จุดหมายปลายทางของสมุทรยาตราทั้ง 7 ครั้ง “กองเรือเจิ้งเหอ” ไปไหน ทำอะไรบ้าง?

เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที ผู้บัญชาการ กองเรือมหาสมบัติ กองเรือเจิ้งเหอ ยุคราชวงศ์หมิง

“เจิ้งเหอ” แม่ทัพขันทีมุสลิมสมัยราชวงศ์หมิง ผู้นำ “กองเรือมหาสมบัติ” หรือกองเรือเจิ้งเหอออกท่องน่านน้ำต่าง ๆ ทั่วโลกเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 เพื่อประกาศแสนยานุภาพทางทะเลของจีน และบุกเบิกเส้นทางการค้าตั้งแต่ทะเลจีนใต้ไปถึงมหาสมุทรอินเดีย ก่อนชาวยุโรปจะค้นพบและเข้ามามีบทบาทในน่านน้ำแถบนี้ในภายหลัง

หุ่นขี้ผึ้ง เจิ้งเหอ
หุ่นขี้ผึ้งเจิ้งเหอในพิพิธภัณฑ์ทางทะเลกวนโจว (ภาพ Wikimedia Commons)

สมุทรยาตราของกองเรือเจิ้งเหอที่เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1405-1433 (พ.ศ. 1948-1976) มีทั้งหมด 7 ครั้ง แต่ละครั้งล้วนเป็นขบวนเรือขนาดใหญ่โตมโหฬาร และมีกองกำลังพร้อมรบติดไปด้วย กองเรือเหล่านี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหนและไปทำอะไรบ้าง?

การเดินทางครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1405-1407)

กองเรือมหาสมบัติขบวนแรกเป็นขบวนที่ใหญ่โตมาก เจิ้งเหอนำขบวนเรือที่ประกอบด้วยเรือขนาดต่าง ๆ 317 ลำ เป็นเรือขนาดใหญ่ถึง 62 ลำ ในจำนวนนี้คือเรือธง 4 ลำ กำลังพล 27,800 คน ออกเดินทางจากเมืองท่าหลิวเจีย เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู มีปลายทางอยู่ที่ เมืองคาลิคัท เมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย เพื่อติดต่อการค้าและสำรวจมหาสมุทรอินเดีย

การเดินทางครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1407-1409)

แม้เจิ้งเหอไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่เขาคือผู้รับนโยบายจากจักรพรรดิหย่งเล่อ โดยมอบหมายให้ขันทีคนสนิทนำขบวนเรือไปยัง ทะเลตะวันออก (เกาหลีกับริวกิว) แล้วลงใต้มาจัดการความขัดแย้งของ อันนัม กับ จามปา (บริเวณเวียดนาม) และ ส่งราชทูตสยาม ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกลับมาตุภูมิ

การเดินทางครั้งนั้นประกอบด้วยเรือ 249 ลำ และกำลังพลเกือบ 30,000 คน ไปสิ้นสุดการเดินทางที่ คาลิคัท ในอินเดีย ด้วยเหตุผลทางการค้าเช่นเคย

การเดินทางครั้งที่ 3 (ค.ศ. 1409-1411)

เป้าหมายคือ กำราบกษัตริย์แห่งศรีลังกา ผู้แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อกองเรือในการเดินทางครั้งแรก และแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง มะละกา กับ สยาม เพื่อให้การเดินเรือค้าขายบริเวณช่องแคบมะละกาเป็นไปโดยสวัสดิภาพ

เจิ้งเหอนำเรือขนาดใหญ่ 48 ลำ ไปกับกำลังพล 38,000 คน พร้อมราชโองการจากหย่งเล่อสำหรับรับรองสุลต่านแห่งมะละกา และรับประกันความปลอดภัยของมะละกาจากการคุกคามของสยามและมัชปาหิตในชวา

แต่เมื่อไปถึงศรีลังกาก็พบว่าที่นั่นเกิดจลาจล เพราะสงครามกลางเมืองระหว่างชาวฮินดู (ทมิฬ) พุทธ (สิงหล) และมุสลิม สุดท้ายเจิ้งเหอสามารถยึดศรีลังกาได้ แล้วจับกษัตริย์ส่งไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิหมิงผลลัพธ์จากการแผ่อำนาจครั้งนั้นทำให้มีคณะทูตนานาประเทศ ทั้งเบงกอล ชวา คาลิคัท โคชิน มะละกา รวมถึงศรีลังกา ส่งบรรณาการมาถวายหย่งเล่อด้วย

การเดินทางครั้งที่ 4 (ค.ศ. 1413-1415)

มีคำสั่งให้เจิ้งเหอเดินทางไปถึงอ่าวเปอร์เซีย ประกอบด้วยเรือ 63 ลำ และกำลังพล 28,000 คน ใช้เส้นทางเดิม แต่แวะจัดการปัญหาระหว่างจามปากับอันนัมอีกครั้ง ก่อนจะไปถึง เมืองฮอร์มุส ริมอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเมืองมั่งคั่งร่ำรวย มีสินค้านานาชนิดที่ราชสำนักจีนต้องการ

ระหว่างเดินทางกลับ กองเรือแวะที่ เกาะสุมาตรา ช่วยกษัตริย์พื้นเมืองในสงครามกลางเมือง จับหัวหน้ากบฏกลับไปประหารที่เมืองจีน และปราบโจรสลัดชาวจีนโพ้นทะเลนาม เฉิน จูอี้ ซึ่งอาละวาดในแถบนั้น

เจิ้งเหอยังแบ่งกองเรือเป็นหลายกอง กองหนึ่งแวะ เบงกอล อีกกองเดินทางเลียบเลาะชายฝั่งแอฟริกาไปถึง ดินแดนโมซัมบิค (ตรงข้ามเกาะมาดากัสการ์) และอีกกองไปทางทะเลแดง เพื่อขึ้นฝั่งที่ เมืองเอเดน และส่งกองกำลังส่วนหนึ่งเดินบกไปถึง นครมักกะฮ์

กองเรือมหาสมบัติกองที่ 4 กลับจีนพร้อมสัตว์แปลก ๆ จากต่างแดน เช่น ยีราฟ สิงโต เสือดาว นกกระจอกเทศ ฯลฯ สร้างความตื่นเต้นให้ราชสำนักและชาวจีนอย่างมาก รวมไปถึงกษัตริย์และทูตจาก 19 ประเทศ ทั้งที่ขอตามขบวนเรือมาและมาเองหลังจากนั้นเพื่อเข้าเฝ้าหย่งเล่อ

เส้นทางเดินเรือ กองเรือมหาสมบัติ กองเรือเจิ้งเหอ
เส้นทางเดินเรือของกองเรือมหาสมบัติ (ภาพโดย Seasonsinthesun ใน Wikimedia Commons สิทธิการใช้งาน CC BY-SA 4.0)

การเดินทางครั้งที่ 5 (ค.ศ. 1417-1419)

หย่งเล่อทรงมีบัญชาให้เจิ้งเหอนำกองเรือไปส่งกษัตริย์และทูตทั้ง 19 ประเทศ กองเรือออกเดินทางผ่านจามปา ชวา ปาเล็มบัง ซามูเดร่า อาเจะห์ในสุมาตรา มะละกา มัลดีฟส์ คาลิคัท โคชิน ฮอร์มุส และเอเดน ระหว่างทางได้แบ่งกองเรือออกเป็นกองย่อย ๆ เพื่อไปส่งกษัตริย์และทูตกลับดินแดนของตน

กองเรือยังเลียบชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกลงไปทางใต้ของ “จะงอยแอฟริกา” (Horn of Africa) ไปถึง โมกาดิสชู บราว่า (โซมาเลีย) มาลินดี (เคนยา) และมีทูตจากอาณาจักรต่าง ๆ ขอโดยสารติดมาด้วยอีกเช่นเคย

การเดินทางครั้งที่ 6 (ค.ศ. 1422-1423)

เจิ้งเหอนำเรือ 41 ลำ เดินทางไปถึง ซามูเดรา บริเวณภาคเหนือของสุมาตรา แล้วแบ่งกองเรือไปยังมหาสมุทรอินเดียและทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะชายฝั่งแอฟริกาที่เปรียบเสมือน “ขุมทอง” ทางการค้าของจีนไปแล้ว โดยกองเรือหลักเดินทางไปถึง โซฟาลา ตรงข้ามโมซัมบิคในแอฟริกาตะวันออก

อย่างไรก็ตาม เดือนกันยายน ปี 1422 เจิ้งเหอต้องพาเรือจำนวนหนึ่งกลับจีนก่อนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากข่าวการประชวรของหย่งเล่อ และสถานการณ์อันตึงเครียดในราชสำนักแห่งใหม่ที่นครเป่ยจิง (ปักกิ่ง)

ค.ศ. 1424 จูเกาชื่อ โอรสองค์โตของหย่งเล่อครองราชย์ และมีพระบรมราชโองการยกเลิกการส่งกองเรือมหาสมบัติออกท่องทะเล

การเดินทางครั้งสุดท้าย (ค.ศ. 1431-1433)

มีการรื้อฟื้นกองเรือมหาสมบัติอีกครั้งในสมัย จูจ่านจี (พระราชโอรสของจูเกาชื่อ) เพื่อรื้อฟื้นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของจีนอีกครั้ง เจิ้งเหอที่ย่างเข้าสู่วัย 60 ปี จึงได้รับบัญชาให้นำกองเรือออกท่องสมุทรอีกครา

ครั้งนี้เจิ้งเหอออกทะเลด้วยเรือกว่า 300 ลำ กำลังพล 27,000 คน จากนั้นแบ่งกองเรือออกเป็นกองย่อยไปยังดินแดนที่ขาดการส่งบรรณาการ เตือนสยามไม่ให้คุกคามมะละกา และไปยังคาลิคัท จากนั้นส่งอีกกองเรือไปสำรวจชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก เชื่อว่าเจิ้งเหอไม่ได้ไปกับคณะดังกล่าว และเสียชีวิตระหว่างเดินทางวกกลับเมืองจีน ด้านกองเรือที่สำรวจแอฟริกาได้มุ่งลงใต้ไปถึง มอมโมซา ในเคนยาก่อนจะวกกลับ

เมื่อสิ้นเจิ้งเหอ กองเรือมหาสมบัติจึงถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ

แผนที่ คัดลอก จาก ยุคของ เจิ้งเหอ
แผนที่ในความครอบครองของนักสะสมชาวจีน ซึ่งมีผู้อ้างว่าเป็นฉบับที่คัดลอกมาจากต้นฉบับที่เขียนขึ้นในยุคของ “เจิ้งเหอ”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

สืบแสง พรหมบุญ ; รศ. ดร. (2549). เจิ้งเหอ ซำปอกงและอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มีนาคม 2567