“กระดาษกับคนเรา ของคู่กัน” มากกว่าจดบันทึก คือวัฒนธรรมที่สืบต่ออย่างบรรจง

แม้ว่าระบบการเขียน และความต้องการที่จะจดบันทึกจะเป็นแรงผลักสำคัญที่ก่อให้เกิดการผลิตกระดาษขึ้น แต่ในทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้กระดาษเพียงเพื่อจดบันทึกอย่างเดียว แต่เรายังใช้ชีวิตอยู่คู่กับมัน สร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมขึ้น

หากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของกระดาษ ชนชาติแรก ชาวอียิปต์โบราณได้มีการผลิตกระดาษขึ้นจากพืชกกที่ชื่อว่า ต้นปาปิรัส (Papyrus) ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า paper ของภาษาอังกฤษ ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า มีการใช้กระดาษปาปิรัสในการจารึกบทสวดและคำสาบาน ที่ถูกบรรจุไว้ในพีระมิดอียิปต์ มาตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่เนื่องจากวิธีการผลิตที่นำเยื่อมาติดซ้อนๆ กัน และมีลักษณะที่ไม่เป็นเนื้อเดียว ทำให้นักวิจัยรุ่นหลังกลับไม่ยอมรับว่าสิ่งนี้ คือ กระดาษ เนื่องจากวัสดุที่ใช้ไม่ได้เป็นแผ่นเนื้อเดียวกัน เพียงแต่นำเยื่อมาติดซ้อนๆ กัน และให้ยอมรับว่า กระดาษของชนชาติจีน คือกระดาษที่แท้จริง เพราะเป็นเนื้อเดียวกัน

ลักษณะกระดาษปาปิรัสของชาวอียิปต์ ผลิตกระดาษโดยนำเนื้อเยื่อมาติดซ้อนๆ กัน

ซึ่งกระดาษของชนชาติจีน เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิโฮตี ในปีค.ศ. 105 โดยชาวจีนผู้มีนามว่า ไซลุง ผู้สามารถผลิตกระดาษจากการใช้เปลือกไม้และเศษแหอวนเก่าๆ ที่นำมาต้มจนได้เยื่อกระดาษ แล้วนำไปเกลี่ยบนตะแกรงและปล่อยให้แห้ง เวลาดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ภายหลังจากการสู้รบระหว่างกองทัพจีนกับมุสลิมในสงครามทัลลัส เมื่อปี ค.ศ. 751 ที่เชลยศึกชาวจีน 2 คน เป็นผู้เปิดเผยวิธีการทำกระดาษแบบจีนให้แก่ชาวมุสลิม แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างกระดาษของชาวมุสลิมกับของชาวจีน คือ ชาวมุสลิมได้ปรับปรุงวิธีการทำกระดาษ โดยใช้ผ้าลินินแทนเปลือกไม้ของต้นหม่อน โดยผ้าลินินนั้นถูกนำไปหมักในน้ำ ซึ่งมันจะไม่เน่าเปื่อย และจะนำเศษผ้าที่ต้มเสร็จแล้ว อันปราศจากกากที่เป็นด่างและสิ่งสกปรกมาตอกด้วยค้อนเพื่อทำให้กลายเป็นเยื่อกระดาษขึ้น และถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้การพัฒนาศิลปวิทยาการในโลกมุสลิมสมัยกลางเจริญก้าวหน้าอย่างมากอีกด้วย

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย คำว่ากระดาษที่เราใช้เรียกกันอยู่ทุกวันนี้นั้นไม่ใช่คำไทย แต่เป็นคำที่แปลงมาจากภาษาโปรตุเกส “Cartas” ทำให้เข้าใจว่าโปรตุเกสเป็นผู้นำกระดาษแบบฝรั่งเข้ามาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา คำว่ากระดาษ จึงติดปากใช้กันมาตั้งแต่สมัยนั้น1 แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าประเทศไทยเราจะไม่ปรากฏหลักฐานของการผลิตกระดาษว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็มีการคาดว่ามีการใช้กระดาษจดบันทึกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ใช้คำว่า กระดาษ ในการเรียก โดยจะเรียกมันว่า ใบสมุด แทน เพราะคำว่าสมุดนั้น หมายถึงเล่ม ดังเช่น สมุดข่อย สมุดไทย2 เป็นต้น

ตัวอย่างการตัดกระดาษ เป็นรูปเสือ และตัวอักษรจีนคำว่า 春 Chūn ซึ่งแปลว่า ฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อเสร็จพิธีกรรมไหว้เจ้าแล้ว ชาวจีนจะนำกระดาษค้อซี หรือกระดาษเงินกระดาษทองที่พับไว้ไปเผา ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งเงินส่งทองไปให้บรรพบุรุษได้ใช้ในภูมิโลก

ความสามารถในการผลิตกระดาษได้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชนชาตินั้นๆ แล้ว ก็ยังก่อให้เกิดวัฒนธรรมอีกด้วย เช่น วัฒนธรรมการพับกระดาษของจีนที่ถือเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมการไหว้เจ้า คือการเผา “กระดาษเงินกระดาษทอง หรือ ค้อซี” ไปให้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว อันถือเป็นการแสดงความกตัญญู เปรียบเสมือนกับการส่งเงินทองไปให้3 หรือหากย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์ถัง ก็มี “กระดาษเรียกวิญญาณ” คือการตัดกระดาษเป็นรูปเรือใบ แล้วนำมาห่อยอดข้าวเกาเหลียง ซึ่งจะใช้สำหรับวิญญาณที่ตายไม่ปกติ เพื่อเป็นการชักนำดวงวิญญาณให้หาทางกลับบ้านถูก และไปสู่สุขคติ นอกจากการใช้ในการพิธีกรรมแล้ว วัฒนธรรมการตัดกระดาษก็ยังกลายมาเป็นสิ่งที่ใช้ประเมินว่าใครจะเป็นเจ้าสาวที่ดีได้ด้วยเช่นกัน ในช่วงยุคหลังสมัยหมิงและชิง ศิลปะการตัดกระดาษถูกนำมาใช้สอยอย่างกว้างขวาง มีการตัดกระดาษเพื่อนำมาใช้ตกแต่งบ้าน ประตู หน้าต่าง เพดาน ดั้งนั้นจึงทำให้การตัดกระดาษกลายมาเป็นงานฝีมือที่ผู้หญิงจำเป็นจะต้องมีความเชี่ยวชาญ4 ในระดับหนึ่งเลยที่เดียว

ที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีวัฒนธรรมการพับกระดาษเช่นกัน คือ “โอริกามิ” เป็นการนำกระดาษมาพับเป็นรูปร่างๆ ต่างๆ โดยรูปที่ร่างที่นิยมที่สุดคือ รูปนกกระเรียน อันมีความหมาย คือ พันปี5 และเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดีและความสุข ตามตำนานซุรุ หรือนกกระเรียน ที่เชื่อว่าถ้าพับนกกระเรียนครบ 1,000 ตัว แล้วนำมาร้อยเป็นของขวัญจะทำให้คนที่ได้รับสามารถหายจากอาการเจ็บป่วย มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว6 ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวอันโด่งดังของซาดาโกะ ซาซากิ ที่มีอนุสาวรีย์อยู่ใจกลางสวนสาธารณะสันติภาพฮิโรชิม่า ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กๆ อีกหลายคนที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู และเพื่อเป็นการตระหนักถึงถึงพิษภัยของสงครามโลกครั้งที่ 27

อนุสาวรีย์ของซาดาโกะที่ สวนสันติภาพในเมืองฮิโรชิมา (ภาพจาก https://wagashifashions.wordpress.com/2012/04/04/อนุสาวรีย์สันติภาพเด็ก/)

เชิงอรรถ

[1] หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม, ตำนานกระดาษ เข้าถึงเมื่อ 18 มิถุนายน 2561 จาก http://www.finearts.go.th/nakhonphanomlibrary/parameters/km/item/ตำนานกระดาษ

[2] สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, วารสารส่งเสริมการลงทุน ธุรกิจการพิมพ์ กระดาษจากลุ่มแม่น้ำไนล์สู่สิ่งพิมพ์ดิจิตอล, เข้าถึงเมื่อ 15 มิถุนายน 2561 จาก http://www.boi.go.th/upload/content/BOI_Nov_2010_99373.pdf, หน้า 6-8.

[3] Myhome, ทำความรู้จักกระดาษไหว้เจ้าและวิธีการพับกระดาษเงินกระดาษทองอย่างถูกวิธี เข้าถึงเมื่อ 15 มิถุนายน 2561 จากhttp://www.baanlaesuan.com/94218/diy/easy-tips/chinesenewyear-paper/

[4] Ingtimja, ศิลปะการตัดกระดาษจีน เข้าถึงเมื่อ 15 มิถุนายน 2561 จาก https://xingyun657.wordpress.com/

[5] Sanook, ตำนานกกระดาษ เข้าถึงเมื่อ 15 มิถุนายน 2561 จาก https://guru.sanook.com/3917/

[6] มาเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นกันเถอะ! สัมผัสประสบการณ์ พับกระดาษโอริกามิของญี่ปุ่น เเละ โอริกามิอาร์ท เข้าถึงเมื่อ 15 มิถุนายน 2561 จาก http://soodyod-hokkaido.jp/tourisms/detail/T010033

[7] por_kk, ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว สัญลักษณ์แห่งสันติภาพและบทเรียนราคาแพงของมนุษย์โลก เข้าถึงเมื่อ 18 มิถุนายน 2561 จากhttps://www.online-station.net/movie/view/36524

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป