| ผู้เขียน | อัศวัตถามา |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ราชวงศ์วินเซอร์ (House of Windsor) ของอังกฤษในปัจจุบัน ไม่ใช่ราชวงศ์ที่มีเชื้อสายอังกฤษแต่ดั้งเดิม เพราะแท้ที่จริงแล้ว ราชวงศ์มีความสืบเนื่องจากราชวงศ์แฮโนเวอร์ ซึ่งมีเชื้อสายเยอรมัน
ราชวงศ์วินเซอร์เป็นทายาทของ ราชวงศ์แฮโนเวอร์ (House of Hanover) ราชวงศ์เชื้อสายเยอรมันที่ปกครองอังกฤษระหว่าง ค.ศ. 1714-1901 โดยที่เข้ามารับช่วงต่อจากราชวงศ์สจวต (House of Stuart) แห่งสกอตแลนด์ หลังจากประมุขพระองค์สุดท้ายคือ สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ (Anne, ครองราชย์ 1665-1714) แห่งราชวงศ์สจวตสวรรคตแบบไร้รัชทายาท
หลังสิ้นสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ เงื่อนไขต่าง ๆ ทำให้ราชบัลลังก์อังกฤษตกเป็นของ “จอร์จ หลุยส์ อิเล็กเตอร์แห่งแฮโนเวอร์” (George Louis, the Elector of Hanover) จากดินแดนเยอรมัน
ทั้งนี้ เนื่องจาก ค.ศ. 1701 ในสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ สภาอังกฤษผ่านกฎหมายผู้สืบราชบัลลังก์ (Act of Settlement) ที่กำหนดว่า กษัตริย์อังกฤษต้องเป็น “โปรเตสแตนท์” เท่านั้น กฎหมายนี้จึงตัดสิทธิ์พระราชโอรสของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 (พระราชบิดาสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์) และสมาชิกราชวงศ์สจวตคนอื่น ๆ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
ลำดับผู้สืบราชบัลลังก์จึงตกไปสู่ พระนางโซเฟียแห่งพาลาทิเนต (Sophia of the Palatinate) พระราชนัดดา (หลาน) ของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งราชวงศ์สจวต แต่พระนางสิ้นพระชนม์ก่อนสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ ตำแหน่งเลยสืบต่อไปยังพระโอรสองค์โต ซึ่งก็คือ จอร์จ หลุยส์
เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์สวรรคต ราชบัลลังก์อังกฤษก็เป็นของเจ้าชายจากเยอรมันผู้นี้ใน ค.ศ. 1714 ซึ่งได้ขึ้นเป็น พระเจ้าจอร์จที่ 1 (George I) แห่งราชวงศ์แฮโนเวอร์
กษัตริย์ราชวงศ์แฮโนเวอร์จึงดำรงพระอิสริยยศทั้งประมุขแห่ง “สหราชอาณาจักร” และ “ราชรัฐแฮโนเวอร์” ดินแดนบนแผ่นดินเยอรมัน
การเป็นประมุขของราชรัฐแฮโนเวอร์ยังพ่วงมาด้วยตำแหน่งเจ้าผู้เลือก (Prince-elector) ซึ่งมีสิทธิในการลงเสียงเลือกจักรพรรดิของ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ที่ครอบคลุมพื้นที่ตอนกลางของทวีปยุโรปโดยเฉพาะแผ่นดินเยอรมันด้วย
ระหว่าง ค.ศ. 1714-1814 กษัตริย์อังกฤษจึงควบตำแหน่งเจ้าผู้เลือกแห่งแฮโนเวอร์ และระหว่าง ค.ศ. 1814-1837 ที่ราชรัฐแฮโนเวอร์ยกสถานะเป็นราชอาณาจักร (Kingdom of Hanover) กษัตริย์อังกฤษก็ดำรงตำแหน่งกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรนี้ไปด้วย

ระบบคณะรัฐมนตรี
ในยุคราชวงศ์แฮโนเวอร์ ระบอบประชาธิปไตยอังกฤษได้พัฒนาไปอีกขั้น นั่นคือการเกิด ระบบคณะรัฐมนตรี (Cabinet System)
ระบบดังกล่าวเกิดจากการที่กษัตริย์อังกฤษราชวงศ์แฮโนเวอร์ 2 พระองค์แรก คือ พระเจ้าจอร์จที่ 1 และพระราชโอรสคือ พระเจ้าจอร์จที่ 2 (George II, ครองราชย์ 1727–1760) ทรงผูกพันธ์กับราชรัฐแฮโนเวอร์อย่างมาก เพราะเสด็จพระราชสมภพในดินแดนเยอรมันและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเยอรมัน จึงทรงมีความเป็นชาวเยอรมันมากกว่าชาวอังกฤษ
ความเป็นเยอรมันที่ว่าเด่นชัดมากในกรณีพระเจ้าจอร์จที่ 1 ผู้ทรงสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้และไม่เข้าใจระบบการเมืองของอังกฤษเลย ทรงตั้งพระทัยว่าจะไม่เล่นเกมการเมืองและเลือกที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับรัฐสภาอังกฤษ อำนาจการบริการแผ่นดินจึงเป็นหน้าที่ของคณะเสนาบดี
ขณะเดียวกันใน ค.ศ. 1716 สภาอังกฤษก็เอื้อประโยชน์ให้พระองค์ด้วยการยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของกษัตริย์ที่แต่เดิมต้องให้สภาอนุญาต กลายเป็นเดินทางได้โดยเสรี พระเจ้าจอร์จที่ 1 จึงมีอิสระในการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด
โรเบิร์ต วอลโพล (Robert Walpole) เสนาบดีกระทรวงการคลังจากพรรคแรงงาน ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการบริหารราชการช่วงต้นราชวงศ์แฮโนเวอร์ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ฟองสบู่แตก หรือ South Sea Bubble ใน ค.ศ. 1720 เขาดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 20 ปี ตั้งแต่สมัยพระเจ้าจอร์จที่ 1 ถึงสมัยพระเจ้าจอร์จที่ 2 วอลโพลนี้เองที่ถือว่าเป็น นายกรัฐมนตรี (Prime Minister) คนแรกของอังกฤษ
ดุลอำนาจในการบริหารแผ่นดินจึงค่อย ๆ โยกมาอยู่ฝั่งสภามากกว่าฝั่งสถาบันกษัตริย์นับแต่นั้น

สงครามไม่พึงปรารถนา
อย่างที่กล่าวไปตอนต้น สิ่งที่กษัตริย์ราชวงศ์แฮโนเวอร์ได้ติดตัวมาคือการเป็นเจ้าผู้เลือก ตำแหน่งดังกล่าวยังทำให้พระเจ้าจอร์จที่ 1 และพระเจ้าจอร์จที่ 2 ทรงเข้าไปพัวพันกับการเมืองในยุโรปมากกว่าการเมืองภายในอังกฤษเสียอีก
เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ 1 สวรรคคตใน ค.ศ. 1727 พระเจ้าจอร์จที่ 2 ที่ครองราชย์ต่อแม้ไม่มีความเป็นเยอรมันเท่าพระราชบิดา (ทั้งยังสามารถรับสั่งภาษาอังกฤษได้) แต่ความเป็นนักการทหารทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเข้าร่วมสงครามสนับสนุนราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (House of Habsburg) ใน สงครามสืบราชบลลังก์ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) ซึ่งมีสมรภูมิคือแผ่นดินเยอรมัน
พระเจ้าจอร์จที่ 2 นำทัพออกรบในแนวหน้าอย่างห้าวหาญ แต่ชาวอังกฤษไม่เข้าใจว่าพระองค์จะร่วมสงครามไร้ประโยชน์นี้ไปทำไม เพราะพวกเขามองว่าความยิ่งใหญ่ของอังกฤษอยู่ใน “ทะเล” ไม่ใช่แผ่นดินใหญ่ของยุโรป
ความปรารถนาของชาวอังกฤษได้รับการตอบสนองในสมัยของ พระเจ้าจอร์จที่ 3 (George III, ครองราชย์ 1760–1820) พระราชนัดดาของพระเจ้าจอร์จที่ 2 กษัตริย์ราชวงศ์แฮโนเวอร์พระองค์นี้มีความเป็นอังกฤษมากที่สุดพระองค์แรก ทรงเปลี่ยนนโยบายที่เคยให้ความสำคัญการเมืองในยุโรปไปสู่การนำราชนาวีอังกฤษให้กลายเป็น “จ้าวแห่งทะเล” ตามเจตนารมณ์ของชาวอังกฤษ
ด้วยสมัยอันยาวนานของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ราชวงศ์แฮโนเวอร์ไม่ถูกมองเป็นราชวงศ์เยอรมันอีกต่อไป กระทั่งสมัยพระเจ้าจอร์จที่ 4 (George IV, ครองราชย์ 1820–1830) อังกฤษกลายก็เป็นมหาอำนาจที่ยิ่งที่สุด ด้วยการครอบครองพื้นที่ 1 ใน 4 ของโลก
กระทั่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Victoria, ค.ศ. 1837 – 1901) เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ การอยู่ภายใต้ประมุของค์เดียวกันของสหราชอาณาจักรกับราชอาณาจักรแฮโนเวอร์เป็นอันสิ้นสุดลง เพราะหลักการสืบราชสันตติวงศ์ของแฮโนเวอร์ไม่อนุญาตให้ราชนารีสืบราชสมบัติได้ เป็นผลให้บัลลังก์แฮโนเวอร์ตกเป็นของ เออร์เนสต์ ออกัสตัส (Ernest Augustus) ส่วนสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียปกครองสหราชอาณาจักรที่ก้าวสู่ความเกรียงไกรอีกขั้นในยุคสมัยของพระนาง

รีแบรนด์ความเป็นเยอรมัน
หลังสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 (Edward VII, ครองราชย์ 1901-1910) พระราชโอรสผู้สืบราชบัลลังก์ทรงใช้นามราชวงศ์ซัคเซอร์-โคบูร์ก โกธา (House of Saxe-Coburg and Gotha) ตามราชวงศ์ฝั่งพระราชบิดาคือ เจ้าชายอัลเบิร์ด (Prince Albert) แทนที่ราชวงศ์แฮโนเวอร์ ซึ่งก็ยังนับว่าเป็นราชวงศ์เชื้อสายเยอรมันเช่นกัน
ต่อมาพระเจ้าจอร์จที่ 5 (George V, ครองราชย์ 1865–1936) พระราชโอรสของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และพระราชนัดดาของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ทรงเลือกที่จะสละฐานันดรศักดิ์และพระอิสริยยศเยอรมันทั้งหมด และยังทรงเปลี่ยนชื่อราชวงศ์มาเป็น ราชวงศ์วินเซอร์ เพื่อลบความเป็นเยอรมันออกจากราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากรัชสมัยของพระองค์ อังกฤษเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งคู่สงครามของอังกฤษคือเยอรมนี
ราชวงศ์วินเซอร์ซึ่งมีบรรพบุรุษจากแผ่นดินเยอรมันนี้เองที่เป็นประมุขของอังกฤษ สหราชอาณาจักร และเครือจักรภพเรื่อยมามาจนถึงปัจจุบันในสมัยของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลที่ 3 (Charles III, ครองราชย์ 2022)

อ่านเพิ่มเติม :
- พระนางเจ้าแอนน์ พระราชินีกับซุบซิบเลสเบียน การเมืองอังกฤษศตวรรษที่ 18 ในมือสตรี
- เจ้าชายอัลเบิร์ต “ผู้พรากรอยยิ้ม” ไปจากควีนวิกตอเรีย
- ไทม์ไลน์ 16 ปี สงครามรักหลังราชบัลลังก์อังกฤษ รักหลายเส้าของ “ชาร์ลส์-ไดอาน่า”
อ้างอิง :
สัญชัย สุวังคบุตร; อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2562). ทรรปณะประวัติศาสตร์ยุโรป ในคริสต์ศตวรรษที่ 19. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : แสงดาว.
อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2560). ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ. 1492-1815. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กันยายน 2565






