ชาวฝรั่งเศสชี้ “ระบบทาส” สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ 300 กว่าปีก่อน ถูกใช้แรงงานหนัก-เป็นนางบำเรอ

ภาพ ยูเดีย หรือ กรุงศรีอยุธยา ภาพกรุงศรีอยุธยา ประกอบเรื่อง ยุวกษัตริย์
ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา หรือเมื่อ 300 กว่าปีก่อน มีชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาไม่น้อย ทั้งที่เป็นบาทหลวงและพ่อค้า ชาวตะวันตกเหล่านี้ได้เขียนบันทึกสภาพสังคมที่ได้พบเห็น รวมทั้งบันทึกเรื่องระบบทาสสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ที่ในยุคนั้นเป็นเรื่องปกติในสยาม แต่สำหรับพวกเขาแล้วสิ่งที่พบดูจะแตกต่างจากวัฒนธรรมและวิถีปฏิบัติของชาวตะวันตก

ไพร่ อยุธยา ระบบทาส
ไพร่ ที่เป็นฝีพายเรือของเจ้านายและขุนนางสมัยอยุธยา ลายเส้นจากหนังสือจดหมายเหตุ ลา ลูแบร์

ระบบทาสสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กับการทำงานหนัก

ธวัชชัย พิณะพงษ์ เล่าไว้ในบทความ “ภาพลักษณ์ระบบทาสของราชอาณาจักรอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผ่านสายตาชาวตะวันตก” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2567 ตอนหนึ่งว่า

เชอวาลิเยร์ เดอ ฟอร์บัง (Chevalier de Forbin) หนึ่งในนายทหารที่ร่วมเดินทางมากับคณะทูตชุดแรกของเชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ (Chevalier de Chaumont) ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสทรงส่งมายังราชอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 2228 กล่าวถึงทาสจำนวน 30 คน ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานให้เขาไว้ว่า

“ในที่สุดพระนารายณ์มหาราชพระราชทานบ้านให้ข้าพเจ้าอยู่หนึ่งหลัง และทาสไว้รับใช้สามสิบคน กับช้างอีกสองเชือก ค่าอาหารสำหรับเลี้ยงคนใช้นั้น ข้าพเจ้าจ่ายเพียงวันละหนึ่งเฟื้องเท่านั้น เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่กินเหล้า และอาหารก็ถูกมาก”

ธวัชชัยบอกในบทความอีกว่า การครอบครองทาสคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสให้ความสนใจไม่ใช่น้อย ดังที่เราสามารถพบเห็นได้ในหลักฐานที่เป็นบันทึกส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งส่วนมากถูกเขียนขึ้นในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในราชอาณาจักรอยุธยา

หลักฐานจำพวกนี้ บ่อยครั้งมักจะมีข้อคิดเห็นในด้านลบเกี่ยวกับธรรมเนียมการมีทาสของชาวสยาม การที่จะต้องถูกขายและบังคับให้ทำงานอย่างหนักนับเป็นสิ่งที่โหดร้าย

เรื่องดังกล่าวนี้ บาทหลวง เดอะ แบส (Père de Beze) ซึ่งเดินทางมากับคณะทูตชุดที่ 2 ได้รายงานเกี่ยวผลประโยชน์ที่เกิดจากทาสของขุนนางสยามท่านหนึ่งไว้ว่า

“นอกจากนั้น ท่านยังมีทาสถึงแปดพันคน ซึ่งทำงานให้ท่านอยู่ในที่ต่างๆ กันทั่วราชอาณาจักร อันเป็นการทำรายได้ให้ท่านอย่างอเนกอนันต์”

จะเห็นได้ว่า การมีทาสไว้ในครอบครองจำนวนมากๆ ในแง่หนึ่งนั้นคือการเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับผู้เป็นนาย ทาสจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้ผู้คนในสังคมให้การยอมรับและนับถือ

แผนที่กรุงศรีอยุธยา หมอแกมเฟอร์
ภาพประกอบ – แผนที่กรุงศรีอยุธยาฉบับร่างของหมอแกมเฟอร์ แสดงสถานที่สำคัญในพระนคร

เมื่อทาสต้องตกเป็นนางบำเรอ

ธวัชชัยเล่าต่อไปอีกว่า สมัยอยุธยามีการใช้ทาสในฐานะนางบำเรอเพื่อสนองกามารมณ์ การใช้ทาสในลักษณะนี้มีมาอย่างยาวนาน ซึ่ง บาทหลวง เดอะ แบส นับว่าเป็นผู้หนึ่งที่แสดงทัศนคติต่อเรื่องนี้ไว้อย่างแหลมคม

การมีนางทาสผู้งามเลิศในจำนวนมากๆ ในด้านหนึ่งคือเงื่อนไขที่อยู่ฟากตรงข้ามกับคริสต์ศาสนา ซึ่งนับว่าเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญในชีวิตของเขาในฐานะบาทหลวงผู้ยึดมั่น บาทหลวง เดอะ แบส ได้รายงานเงื่อนไขที่เป็นข้อขัดแย้งกับหลักของคริสต์ศาสนาไว้ตอนหนึ่งว่า

“ด้วยภาพภายในประเทศนี้จะหาบุคคลที่ประพฤติขัดต่อพระคริสต์ธรรมได้ไม่ยากเลย บรรดาชาวยุโรปและแม้ผู้ที่นับหน้าถือตากันว่าเป็นสัปปุรุษก็มักจะนิยมทำตามแบบชาวพื้นเมือง กล่าวคือมีหญิงสาวไว้บำเรอตนเองเป็นโขยง เลือกล้วนนางทาสีที่มีรูปโฉมโนมพรรณงดงามที่สุดเท่าที่จะรวบรวมไว้ได้ และแทนที่จะมีความละอายกลับถือว่าเป็นสิ่งประดับบารมีของตนไปเสียอีก”

การมีนางทาสที่เลอโฉมจำนวนมากสำหรับขุนนางสยาม จึงเป็นอีกสิ่งที่ใช้บ่งบอกและแสดงถึงฐานะอันร่ำรวยและมั่งคั่งของตน

บันทึกของบาทหลวง เดอะ แบส สอดรับกับความเห็นของ นิโกลาส์ แชรแวส (Nicolas Gervaise) ในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์) ที่ระบุตอนหนึ่งว่า

“คนสยามไม่มีกฎทางศาสนาหรือทางมนุษยธรรมอันใดที่ห้ามการมีภรรยาหลายคน ปรากฏว่าทั่วราชอาณาจักรนอกรีตนี้ ได้มีประเพณีดึกดำบรรพ์อนุญาตให้ทำได้อยู่ และถือกันว่าเป็นความจำเป็นเสียด้วย ปัจจุบันนี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญแก่การสถาปนาคริสต์ศาสนาอยู่มาก พวกขุนนางถือว่าการมีเมียน้อยได้หลายคนนั้นเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาอย่างสูง ขุนนางคนใดไม่มีเมียน้อยก็ถือกันว่าเป็นคนอัตคัดเต็มที”

ความเห็นของบาทหลวง เดอะ แบส และนิโกลาส์ แชรแวส ที่มีต่อระบบทาสสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีพื้นฐานอยู่บนกฎเกณฑ์ทางศาสนา ด้วยเหตุนี้ การมีเมียทาสและเมียน้อยของขุนนางสยาม จึงเป็นสิ่งที่บรรดานักบวชในคริสต์ศาสนาแสดงท่าทีไม่ยอมรับอย่างเต็มกำลัง เพราะเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งการเผยแผ่พระคริสต์ศาสนาไม่ให้ได้ความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ควรจะเป็น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 กันยายน 2567