ส่องเครื่องแต่งกาย “เสียมกุก” จากภาพสลักปราสาทนครวัด เครือญาติใกล้ชิดกัมพูชา!?

เครื่องแต่งกาย “เสียมกุก” ภาพสลัก ปราสาทนครวัด
ภาพสลัก “เสียมกุก” หรือ ขบวนแห่ของชาวสยาม

ส่องเครื่องแต่งกาย “เสียมกุก” จากภาพสลักปราสาทนครวัด เครือญาติใกล้ชิดกัมพูชา!?

“เสียมกุก” หรือขบวนแห่ของชาวสยามภาพสลักที่ปรากฎในระเบียงด้านทิศใต้ ปีกตะวันตกของปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา

สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เสนอว่า เสียมกุก เป็นชาวสยามลุ่มแม่น้ำมูล บริเวณที่ราบสูงโคราช ศูนย์กลาง ณ เมืองเสมา (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) ในอดีตคือศรีจนาศะ รัฐโบราณที่มีเครือข่ายสัมพันธ์ไปถึงบ้านเมืองบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่เวียงจันทน์

ภาพสลักนี้โด่งดังอย่างมากในแวดวงนักวิชาการประวัติศาสตร์และผู้สนใจทั้งหลาย ในฐานะหลักฐานการมีอยู่ของชนชาติสยาม บนโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ ณ เมืองพระนคร

หากเราสังเกตรายละเอียดภาพเสียมกุกอย่างถี่ถ้วน จะเห็นความน่าสนใจของเครื่องแต่งกาย “เสียมกุก” ในภาพสลักนี้

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้บรรยายลักษณะของหน้าตาและการแต่งกายของคนกลุ่มนี้ไว้ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสัมคมของชื่อชนชาติ โดยอ้างอิงกับโคลงท้าวฮุ่งฯ (ขุนเจือง) ที่เป็นวรรณคดีบันทึกเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมของดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง รวมถึงร่องรอยอื่น ๆ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ภาพเสียมกุกที่ปราสาทนครวัด แสดงให้เห็นว่าชาวสยามมีร่างใหญ่ ใบหน้ายาว จมูกยาวกว่าชาวเขมรหรือละโว้ ไว้หนวดเครา ห้อยตุ้มหูห่วงลักษณะกลมทุกคน มือถือหอกหรือทวน และดั้ง

นายทัพสยามที่ยืนก่งธนูบนหลังช้าง สวมเสื้อ นุ่งโสร่งยาวเหมือนกับไพร่พล ความแตกต่างคือมีผ้าคาดอก ที่เอวเหน็บกริชอันใหญ่

ภาพสลัก เสียมกุก นครวัด
ภาพสลัก “เสียมกุก” หรือ ขบวนแห่ของชาวสยาม จะเห็นรายละเอียดเครื่องแต่งกาย “เสียมกุก” อย่างชัดเจน (ภาพจาก : ศิลปวัฒนธรรม)

เครื่องสูงประดับยศนายทัพบนหลังช้าง เป็นร่มใหญ่คล้ายกลด แต่ลักษณะหลังคาลาดตรง มีเชิงระบายหลุมมนลงมาเล็กน้อย คันร่มสำหรับถือชูบังแดดให้นายทัพมีลักษณะยาวและประดับเป็นหมู่หลายคัน

ร่มที่กล่าวถึงนี้มีลักษณะเดียวกับร่มทงยู (ร่มกระดาษ) ใช้เป็นเครื่องยศ และใช้บังแดดให้เจ้านายบนหลังช้าง ในสมัยอยุธยามีการรับแบบแผนมาจากเขมร แล้วใช้เป็นเครื่องยศเจ้านายและขุนนาง ดังที่ปรากฏในกฎมณเทียรบาลตอนหนึ่งระบุไว้ว่า “บรรดาศักดิ์หัวเมืองนา 5,000 ขี่ยั่ว รมทงยู” (คำว่า ทงยู คือคำเดียวกับ ทุงยู ในภาษาเขมร)

ในโคลงท้าวฮุ่งฯ ได้กล่าวถึงร่มทงยูไว้ว่า 

“เมื่อนั้น   เจ้าอู่แก้วขึ้นขี่   ทองเหิร

ทุงยูกาง   ฮ่มงาม   บังกั้ง” และ 

“พระองค์   ย้ายทุงยู   บังฮ่ม

ช้างแนบน้าวเฮียงเจ้า   จางลง”

นอกจากนั้นชาวสยามยังใส่ตุ้มหูขนาดใหญ่ ห่วงกลมกระชับรู มีลายเป็นจัก ๆ ตรงกับโคลงท้าวฮุ่งฯ ว่าผู้ชายใส่ตุ้มหูห่วงเรียกว่า “กะจอนต้าง” ซึ่งในโคลงได้พรรณนาการแต่งตัวของท้าวฮุ่งไว้ว่า “ทรงกะจอนต้างเลาคำประดับดอก”

ในส่วนของทรงผมนั้นชาวสยามไว้ผมยาว เกล้าทรงสูงลดชั้นขึ้นไปบนกลางหัว (เกล้าโจรงโขลง) บนยอดประดับดอกไม้ไหวเป็นช่อสูง เมาลีที่เกล้ามีเครื่องรัดปลายผมบริเวณท้ายทอยจรดหู ปล่อยปรกประบ่า มีพวงดอกไม้แซมผมรอบท้ายทอยเป็นระย้า ของตัวนายทัพนั้นเกล้าลดชั้นขึ้นไป และมีดอกไม้ไหวประดับเป็นช่อเช่นกัน แต่มีดอกไม้ห้อยแซมที่ผมรอบท้ายทอยมากกว่าของไพร่พล จนมีลักษณะเป็นแผงซ้อนกัน

การร้อยดอกไม้ห้อยระย้าแซมผมปรากฏในโคลงท้าวฮุ่งฯ บรรยายถึงตอนตที่ท้าวฮุ่งเดินทัพผ่านป่า หุมแพงพี่เลี้ยงได้กรองดอกไม้ประดับช้อง ถวายว่า

“พี่ท่าน   กรองดอกไม้อันชื่อ   โยธากา

หุมแพงถวายมอบมวล   มั้งชอง”

ฝ่ายท้าวฮุ่งก็รับมาประดับผมว่า ทวยดอกไม้กรองแทบทัดผม”

ทั้งนี้ ทรงผมของชาวสยามแตกต่างกับชาวเขมรและชาวละโว้ทั้งหมดที่มีอยู่ในภาพสลักระเบียงปราสาทนครวัด

เสียมกุก ภาพถอดแบบลายเส้น
“เสียมกุก” ถอดแบบลายเส้นจากภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด (โดย อ. คงศักดิ์ กุลกลางดอน คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)

ชาวสยามสวมเสื้อแขนสั้น ไม่มีคอเสื้อ บ้างเป็นเสื้อเรียบ ๆ ไม่มีลวดลาย บ้างเป็นเสื้อแพรลายดอกไม้เป็นดวง ปลายแขนเสื้อและชายเสื้อมีขลิบริมเป็นลวดลาย ทุกคนนุ่งผ้ายาวแบบโสร่ง มีทั้งลักษณะเรียบและมีลายแบบผ้านุ่งผู้ไท ซึ่งนุ่งให้เชิงผ้าข้างล่างผายเล็กน้อย แต่ไม่ได้เลาะชายผ้าให้เป็นถุง แต่เป็นผืนและนุ่งพันตัว ที่รอบเอวมีดอกไม้ห้อยระย้าลงมาเป็นสายยาวเกือบจรดเข่า

การแต่งตัวลักษณะนี้คล้ายกับโคลงท้าวฮุ่งฯ ที่บรรยายการแต่งตัวของท้าวฮุ่งไว้ว่า

“แต่นั้น   พระบาทย้ายสรงโสรจ   บริบวรณ์

ทรงผืนคานค่าคำ   พันก้อน

กาสาเสื้อจังก้อน   ควรขนาด

แหวนใส่ซ้อนฝูงแก้ว   ค่าเมือง”

การแต่งกายของชาวสยามที่ใส่เสื้อและนุ่งผ้าแบบโสร่งจึงแตกต่างจากชาวเขมร ชาวละโว้ กับพวกอื่น ๆ ในขบวนเดียวกันทั้งหมด เพราะพวกที่กล่าวมาส่วนมากไม่สวมใส่เสื้อผ้า มีแค่บางคนเท่านั้นที่ใส่เสื้อ นุ่งผ้าเตี่ยวทิ้งชายผ้าบังก้นเล็กน้อย ชายผ้าแผ่อ้อมรอบสะโพกและยาวเฉียงลงมาบังต้นขา ใบหน้าแบะใหญ่ จมูกแบน หูยานรูโตยาว แต่ไม่ใส่ตุ้มหู

จะมีเพียงกองของนักราชการพลธนูแห่งเมืองเชิงฌาลเท่านั้นที่แตกต่างออกไปตรงที่มีผ้าห้อยจากสะดือลงมาบังหน้าเป็นชายไหว ไม่มีชายแครงขนาบ คล้ายกับที่พวกข่าระแดเชื้อชวา-มลายูนุ่งกัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

สุจิตต์ วงษ์เทศ.(2552). ขบวนแห่ของชาวสยาม “เครือญาติ” เขมร ที่ นครวัด เป็นใคร? มาจากไหน?. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: กองทุนแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ.

https://www.finearts.go.th/nakhonsithammaratlibrary/view/20175-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AE%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87

https://www.silpa-mag.com/history/article_162937


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 สิงหาคม 2569