันตลับแป้งไม่ห่างมือ ประจักษ์ชัดว่าเขา “เติมแป้งแต่งหน้า” ได้ทุกเวลา แสดงว่าโฮอั๋นทาแป้งแต่งหน้าอยู่เสมอ

ความนิยมแต่งหน้าทาแป้งนี้เข้มข้นยิ่งขึ้นตลอดมาจนถึงจุดสูงสุด ในยุคราชวงศ์ฉีและเหลียงแห่งราชวงศ์ใต้ ลูกหลานผู้ดีแต่งหน้าทาแป้งกันเกือบทุกคน ไม่ใช่แค่ทาแป้ง แต่ยังใช้ “ถูจู-ทาสีแดง” อีกด้วย คือใช้สีแดงแต่งหน้าทาปาก คล้ายการทาลิ้นจี่ในยุคหลัง ในหนังสือ “เอี่ยนซื้อเจียซวิ่น (คําสอนตระกูลเอี๋ยน)” บทเชี่ยนเสว์ (เตือนให้ใฝ่ศึกษา) กล่าวว่า “ในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ใต้ลูกหลานผู้ดี…ไม่มีที่จะไม่อบเสื้อผ้า กันหน้า ทาแป้ง แต้มแต่งด้วยสีแดง” ความนิยมนี้พัฒนาไปจนทุกคนทําเหมือนกัน เห็นได้ถึงสมัยนิยมอันเข้มข้นในเรื่องนี้

นอกจากทาแป้งแต่งหน้าแล้ว ผู้ชายในยุคสามก๊กยังนิยมอบร่ำเสื้อผ้า โจผีก็ชอบเรื่องนี้ พงศาวดารสามก๊กจี่ ภาควุ่ยก๊ก บทประวัติฟางงี้ บันทึกไว้ว่า “องค์กษัตริย์ (โจผี) ขี่ม้า ม้าไม่ชอบกลิ่นหอมของเสื้อผ้า ตกใจกัดหัวเข่าของพระองค์ จึงกริ้วมาก สังหารม้านั้นทันที” พระเจ้าวุ่ยเหวินตี้ โจผอบรําเสื้อผ้า กลิ่นหอมฉุนจนม้าผวากัดเอาหัวเข่าพระองค์

ดังนั้น ตั้งแต่รัชศกเจี้ยนอานปลายราชวงศ์ฮันเป็นต้นมา ผู้ชายก็ชอบแต่งหน้าอบร่ำเสื้อผ้า กล่าวได้ว่าเป็นความนิยมพิเศษของยุคสมัย ถ้าเช่นนั้นทําไมผู้ชายยุคนั้นจึงนิยมแต่งหน้า

เรื่องนี้มีความสัมพันธ์กับความนิยมในยุคนั้นอย่างยิ่ง ในสังคมจีน ยุคราชวงศ์ฮั่น, สืบเนื่องมาจากความรุ่งเรืองของลัทธิขงจื๊อ, กิริยาวาจาของผู้มีการศึกษาถูกกล่อมเกลาให้เป็นมาตรฐานตามแบบแผนจริยธรรมของลัทธินี้ กรอบแห่งมาตรฐานนี้กําหนดให้คนต้องรักษาคุณธรรมประเพณีในเรื่องต่างๆ ในทางความคิดต้องยอมรับและปฏิบัติตาม “ซานกัง-หลักทั้งสาม (ประมุขเป็นหลักของขุนนาง, สามีเป็นหลักของภรรยา, บิดาเป็นหลักของบุตร-ผู้แปล) ยอมรับอํานาจรัฐและลัทธิเทวราชทางการปกครองโดยอัตโนมัติ ห้ามแสดง “ความเห็นชั่วร้ายนอกรีต” พฤติกรรมภายนอกต้องปฏิบัติตามจารีตและหลักการทั้งหลายของลัทธิขงจื้อ ห้ามทําตามใจตัว

กล่าวโดยสรุป ตามข้อกําหนดดังกล่าว ผู้มีการศึกษาต้องเชื่อฟัง กตัญญูต่อบุพการี เคารพรักพี่น้อง ประหยัด ขยัน จงรักภักดี อ่อนน้อมถ่อมตน รักษาจารีต ใฝ่พัฒนาตนให้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม ดังนั้น ผู้มีการศึกษาในยุคนี้ส่วนมากจะมีบุคลิก ภาพสํารวม วิธีคิดและพฤติกรรมของพวกเขาจะมีลักษณะร่วมกันมาก ต่างกันน้อย แสดงออกถึงลักษณะพิเศษของบุคลิกภาพกลุ่มซึ่งขาดความเป็นปัจเจก

แต่ทว่าเนื่องจากความเสื่อมโทรมของจักรวรรดิฮั่น มาตรฐานอันค่อนข้างจะแข็งทื่อตายด้านของลัทธิขงจื๊อนี้ค่อยๆ ถูกละเลยไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คน ปัญญาชนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งถึงกับเริ่มคิดที่จะทลายกรอบมาตรฐานนี้ โจโฉเป็นตัวแทนของคนกลุ่มนี้ ประกาศรับสมัคร คนของเขาระบุชัดเจนว่า “ขอเพียงเก่งก็รับบรรจุ”

สังคมยุคนั้นตอบสนองเรื่องนี้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ผู้คนจึงยิ่งไม่อยากรับกรอบมาตรฐานของลัทธิขงจื๊อมาจํากัดวิถีชีวิตคน ดังนั้น พฤติกรรมที่ต้องการความเป็นปัจเจกของตนจึงค่อยๆ ปรากฎ ผู้ชายแต่งหน้าใช้เครื่องสําอางก็เป็นผลิตผลโดยตรงของค่านิยมดังกล่าว (เฉิงเสี่ยวฮั่น)

 ข้อมูลจาก

หลี่ฉวนจวินและคณะ เขียน, ถาวร สิกขโกศล แปล. 101 คำถามสามก๊ก, สำนักพิมพ์มติชน 2556


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ : 6 พฤศจิกายน 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป