ไขปริศนานัยของ “สิงโตหูตั้ง-หูพับ” ในพระราชวังต้องห้ามแห่งจีน

สิงโตสำริด ประตูไท่เหอ

พระราชวังสถานที่ประทับของพระจักรพรรดิจีน เป็นที่รู้จักและถูกกล่าวขานจากคนทั่วโลกว่ามีแบบแผนวางไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระราชอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในฐานะโอรสแห่งสวรรค์ผู้ปกครองแผ่นดิน

พระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่งได้สะท้อนแนวคิดดังกล่าว โดยนับตั้งแต่มีการสร้างบ้านแปงเมืองจากอาณาจักรต้าหมิง ดังที่ ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม (อชิรัชญ์ ไชยโรจน์พานิช และชาญ ธนประกอบ (แปล). 2563. .18) เขียนไว้ว่า

ภายในวังซึ่งมีพื้นที่ 720,000 ตารางเมตรแห่งนี้ ปัจจุบันมีอาคารมากกว่า 9,000 ห้อง (“ห้องในที่นี้คือหน่วยนับพื้นที่ โดยพื้นที่ระหว่างเสา 4 มุมนับเป็น 1 ห้อง) หลังจากเปลี่ยนสถานะเป็นพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันเก็บรักษาโบราณวัตถุ 1,807,558 ชิ้น (จากการสำรวจ .. 2011) ตัวเลขและเรื่องราวที่มากมายจนกล่าวไม่ได้หมดนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละมากกว่าล้านคนให้มาซาบซึ้ง ฮึกเหิม และสะเทือนอารมณ์ไปกับสถานที่ที่อยู่ระหว่างอดีตกับปัจจุบันได้มาอยู่ภายในสมบัติล้ำค่าที่สำคัญที่สุดและใหญ่โตที่สุดในโลก (หมายถึงวังแห่งนี้) เพื่อสัมผัสสิ่งที่เรียกว่าความรุ่งโรจน์และเสื่อมสลายของโลกมนุษย์

ดังนั้น ในพระราชวังต้องห้ามจึงมีสิ่งที่เป็นปริศนาที่ไว้คอยเตือนผู้คนที่ได้เข้ามาเป็นข้าราชการขององค์พระจักรพรรดิไว้หลายอย่าง ดังปรากฏให้เห็นตามพื้นที่สำคัญ เช่น “ประตูไท่เหอ” ซึ่งมีประติมากรรมสิงโตหล่อสำริดคู่หนึ่ง สูงถึง 3 เมตร แผงคอมีลักษณะขดม้วน ที่คอแขวนกระดิ่ง มีสร้อยแกะสลักมีลวดลายมังกรและพรรณพฤกษานานพันธุ์ และศีรษะที่ค้อมลงเล็กน้อย อีกทั้งสายตาที่จับจ้องมองเบื้องหน้า เท้าขวาที่กางกงเล็บออกเหยียบลูกบอลไว้ และหูที่ตั้งขึ้นคอยรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยความตั้งใจ

ผู้เขียนกับสิงโตสำริด ประตูไท่เหอ

อีกฟากหนึ่งในระดับระนาบเดียวกันก็มีสิงโตเพศเมีย ซึ่งกำลังเล่นกับลูกสิงโตตัวน้อยที่นอนหงายยอมแพ้และให้มีความสุขภายใต้กงเล็บอันแหลมคมของสิงโตผู้เป็นแม่ และที่สำคัญหูของสิงโตทั้งคู่ตั้งเสมออยู่ตลอดเวลานั้นเอง

ส่วนประตูอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมีชื่อว่าประตูเฉียนชิงซึ่งเป็นประตูที่ด้านหน้าประดับประติมากรรมทองแดงปิดทองรูปสิงโตคู่ ซึ่งมีขนาดย่อมกว่าและมีลักษณะเด่นพิเศษคือหูพับลง

สิงโตทองแดง ประตูเฉียนชิง

ปริศนาของสิงโตที่ตั้งอยู่ตรงประตูไท่เหอ และ ประตูเฉียนชิงจึงเป็นสิ่งย้ำเตือนจิตใจของผู้คนที่อาศัยภายใต้พระบรมโพธิสมภารขององค์พระจักรพรรดิได้ตักเตือนตนเองอยู่เสมอเพราะว่า ประตูไท่เหอนั้น ตามที่อชิรัชญ์ ไชยโรจน์พานิช และชาญ ธนประกอบ (แปล). 2563 .52 เขียนไว้ว่า 

“สมัยพระจักรพรรดิหย่งเล่อจึงใช้ประตูเฟิ่งเทียน (สมัยชิงเรียกประตูไท่เหอ) เป็นสถานที่ออกว่าราชการ เกิดธรรมเนียมประตูหลวงฟังข้อราชการในสมัยหมิงและชิง โดยองค์จักรพรรดิประทับ ที่แห่งนี้เพื่อรับการถวายความเคารพจากขุนนาง และออกพระบรมราชโองการต่าง ๆ ไม่ว่าจักรพรรดิจะปรากฏพระองค์หรือไม่ ขุนนางทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารก็ต้องมากระทำพิธีเข้าเฝ้าที่ประตูดังกล่าวทุกเช้า

แต่ในขณะเดียวกันประตูเฉียนชิงเป็นประตูทางเข้าต้าเน่ยซึ่งหมายถึง หน่วยงานราชการตลอดจนถึงหมู่พระที่นั่ง หรือตำหนักของพระราชวงศ์ ได้แก่ หวงไท่โฮ่ว และรวมถึงเป็นที่ประทับขององค์พระจักรพรรดิอีกด้วย จนเกิดคำกล่าวว่าไท่เหอเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง ส่วนต้าเน่ยเป็นพื้นฐานของคุณธรรม

สิงโตคู่ที่หน้าประตูไท่เหอหูตั้งเพราะคอยรับพระบรมราชโองการปฏิบัติหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณคอยบำบัดทุกข์บำรุงของราษฎร และบนพื้นที่เดียวกันสิงโตคู่ที่หน้าประตูเฉียนชิงหูพับเพราะฝ่ายในต้องรู้จักเก็บความลับ รู้จักการประมาณตนใช้ชีวิตให้เรียบง่าย รู้จักตริตรองเรื่องต่าง ๆ ที่ได้รับฟังมา และอะไรควรทำ อะไรควรรู้ หรือโดยสรุปคือ ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้าเท่านี้ก็คงจะเข้าใจ

สิงโตทองแดง ประตูเฉียนชิง

อ้างอิง :

จ้าวกว่างเชา เขียน. อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช และ ชาญ ธนประกอบ (แปล). (2563). ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มติชน.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 มีนาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป