
| ผู้เขียน | สุจิตต์ วงษ์เทศ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
เมืองเชียงใหม่มีกำเนิดจากการขยายอำนาจของรัฐโยนกและเครือข่ายเครือญาติ ไปยึดครองรัฐหริภุญชัย แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1839
คำว่า “เชียง” ของชื่อเชียงใหม่ พบความหมายต่างกันดังนี้
ความหมายแรก เชียง แปลว่าเมือง ดังนั้นชื่อ “เชียงใหม่” หมายถึงเมืองใหม่ ซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันทั่วไปทุกวันนี้
อีกความหมายหนึ่ง เชียง (ในวัฒนธรรมผู้ไท-ไทดำ เวียดนาม) หมายถึงบริเวณอันเป็นที่สิงสู่ของผีบ้านผีเมือง ซึ่งมักเป็นดงไม้ใหญ่อยู่กลางเวียง (คำว่า “เวียง” หมายถึง บริเวณมีกำแพงล้อมรอบศูนย์กลางของเมือง โดยมีคำท้องถิ่นเรียก “กลวงเมือง”)
[ปรับปรุงจากข้อมูลในหนังสือ ทฤษฎีบ้านเมือง ศาสตราจารย์คำจองกับการศึกษาชนชาติไทย (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ พิเชฐ สายพันธ์ บรรณาธิการ) สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553]
โดยสรุป เชียงใหม่เป็นชื่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเวียงแห่งใหม่ ซึ่งหมายถึงเมืองใหม่
[ส่วน “บริเวณอันเป็นที่สิงสู่ของผีบ้านผีเมืองซึ่งมักเป็นดงไม่ใหญ่อยู่กลางเวียง” น่าจะตรงกับพื้นที่ทำพิธีกรรมเซ่นผีบรรพชนที่มีทุกเดือนตลอดปี อันเป็นที่ฝังศพของหัวหน้าเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูล (สมัยก่อนประวัติศาสตร์) ที่เรียกสมัยหลังว่า “ลานกลางบ้าน” หรือ “วงตีไก่” ฯลฯ
เมืองเชียงใหม่มีร่องรอยดั้งเดิมของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อว่าเป็นที่สิงสู่ของอำนาจเหนือธรรมชาติ ได้แก่ วัดเจดีย์หลวง เป็นที่ตั้งของ “เสาอินทขิล” ซึ่งมีต้นตอจากเสาหลักบ้านอันเป็นที่สิงสู่ของผีบรรพชน (ในวัฒนธรรมหินตั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์) และ ตลาดกลางเมือง เป็นบริเวณพญามังรายถูกฟ้าผ่าสวรรคต (พบในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่)]

รัฐหริภุญชัย
รัฐหริภุญชัย (ลำพูน) อยู่ลุ่มน้ำแม่ปิง-แม่กวง-แม่วัง บริเวณเชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง
(1.) หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่ามีชุมชนหมู่บ้านมากกว่า 2,000 ปีมาแล้วประชาชนรัฐหริภุญชัย ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ แต่ละชาติพันธุ์มีภาษาพูดของตนเอง เช่น มอญ-เขมร, พม่า-ทิเบต ฯลฯ
(2.) บริเวณเชิงดอยสุเทพที่ราบลุ่มน้ำแม่ปิง-แม่ข่า เป็นหลักแหล่งของลัวะ (พูดตระกูลมอญ-เขมร) โดยมีผู้นำชื่อ “ขุนวิลังคะ” พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร (พบร่องรอย คูน้ำคันดินเรียก “เวียงเจ็ดลิน” อาจเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ของลัวะ-ขุนวิลังคะมาก่อน แต่ขุดคูน้ำคันดินสมัยหลัง)
(3.) เครือข่ายการค้าและการเมืองทางน้ำแม่ปิง ระหว่างรัฐหริภุญชัยกับรัฐละโว้ (ลพบุรี) นับถือ “ผี-พราหมณ์-พุทธ” โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กับศาสนาพุทธ (แบบทวารวดี) ตั้งแต่ หลัง พ.ศ.1000
(4.) รัฐหริภุญชัยมีภาษาและวัฒนธรรมแบบมอญอย่างแท้จริง (เช่นเดียวกับเมืองสะเทิม และเมืองหงสาวดีในพม่า) กลุ่มชนดั้งเดิมของรัฐหริภุญชัยถูกเรียกในเรื่องเล่าว่า “เมงคบุตร” หมายถึงผู้สืบเชื้อสายจากเมง (คือมอญ)
[“เมง” เป็นคำเดียวกับมอญ ซึ่งมีคำอธิบายอยู่ใหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519]
(5.) ต่อมารัฐละโว้ (ลพบุรี) สร้างเมืองอโยธยา นับถือศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา เมื่อเรือน พ.ศ. 1700 จึงแผ่ขึ้นไปเมืองหริภุญชัย

มีเรื่องเล่าจามเทวี (จาม เป็นภาษามอญ แปลว่า จระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนโบราณหลายพันปีมาแล้ว) จากเมืองละโว้ขึ้นไปเป็นครองเมืองหริภุญชัย เป็นสัญลักษณ์การแผ่เถรวาทแบบลังกา ซึ่งเป็นลัทธิใหม่เพิ่งสถาปนาในเมืองละโว้ และขยายพื้นที่สร้างเมืองอโยธยา (พูดภาษาไทยและใช้ภาษาไทยเผยแพร่เถรวาท แบบลังกา) ส่วนพระนางจามเทวีเป็นธิดากษัตริย์ละโว้ และเป็นมเหสีกษัตริย์เมืองราม (คือเมือง อโยธยาศรีรามเทพนคร)
เถรวาทแบบลังกาจากเมืองละโว้-อโยธยา มีบอกเป็นสัญลักษณ์อยู่ในตำนานมูล ศาสนา ว่าขบวนของพระนางจามเทวีมีพระสงฆ์แตกฉานในพระไตรปิฏก และ (ชี) ปะขาวเคร่งในเบญจศีล ฯลฯ จากนั้นผู้สืบเชื้อสายสร้างพระธาตุพระหริภุญชัย
วาสุเทพฤๅษี (ในเรื่องเล่าพระนางจามเทวี) เป็นชื่อผีบรรพชนของลุ่มแม่น้ำปิงโบราณ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับผีบรรพชนของกลุ่มละโว้
รัฐโยนก
รัฐโยนกอยู่ในโซเมีย บนพื้นที่ลุ่มน้ำโขง-กก-อิง-สาละวิน บริเวณเมืองเชียงตุง (พม่า), เมืองเชียงแสน (จ. เชียงราย), เมืองเชียงราย (จ. เชียงราย), เมืองพะเยา (จ.พะเยา) มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลง ดังต่อไปนี้

(1.) โยนก หมายถึง ดินแดนและ/หรือผู้คนในภาคเหนือสมัยโบราณ อาจใช้แทนกันได้กับคำว่าล้านนา เช่น พงศาวดารโยนก ของ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) หมายถึงเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในล้านนา
โยนก กับ ยวน เป็นคำเดียวกันที่มีรากจากภาษาพม่า หมายถึง ขี้ข้า หรือทาส จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่าในภาษาสุภาพของพม่าจะเรียกตนเองว่า “ยูนโนก” แปลว่าทาสผู้ต่ำต้อย และเรียกผู้ที่พูดด้วยว่า “ขิ่นพญา” แปลว่าท่านนาย (จากหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 500, 573)
เมืองเชียงใหม่ถูกสร้างให้เป็นราชธานีของรัฐเกิดใหม่ ซึ่งมักเรียกกันภายหลังว่าล้านนา แต่โดยเหตุที่พ่อขุนมังรายและชาวโยนกมีชัยชนะได้เป็นใหญ่เหนือพวกอื่น บางครั้งจึงเรียกว่าชาวยวนหรือรัฐโยนกรวมไปทั้งหมด เช่น อยุธยาเรียกชาวล้านนาว่ายวน (ดังวรรณกรรมเรื่องยวนพ่าย แต่งสมัยต้นอยุธยา) และทุกวันนี้ชาวเชียงใหม่ยังเรียกตนเองว่า “ไทยวน”
(2.) ประชาชนรัฐโยนก ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ (เอกสารจีนเรียก “เยว่ร้อยเผ่า”) แต่ละชาติพันธุ์มีภาษาพูดของตนเองในตระกูลภาษาต่างๆ ได้แก่ มอญ-เขมร, ม้ง-เมี่ยน, จีน-ทิเบต, พม่า-ทิเบต, โล้-โล้ ฯลฯ ทำให้ต้องพูดตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลาง จึงถูกเรียกว่าสยาม ซึ่งพบทั่วไปตั้งแต่ลุ่มน้ำโขง, สาละวิน ถึงเจ้าพระยา
