“ศักราช” คืออะไร? ทําไมเรียก “ศักราช”?

ทําไมจึงเรียกจํานวนปีที่ล่วงไปว่าศักราช?

ตามรูปศัพท์ ศักราช หมายถึงราชาแห่งศกะ (คือ ศากยวงศ์แห่งพระพุทธองค์) เพราะการบอกปีในสังคม อินเดียแต่ก่อน นิยมนับตามพระชนมายุของกษัตริย์ว่า เรื่องนั้น บุคคลนั้น ถือกําเนิดขึ้นเมื่อพระราชาอายุเท่านั้น ดังเช่นว่าพระพุทธองค์ประสูติเมื่ออัญชนศักราช 28 ซึ่งหมายความว่า เมื่อพระเจ้าอัญชนะ (พระเจ้าตาของพระพุทธองค์) พระชนมายุ 68 ชันษา พระสิทธัตถกุมารก็ประสูติ ดังนี้เป็นต้น

เอกสารเก่าของอินเดียจึงระบุถึงศักราชต่างๆ ตามพระนามมหาราชที่มีอํานาจมาก เช่น ศักราชวิกรรมาทิตย์ หรือวิกรรมาทิตย์สัมวัติ (สมวัติ = ปี) เป็นต้น ซึ่งมีรายละเอียดอยู่มากในคําอธิบายกันเรื่องพงศาวดารโยนก

ต่อมาคําศักราชจึงเลื่อนความหมายมาเป็นจํานวนปีที่กําหนดนับอย่างใดๆ ก็ได้ที่นิยมกัน ไม่จําเป็นต้องเป็นราชาแห่งศกะ ดังเช่นเราใช้ว่าคริสต์ศักราชนั้น เป็นต้น

การจะนิยมใช้ศักราชชนิดไหนนั้น เป็นเรื่องของประเพณี บางศักราชที่มุ่งนับจํานวนปีที่ล่วงไปอย่าง เดียวดังเช่นพุทธศักราชที่ไทยเราใช้อยู่ทุกวันนี้บางศักราช ที่มุ่งใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น การ คํานวณวิถีโคจรทางดาราศาสตร์ หรือใช้พยากรณ์ในทางโหราศาสตร์ ดังเช่นจุลศักราชนั้น เป็นต้น ดังจะได้ขยายเรื่องราวบอกกล่าวกันตามควรดังต่อไปนี้

ศักราชที่มุ่งแสดงนับเวลาที่ล่วงไปอย่างเดียวย่อม ถือเอาเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็นจุดเริ่ม ดังเช่น พุทธศักราชที่เริ่มนับจากวันปรินิพพานของพระพุทธองค์ นั่นคือหมายเอาวันเพ็ญเดือนวิสาขะเป็นจุดเริ่มหรือจุดสิ้นสุดปี (ต่างจากปัจจุบันที่เปลี่ยนปีในวันที่ 1 มกราคม) จุดวันเพ็ญเดือนวิสาขะนี้ คือจุดที่พระจันทร์เพ็ญโคจรอยู่ ณ ตําแหน่งดาวฤกษ์วิสาขะ หรือเรียกอย่างไทยว่า ดาวหนองลาด หรือ ดาวแขนนาง เป็นนักษัตรในราศีพิจิก นั่นคือดวงอาทิตย์จะอยู่ที่ราศีพฤษภ หรือเรียก ตามระบบสุริยคติว่าเดือนพฤษภาคม

การตรวจสอบพุทธศักราชที่มีการบันทึกไว้ในสมัยก่อน จึงต้องคํานึงถึงเรื่องจุดเปลี่ยนปีที่ต่างจากปัจจุบัน อันอาจทําให้ส่วนเหลื่อมปีมีความสับสน คือ เกณฑ์เทียบกับศักราชอื่นๆ ผิดพลาดไปได้หนึ่งถึงสองปี ดังที่ท่านก่อนๆ บันทึกหรือตั้งเป็นข้อสงสัยไว้

นอกจากนั้น บางประเทศ เช่น ลังกา พม่า นับ เอาปีย่างเข้าเป็นตัวเลขพุทธศักราช ส่วนทางไทยถือเอาปีล่วงแล้วเป็นตัวระบุ ก็ทําให้ศักราชคลาดกันได้หนึ่งปีเช่นเดียวกัน การเทียบระหว่างวัฒนธรรมจึงต้อง คํานึงถึงคติดังกล่าวมา

หรือรัตนโกสินทรศก ถือเอาวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นจุดเริ่มต้น จึงมีเกณฑ์เทียบกับพุทธศักราช 2324 เป็นศักราชที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐานขึ้นใช้ในปี พ.ศ. 2432 (ร.ศ. 108) โดยให้ถือวันที่ 1 เมษายน เป็นวันเริ่มศักราช ได้ใช้ในเอกสารทางราชการจนถึงปี ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) ก็เป็นอันยกเลิก

ส่วนศักราชที่มุ่งใช้ในการคํานวณวิถีโคจรของดาวพระเคราะห์ หรือประโยชน์ทางดาราศาสตร์ นักปราชญ์แต่ก่อนท่านกําหนดวันมหาสงกรานต์เป็นจุดเริ่มและแบ่งปี จุดดังกล่าวนี้คือจุดตัดระหว่างเส้นโคจรดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า สุริยวิถี กับเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า โดยถือเอาวันที่กลางคืนกับกลางวันมีระยะเวลาเท่ากัน เรียกว่าจุดราตรีเสมอภาค หรือวิษุวัต (Equinox) และเพราะแกนของโลกเอียงและหมุนรอบตัวเอง จุดดังกล่าวนี้จะเคลื่อนจากจุดเดิมอย่างช้าๆ ประมาณปีละ 50 วิลิปดา (ในวิชาดาราศาสตร์ว่า แต่เดิมหรือประมาณ 13,000 ปีมาแล้วขั้วโลกเหนืออยู่ที่ตาว Vega ทุกวันนี้เลื่อนมาอยู่ตรงกับดาวเหนือ ในกลุ่มดาวหมีเล็ก และในอนาคตจะเคลื่อนไปที่ดาว Vega อีก มีรอบอยู่ประมาณ 26,000 ปี)

ศักราชที่อาศัยการคํานวณหาวันมหาสงกรานต์นี้ ที่รู้จักและใช้กันอยู่ในเอกสารไทยโบราณคือ กลียุคศักราช มหราศักราช และจุลศักราช  ซึ่งจะได้กล่าวถึงพอสังเขปดังต่อไปนี้

กลียุคศักราช

ตั้งขึ้นจากการคำนวณหาจุดเริ่มต้นกลียุค อันเป็นยุคของโลกปัจจุบัน (ตามความเชื่อว่าโลกมีสี่ยุค คือ กฤตยุค ไตรดายุค ทวาบรยุค และกลียุค) ในพงศาวดารโยนก เริ่มต้นก่อนพุทธศก 2,559 ปี (ในหนังสือเถลิงศก 5,284 ปี นายทองเจือ อ่างแก้ว เทียบ ก.ศ.0 ว่าตรงกับก่อนพุทธศก 2,558 ปี) เป็นระยะวันมหาสงกรานต์อยู่ที่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ (ทุกวันนี้เลื่อนมาอยู่ตรงกับประมาณวันที่ 15 เมษายน ตามตําราว่าวันมหาสงกรานต์จะเคลื่อนออกไปประมาณ 116 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางโหราศาสตร์ภาคคํานวณ

มหาศักราช

ศักราชนี้ พระเจ้าสลิวาหนะ ซึ่งเป็นศากยวงศ์องค์หนึ่งทรงปราบได้ทั่วอินเดียใต้จึงได้ตั้งขึ้นใช้เป็นศักราชใหม่ โดยเริ่มจากวันมหาสงกรานต์แห่งกลียุคศักราช 3180 ตรงกับปีเถาะ มีเกณฑ์เทียบพุทธศักราช 621 ปี เรียกกันแต่เดิมว่าสักสลิวาหนสัมวัติบ้าง สักกะสัมวัติบ้าง เมื่อแพร่หลายมาใช้ในสยามประเทศก็เรียกว่า สักกราชหรือศักราช (อันน่าจะเป็นนัยให้ความหมายเลื่อนเรียกการนับเวลาที่ล่วงเป็นปี และเมื่อจุลศักราชแพร่หลายแทนที่ ชื่อที่เรียกน่าจะได้เปลี่ยนเป็นมหาศักราช ให้คู่กันดังเช่นทุกวันนี้)

จุลศักราช

มีเรื่องราวว่า เมื่อสังฆราชบุพโสรหันสึกจากเพศบรรพชิตชิงราชสมบัติตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งพุกามประเทศ จึงได้ตั้งศักราชใหม่ โดยเริ่มจากวันมหาสงกรานต์ ปีกุน เมื่อกลียุคศักราชล่วงไปแล้วได้ 3,739 ปี (จ.ศ. 1 เทียบ ก.ศ. 3750) มีเกณฑ์เทียบพุทธศักราช 1,181 ปี มีเหตุผลประกอบเพิ่มเติมว่า เพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณวิถีโคจรของดาวพระเคราะห์ เพราะการคิดตามกลียุคสักราชที่ใช้อยู่ขณะนั้น เมื่อแตกศักราชเป็นหรคุณเพื่อหาวันเถลิงศก จะได้ตัวเลขมากหลักจนฟั่นเฝือ (เช่น เพียงหลักว่าตั้ง 292207 ลงคูณด้วยศักราชเท่านั้นเถลิงศกเมื่อลองทําดู 292207 X 3740 ก็ได้ผลลัพธ์ที่ทําให้ตาลายและโอกาสพลาดมีมาก การตั้งศักราชน้อยโดยให้นับหนึ่งใหม่ จึงลดตัวเลขลงได้มาก) ด้วยเหตุนี้จุลศักราชจึงได้รับความนิยมกันมาก ในบรรดาประเทศทั้งปวงในดินแดนอุษาคเนย์

ศักราชที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ในการใช้จริงๆ ก็มีการปะปนและอ้างอิงอาศัยกัน ดังเช่นการใช้พุทธศักราช ซึ่งไทยเรารับมาทางพุทธศาสนาแต่ก่อนๆ มานิยมใช้บอกเวลาในการเทศนาธรรม บอกว่าการเทศน์  ครั้งนั้นได้กระทําในวันนับจากพุทธปรินิพพานได้เท่านั้นๆ ปีเท่านั้นๆ เดือน เท่านั้นๆ วัน แต่ในการกําหนดวันธรรมสวนะ การกําหนดวันเข้าออกพรรษาก็ต้องอาศัยจุลศักราชในการคํานวณหาดิถีที่เป็นวันดับ วันเพ็ญ วันแปดค่ำ การวางอธิกวาร อธิกมาส

ที่เป็นดังนี้เพราะตัวเลขบอกพุทธศักราชไม่ได้เริ่มต้นในวันมหาสงกรานต์ จึงใช้คํานวณหาวิถีโคจรของ ดาวพระเคราะห์ไม่ได้

[พิมพ์ครั้งแรกใน ศิลปวัฒนธรรม (ปีที่ 21 ฉบับที่ 3) เดือนมกราคม 2553]

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป