“แรกนาขวัญ-นาตาแฮก” การสร้างขวัญและกําลังใจของเกษตรกร

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล(จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร เขียนในสมัยรัชกาลที่ 5)

เดือนหก ทางจันทรคติของชุมชนท้องถิ่นพวกหนึ่งในอุษาคเนย์ เริ่มเข้าวันแรกขึ้น 1 ค่ำ เดือนหก เมื่อ เทียบปฏิทินสากลทางสุริยคติ ปี 2562 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562

ขณะที่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยานับเดือนหก แต่ทางล้านนาและบางท้องถิ่นที่อยู่ตอนบนของภูมิภาคจนถึงทางใต้ของจีน นับเป็นเดือนแปดแล้ว เพราะนับเร็วกว่ากันราว 2 เดือน ตามลักษณะแตกต่างทางภูมิศาสตร์

ประเพณีชาวบ้านช่วงเวลานี้สืบเนื่องจากเดือนก่อน (คือ เดือนห้า) เป็นช่วงเวลาหลังฤดูการเก็บเกี่ยว พืชพันธุ์ธัญญหาร แล้วเริ่มเข้าฤดูการผลิตใหม่ เพราะฝนเริ่มตกแล้ว ถึงเวลาต้องเตรียมเครื่องมือทําไร่ไถนา ที่สําคัญก็คือต้องทําพิธีแรกนาหรือนาแรก ทางอีสานเรียกนาตาแฮก ในทวาทศมาส (โคลงดั้น) เอกสารยุคต้นกรุง ศรีอยุธยา พรรณนาฤดูเดือนหก (ไพศาขย) เริ่มมีฝนตกแล้วว่า “ฤดูไพศาขยสร้อง ฝนสวรรค์” ต่อจากนี้ไปจะมี พิธีแรกนาขวัญทั่วไปในชนบทหมู่บ้านเพื่อสร้างขวัญและกําลังใจให้ชาวนาชาวไร่มีโคลงดั้นบอกว่า “แขไขบ่าวไถนา ถถั่น มานา”

แรกนาขวัญในชนบทหมู่บ้านทุกแห่งจะมีธงปักและผูกคันไถปลิวไปตามลมทุกหนทุกแห่ง ทวาทศมาส (โคลงดั้น) พรรณนาดังนี้

๏เดือนหกเรียมให้ร่ำ  ฤาวาย ท่องหล้า

ยามย่อมชนบทถือ       ท่องหล้า

ธงธวัชโบกโบยปลาย    งอนง่า

คิดว่ากรกวักข้า           แล่นตาม ฯ

๏ทันธงบใช่น้อง  เรียมทรุด

หิวกระหนรนกาม        พรั่นกว้า

ธวัชงอนโบกโบยสุด      ลิ่วลี่

กรใช่กรหน้าหน้า        ใช่น้องนาไถ ฯ

จนถึงปลายกรุงศรีอยุธยาก็ยังมีพรรณนาแรกนาขวัญไว้ในนิราศธารโศกของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ว่า

๏ เดือนหกสรกฝนสวรรค์ จรดนังคัลตามพิธี

แรกนาเข้าธรณี                พี่ดูเจ้าเปล่าใจหาย

๏เดือนหกตกครั่นครื้น     ฝนสวรรค์

พิธีจรดนังคัล                   ก่อเกล้า

แรกนาจอมไอศวรรย์          กรุงเทพ

พี่แลบเห็นเจ้า                  เปล่าแล้วใจหาย

แรกนาขวัญ เป็นภาษาของคนในภาคกลางที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตรงกับภาษาของคนบริเวณสองฝั่ง แม่น้ำโขงว่า นาตาแฮก (แฮก คือ แรก) หมายถึงการไถนาทํานาปลูกข้าวครั้งแรกในนาจําลองขนาดเล็กๆ ที่สมมุติ ขึ้น แล้วมีพิธีสู่ขวัญวิงวอนร้องขอต่ออํานาจเหนือธรรมชาติ (บางที่เรียกผีนาหรือพระภูมินา)จงบันดาลให้ทํานาจริงๆ ได้ผลผลิตเป็นข้าวงอกงามอุดมสมบูรณ์เหมือนนาจําลองที่สมมุติขึ้นครั้งแรกนี้ บางแห่งเช่นภาคเหนือจะทําพิธี สังเวยแม่โพสพพร้อมกันไปด้วย

พิธีอย่างนี้มีมาแต่ดั้งเดิมในชุมชนคนดึกดําบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว สมัยก่อนๆ ทุกคนมีอาชีพทํา นาต้องทํากันทั่วไปก่อนจะลงมือทํานาจริง ต่อมาเมื่อราชสํานักรับแบบแผนฮินดูจากชมพูทวีป (อินเดีย) จึงปรุง แต่งให้สอดคล้องกับพิธีพราหมณ์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์สูงขึ้น เช่น มีพระโคเสี่ยงทาย มีการเชิญเทวดามาเสกเป่า ข้าวเปลือกที่ใช้หว่านในพิธี เมื่อเสร็จงานก็ให้ชาวบ้านแย่งกันเก็บเม็ดข้าวเปลือกไปบูชา และโปรยลงในนาของ ตนเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวมากขึ้น และรอดพ้นจากภัยธรรมชาติ

ภาษาทางราชการเรียก จรดพระนังคัล เป็นคําเขมร (นังคัล คือ ผาลไถนา) แปลว่าไถนาครั้งแรก มี หลักฐานยืนยันในเอกสารเก่าแก่ว่า พระเจ้าแผ่นดินเมื่อราว 700 ปีมาแล้วมอบให้เจ้านายและขุนนางทําพิธีนี้ เพื่อความมั่งคั่งในพืชพันธุ์ธัญญาหารของราชอาณาจักร จะละเว้นมิได้ ต้องทําทุกปี จึงมีสืบเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน

ขวัญ มีอยู่ในคน สัตว์ สิ่งของ และธรรมชาติ

ตัวตนของคนทุกคนในชุมชน (ยุคก่อนรับศาสนาจากอินเดีย) นานมาแล้ว เชื่อว่ามีส่วนประกอบสําคัญอยู่ 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นตัวตนได้แก่ร่างกาย กับส่วนที่ไม่เป็นตัวตนคือขวัญ แม้สัตว์ สิ่งของ และธรรมชาติที่มีขวัญ ทั้งนั้น เช่น ขวัญควาย ขวัญยังข้าว ขวัญนา จึงมีพิธีแรกนาขวัญ

ขวัญต่างจากวิญญาณ (ในคําสอนทางศาสนา) เพราะเมื่อคนตายไปวิญญาณที่ดับหายไป แต่ขวัญไม่หายไปพร้อมเจ้าของที่ตายในทางตรงข้าม ขวัญของผู้ตายยังมีอยู่ แล้วพยายามหาหนทางกลับเหย้าเรือนเดิมของคน ไม่ว่าเหย้าเรือนเดิมจะอยู่ส่วนไหนของโลก

ขวัญมีหน่วยเดียว แต่ถึงกระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่แรกเกิดมาเป็นตัวตน และมีความสําคัญ เท่าๆ กันหมด รวมถึงสําคัญเท่ากับร่างกายด้วย เพราะร่างกายต้องมีขวัญ ถ้าไม่มีขวัญก็ไม่มีชีวิต ฉะนั้นร่างกายที่มีชีวิต ต้องมีขวัญ เช่น ขวัญหัว ขวัญตา ขวัญมือ ขวัญแขน ขวัญขา ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้คนสมัยก่อนจึงเชื่อว่าถ้ามีขวัญอยู่กับร่างกาย เจ้าของขวัญจะมีความสุข แต่ถ้าขวัญออกจากร่างกายไปเจ้าของขวัญที่ก็ไม่มีความสุข ไม่เป็นปกติ อาจเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงตายได้ ฉะนั้นเมื่อคนเราเจ้าของ ขวัญเจ็บป่วยแสดงว่าขวัญไม่ได้อยู่กับตัว มีความจําเป็นต้องจัดพิธีเรียกขวัญ หรือพิธีสู่ขวัญให้กลับเข้าสู่ตัวตน เหมือนเดิม จะได้อยู่ดีมีสุขตามปกติ

พิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญมีชื่อเรียกต่างๆ กันไปตามท้องถิ่น เช่น เรียกขวัญ สู่ขวัญ ทําขวัญ ฯลฯ เป็นพิธีกรรมที่แสดงความผูกพันในระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติระหว่างบุคคลกับครอบครัวและบุคคลกับชุมชน ที่เริ่มมีขึ้นในสังคมกสิกรรมหรือสังคมชาวนาที่ยังล้าหลังทางเทคโนโลยีเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว บรรดาเครือญาติจะจัดขึ้นเมื่อเกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งเหตุดีและเหตุไม่ดี เช่น ฝันร้าย รวมทั้งได้รับอุบัติเหตุเภทภัยจาก สถานการณ์ต่างๆ

ผู้ทําพิธีเกี่ยวกับขวัญด้วยการท่องบ่นคําสู่ขวัญเป็นทํานองอย่างหนึ่งด้วยฉันทลักษณ์กลอนร่าย เรียก หมอขวัญ เป็นคนเดียวกับหมอผี-หมอพร เทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญพิเศษในวิชาความรู้เหมือนนักบวชในศาสนาต่างๆ สมัยหลัง โดยใช้เครื่องมือสื่อสารกับขวัญและอํานาจเหนือธรรมชาติคือดนตรี มีฆ้องกับแคนเป็นหลัก ที่ภายหลังเรียกกลอง-ปี่ หรือปี่-กลองก็ได้

ผู้มีอํานาจเหนือธรรมชาติคือนาค เพราะเป็นผู้พิทักษ์มนุษย์และธรรมชาติ จึงเรียกทํานองเพลงที่แต่งขึ้น เพื่อพิธีกรรมทําขวัญว่านางนาค มีชื่อเป็นเพศหญิงเพราะรากเหง้าเก่าแก่ของสังคมในอุษาคเนย์เรียกผู้หญิงว่า“แม่” หรือ “นาง” หมายถึงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

ในพิธีแรกนาขวัญต้องไถนาแรก หรือนาตาแฮกที่จําลองขึ้นเป็นนามสมมุติ เมื่อผู้นําในพิธีกรรมเริ่มไถนา แรกพนักงานดนตรีปี่พาทย์ต้องเริ่มต้นประโคมด้วยเพลงนางนาคเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ร้องขอความอุดมสมบูรณ์ แก่พืชพันธุ์ปัญญาหาร และอาจตามด้วยเพลงที่เป็นสิริมงคลอื่นๆ ต่อไปให้ยืดยาวได้จนกว่าจะไถนาแรกเสร็จสิ้น ตามที่กําหนดไว้


ข้อมูลจาก

เดือนหก (ชุดประเพณี 12 เดือน) พฤษภาคม 2548,  เอกสารเผยแพร่แบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่สาธารณะ จากมหาวิทยาลัย ศิลปากร

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป