“ตราพระราหู” ของวิเศษล้ำค่าแห่งกรุงลังกา ในวรรณคดี “พระอภัยมณี”

พระราหู ตีพิมพ์ใน National Geography ฉบับ พ.ศ. 2535 ประกอบเรื่อง ตราพระราหู ของวิเศษแห่งกรุงลังกา ใน พระอภัยมณี
ภาพประกอบเนื้อหา - พระราหู ตีพิมพ์ใน National Geography ฉบับ พ.ศ. 2535 (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2538-ตกแต่งกราฟิกเพิ่มเติมโดยกอง บก. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์)

“ตราพระราหู” ของวิเศษแห่งกรุงลังกาในวรรณคดีพระอภัยมณี

หากกล่าวถึงวรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” ผลงานของ “สุนทรภู่” ครูกวีเอกของไทย ภาพจำที่ชัดเจนคงหนีไม่พ้น “ปี่” ของพระอภัยมณี

รูปหล่อพระอภัยมณี ตั้งอยู่หน้าอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

หากพิจารณาตามขนบของวรรณคดีไทย ซึ่งตัวเอกมักเป็นกษัตริย์ที่ออกเดินทางเพื่อศึกษาวิชาอาคม และเสาะหา “ของวิเศษ” มาคู่บารมี ในเรื่องนี้ยังมีของวิเศษอีกชิ้นหนึ่งที่ทรงพลานุภาพ และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินเรื่อง สิ่งนั้นคือ “ตราพระราหู”

ตราพระราหูเป็นของวิเศษคู่กรุงลังกา เชื่อกันว่าแต่เดิมเป็นของที่เทวดานำลงมาถวายเพื่อเป็นตราประจำพระองค์ของกษัตริย์ลังกา ของวิเศษชิ้นนี้ โดดเด่นที่ความงดงามพิสดารและเปลี่ยนสีตามช่วงเวลา ดังที่สุนทรภู่เขียนพรรณนาไว้ในตอนที่ขุนนางเมืองลังกาพร้อมใจกันถวายตรานี้ให้แก่ “นางละเวงวัณฬา” เพื่อขึ้นครองราชย์แทน “เจ้าลังกา” และ “อุศเรน” ที่สิ้นพระชนม์ไปว่า…

ประการหนึ่งซึ่งตราพระราหู   เป็นของคู่ขัตติยาเทวาถวาย

เป็นตราแก้วแววเวียนวิเชียรพราย   แต่เช้าสายสีรุ้งดูรุ่งเรือง

ครั้นแดดแขงแสงขาวดูพราวพร้อย   ครั้นบ่ายคล้อยเคลือบสีมณีเหลือง

ครั้นค่ำช่วงดวงแดงแสงประเทือง   อร่ามเหลืองรัศมีเหมือนสีไฟ

แม้นเดินหนฝนตกไม่ถูกต้อง   เอาไว้ห้องหับแห่งตำแหน่งไหน

ไม่หนาวร้อนอ่อนอุ่นลมุนละไม   ถ้าชิงไชยแคล้วคลาศซึ่งศาสตรา

หุ่นขี้ผึ้งชุด “พระอภัยมณี ของสุนทรภู่” ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

นอกจากความงามแล้ว ตราพระราหูยังมีเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ในยามค่ำคืนก็ให้แสงสว่าง ยามฝนตกจะเดินไปที่ใดก็จะไม่เปียกฝน ช่วยปรับอุณหภูมิให้อบอุ่นสบาย ป้องกันภยันอันตรายจากภูตผีปีศาจ และยังสามารถป้องกันเสียงปี่อันทรงพลังของพระอภัยมณีได้ด้วย

ตามเนื้อเรื่อง นางละเวงพกตราพระราหูติดตัวไว้เป็นเครื่องรางและสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เมื่อถึงคราวคับขันที่ “สินสมุทร” บุกจู่โจมเข้ามาหมายจะจับตัวนาง จึงนำตราพระราหูมาใช้เป็นอาวุธ ซึ่งมีฤทธิ์เดชร้ายกาจจนสินสมุทรต้องกลับมาทูลพระอภัยมณีและศรีสุวรรณความว่า…

แล้วทูลว่าตราสำคัญหม่อมฉันเห็น   เขาแกะเป็นดวงหน้าพระราหู

ครั้นเข้าชิดฤทธิไกรเป็นไฟฟู   นางถืออยู่กับกายมีสายพัน

เมื่อหวดถูกลูกยาเหมือนฟ้าฟาด   เจียนจะขาดชีวาถึงอาสัญ 

จะจับนางขวางขัดเป็นอัศจรรย์   หาไม่วันนี้ก็เสร็จสำเร็จการ

ด้วยอานุภาพที่น่าอัศจรรย์นี้ ทำให้ตราพระราหูกลายเป็นที่หมายปองของเจ้าเมืองต่าง ๆ นำมาสู่อุบายของนางละเวงที่ส่งหนังสือพร้อมรูปวาดกระจายไปทั่วสารทิศ เพื่อหาคนมาช่วยรบกับพระอภัยมณีแลกกับราชสมบัติเมืองลังกา ก่อนที่ในท้ายที่สุด ตราวิเศษชิ้นนี้จะถูกส่งต่อให้แก่ “มังคลา” ผู้เป็นโอรสของนาง

รูปหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส สุนทรภู่ ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย (ภาพจากหนังสือ พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่)
รูปหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส สุนทรภู่ ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย (ภาพจากหนังสือ พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่)

อาจารย์ “กาญจนาคพันธุ์” ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ใน “ภูมิศาสตร์สุนทรภู่” ว่าตราพระราหูนี้ อาจจะเป็นการผสมผสานระหว่างจินตนาการกับเรื่องเล่าวิทยาการต่างแดนของสุนทรภู่ โดยหยิบเอาเรื่องราวของแก้วทับทิมเม็ดใหญ่ของกษัตริย์แห่งเมืองลังกาที่งดงามและยิ่งใหญ่ดั่งไฟ มารวมกับทับทิมส่องแสงยามค่ำคืนของกษัตริย์เกาะสุมาตรา สุนทรภู่ยังได้จินตนาการเพิ่มถึงการเป็นเครื่องป้องกันอันตราย

และนำมาเรียกใหม่ว่า “ตราพระราหู”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. “สุนทรทรรศน์” นัยพินิจผ่านชีวิตและผลงานของสุนทรภู่. (2553)


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มิถุนายน 2569