(3.) ขยายอำนาจ จากรัฐโยนกยกไปยึดครองเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) เข้าควบคุมเส้นทางคมนาคมและทรัพยากร เส้นทางคมนาคม เพื่อการค้าตามแม่น้ำปิง ล่องลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย ทรัพยากร อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่เหล็ก บริเวณลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำสาขา (มีข้อมูลมากในหนังสือ เหล็กล้านนา ของ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2565) การค้นพบเหล็กเป็นพลังกระตุ้นให้มีการค้าโลกและสงครามชิงทรัพยากร
(4.) แผ่พลังทางวัฒนธรรม หมายถึงแผ่พลังของภาษาตระกูลไท-ไต (หรือไท-กะได) ที่มีโครงสร้างเข้าใจง่ายที่สุดเมื่อเทียบภาษาอื่นๆ จึงถูกใช้เป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารต่างชาติพันธุ์ และทางการค้าดินแดนภายใน แล้วถูกเรียกจากคนอื่นว่าสยาม (ฉาน) แต่เรียกตนเองตามชื่อชาติพันธุ์ ได้แก่ ลาว, ลื้อ ฯลฯ
ภาษาตระกูลไท-ไต มีแหล่งกำเนิดบริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม ราว 3,000 ปีมาแล้ว ระหว่างมณฑลกวางสี-จ้วง (ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน) กับเมืองแถน-ดองเซิน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม)
ต่อมาภาษาตระกูลไท-ไตแพร่กระจายตามเส้นทางการค้าดินแดนภายใน เมื่อพ่อค้านักเสี่ยงโชคจากอินเดียใต้เข้ามาซื้อทองแดงราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 500 กระตุ้นความเคลื่อนไหวของภาษาตระกูลไท-ไต ตามเส้นทางการค้า โดยมีแกนกลางอยู่แม่น้ำโขง แล้วแยก 2 ทิศทาง คือ ตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ดังนี้
เส้นทางตะวันตก ลุ่มน้ำโขง-กก-อิง-สาละวิน [สำเนียง ท เป็น ต (ไท เป็น ไต) และ พ เป็น ป (พันนา เป็นปันนา)] มีศูนย์กลางอยู่ “โยนก” บริเวณเชียงแสน-แม่สาย (จ. เชียงราย) และเชียงตุง (พม่า) บริเวณรัฐฉาน
[คำว่าฉานตรงกับสยาม ซึ่งมีหลักฐานคับคั่งทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและนิรุกติศาสตร์ ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ (โครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519]
สยามจากโขง-กก-อิง-สาละวิน แผ่ลงใต้ทางฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา (เอกสารจีนเรียก “เสียน”) มีศูนย์กลางอยู่ลุ่มน้ำท่าจีน (สุพรรณภูมิ-สุพรรณบุรี) และเรื่องเล่าหลายเรื่อง ได้แก่ พระเจ้าพรหม, ท้าวแสนปม, ท้าวอู่ทอง ฯลฯ
เส้นทางตะวันตกเฉียงใต้ (สำเนียงตรง ท เป็น ท และ พ เป็น พ) บริเวณลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล มีศูนย์กลางอยู่เวียงจันท์ (ลาว) และเมืองเสมา (ศรีจนาศะ อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)
พบหลักฐานเป็นภาพสลัก “เสียมกุก” (หมายถึงสยามดั้งเดิมที่รวมตัวเป็นรัฐแรกสุด) บนระเบียงปราสาทนครวัด (โตนเลสาบ กัมพูชา) หลักฐานจำนวนมากอยู่ในงานวิชาการบุกเบิกเกี่ยวกับอีสานของ ศรีศักร วัลลิโภดม
“เสียมกุก” สืบเนื่องเป็นพ่อขุนผาเมือง (เจ้าเมืองราด) จากนั้นร่วมมือกับสยามที่ราบลุ่ม บริเวณเมืองศรีเทพ (จ. เพชรบูรณ์) และเมืองละโว้ (จ. ลพบุรี) รวมทั้งสยามลุ่มน้ำท่าจีน (สุพรรณภูมิ) สถาปนาเมืองอโยธยา บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา สืบเนื่องเป็นอยุธยา
(5.) ความเคลื่อนไหวของภาษาฯ ตามเส้นทางการค้าเหล่านั้น สอดคล้องกับเรื่องเล่าขุนบรม (ทายาทแถน) เป็น “ลาวเก่า” จากเมืองแถน (เวียดนาม) มีลูกชาย 7 คน “แยกครัว” ไปสร้างบ้านแปลงเมือง ได้แก่ ลูกชายคนโต (ขุนลอ) ไปสร้างเมืองหลวงพระบาง (ลาว), ลูกชายคนที่ 4 (ไสผง) ไปสร้างเมืองโยนก (โขง-กก-อิง-สาละวิน), ลูกชายคนที่ 5 (งั่วอิน) ผ่านโขง-ชี-มูล ไปสร้างเมืองอโยธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ล้วนสนับสนุนว่ากลุ่มสยามเป็นเครือญาติชาติภาษาร่วมกัน
โยนกเป็นสยาม
โยนกเป็นสยาม บริเวณลุ่มน้ำโขง-กก-อิง-สาละวิน (เชียงตุง, เชียงแสน, เชียงราย, พะเยา) ใกล้ชิดฮั่น จึงรับวัฒนธรรมฮั่นนับพันๆ ปีมาแล้ว คือ ระบบปฏิทินแม่ปีลูกปี และระบบสิบสองนักษัตร
โดยมีความสัมพันธ์ทางการเมืองระบบเครือญาติกับหลวงพระบาง (ซึ่งเป็นลาวด้วยกัน) และอโยธยา (เป็น “กะหล๋อม” หมายถึง ขอม) จากการพูดภาษาไท-ไตเดียวกัน (ตามคำบอกเล่าสัญลักษณ์เรื่องขุนบรม)
ความเคลื่อนไหวของโยนกเป็นสัญลักษณ์การแผ่ขยายของภาษาตระกูลไท-ไต ไปตามเส้นทางการค้าดินแดนภายใน มี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพระเจ้าพรหม กับ กลุ่มพญา มังราย ดังนี้
(1.) กลุ่มพระเจ้าพรหม จากเชียงแสน-เชียงราย-พะเยา เคลื่อนไหวลงไปอโยธยาโดยผ่านลุ่มน้ำน่าน (อุตรดิตถ์) ทุ่งยั้ง (อุตรดิตถ์)-สวรรคโลก (สุโขทัย)
เข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทางฟากตะวันตกซึ่งเป็นบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน (สุพรรณบุรี)-แม่กลอง (ราชบุรี)-น้ำเพชร (เพชรบุรี) เป็นสยามสุพรรณภูมิ ซึ่งจีนเรียก “เสียน”
ต่อมาร่วมกับสยามลุ่มน้ำมูลสร้างอโยธยา (เอกสารโจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 เรียก “เสียนหลอ” หมายถึงอโยธยา ซึ่งเป็นหลักฐานว่าสุพรรณภูมิรวมกับละโว้เป็นอโยธยาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 1839 หรือก่อนสร้างเมืองเชียใหม่) มีเรื่องเล่าต่อกัน 2 เรื่อง คือ พระเจ้าพรหม, ท้าวอู่ทอง
ภาษาและวัฒนธรรมโยนกสยาม เมื่อเคลื่อนไหวผสมภาษาและวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะถูกเรียกภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย
(2.) กลุ่มพญามังราย เคลื่อนไหวจากโยนก แผ่อำนาจไปยึดหริภุญชัย (ลำพูน) แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1839 [มีเรื่องเล่า “สามสหาย” ตระกูลภาษาไท-ไต (มังราย-งำเมือง-พระร่วง) อยู่ในจารึกฯ และพงศาวดารโยนก]
สิ่งดึงดูดชนชั้นนำกลุ่มโยนกขยายอำนาจควบคุมเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) คือแหล่งเหล็กธรรมชาติบริเวณลุ่มน้ำปิง เพื่อครอบครองแหล่งเหล็กที่อุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าสูงมาก
หลังจากนั้นกษัตริย์เชียงใหม่ต่อมาต้องการเส้นทางออกทะเลเพื่อการค้านานานชาติ จึงแผ่อำนาจยึดศรีสัชนาลัย-สุโขทัย เป็นฐานกำลังเข้าตีอยุธยา แต่กษัตริย์อยุธยารับมือสำเร็จ มีหลักฐานในพงศาวดาร, ยวนพ่ายโคลงดั้น, และความทรงจำทำเป็นนิยายเรื่องขุนช้างขุนแผน

ประชาชนเมืองเชียงใหม่ เรียกตนเองว่าลาว (รวมหมดทั้งล้านนา) และถูกคนอื่นเรียกว่าลาว ซึ่งแปลว่าผู้เป็นใหญ่, ผู้เป็นนาย, กษัตริย์, ขุน ฯลฯ “ลาว” ตรงนี้ไม่หมายถึงชาติพันธุ์ลาว
หลักฐานสำคัญอยู่ที่รายพระนามกษัตริย์ตามตำนานเชียงใหม่ [อยู่ท้ายเล่ม พงศาวดารโยนก ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค)] เริ่มต้นที่ “ลวจักราช” อยู่ดอยตุง จ. เชียงราย จากนั้นพระนามกษัตริย์มีคำนำหน้าว่า “ลาว” ได้แก่ ลาวเก๊าแก้ว ฯลฯ จนถึงสุดท้ายชื่อลาวเมง เป็นพระบิดาของพญามังราย (สร้างเมืองเชียงใหม่)
หลังผนวกดินแดนกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกันแล้วเรียกล้านนา ทำให้ลาวถูกยกเป็นชื่อชาติพันธุ์ โดยเรียกตนเองว่าลาว และถูกคนอื่นเรียกว่าลาว พบหลักฐานเก่าสุดอยู่ในสมุทรโฆษคำฉันท์ (แต่งสมัยอยุธยาตอนต้น เรือน พ.ศ. 2000) ในการละเล่นเบิกโรง ตอนลาวกับไทยฟันดาบ มีกาพย์พรรณนาถึงนักดาบจากเมืองพะเยาว่า “กูนี้คือลาว จากเมืองพะเยา”
กลอนเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน (แต่งสมัยรัตนโกสินทร์ หลังแผ่นดิน ร.2) ตอนขุนแผนตีเมืองเชียงใหม่ได้นางลาวทอง โดยชื่อ “ลาวทอง” แสดงความเป็นลาว ต่อมาขุนแผนพานางลาวทองไปพบนางวันทองเพื่อแสดงความอ่อนน้อม แต่นางลาวทองถูกนางวันทองด้อยค่าด่าทอว่า “อีลาวดอน” (หมายถึงลาวบ้านนอก)
ร.5 ปฏิรูปการปกครอง พ.ศ. 2435 บริเวณล้านนาถูกตั้งเป็นมณฑล ว่า “มณฑลลาวเฉียง” (แต่คำชาวบ้านเรียก “ลาวพุงดำ” เพราะมีลายสักตั้งแต่สะดือลงไป) ด้วยความรับรู้ว่าล้านนาเป็นลาวที่อยู่ทางตะวันตก “เฉียง” เหนือของกรุงเทพฯ (แต่ถึง พ.ศ. 2442 เปลี่ยนชื่อเป็น “มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ” เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศสมัยนั้น)
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี (เชื้อวงศ์เชียงใหม่) รับราชการวังหลวงในกรุงเทพฯ เป็นเจ้าจอมใน ร.5 แต่นุ่งซิ่นเพื่อยืนยันความเป็นลาว จึงไม่นุ่งโจงกระเบนตามประเพณีเหมือนเจ้าจอมอื่นๆ
วัฒนธรรมสยามโยนก ลงไปสุพรรณ
ภาษาและวัฒนธรรมสยามโยนกในวัฒนธรรมกลุ่มพระเจ้าพรหม เคลื่อนไหวลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นผสมกลมกลืนกับภาษาและวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา (อย่างเดียวกับภาษาและวัฒนธรรมโขง-ชี-มูล) ถูกเรียกใหม่ว่าภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย โดยพบหลักฐานชุมชนล้านนาที่มีวัดเป็นศูนย์กลาง และศิลปกรรมล้านนาในวัดต่างๆ ของอยุธยา เช่น วัดแค (ย่านคลองสระบัว), วัดบางกะจะ (ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านบางกะจะ) ฯลฯ

เรื่องเล่าเป็นสัญลักษณ์ความเคลื่อนไหวของสยามโยนก ได้แก่ เรื่องพระเจ้าพรหม, พระเจ้าชัยสิริ, ท้าวแสนปม, ท้าวอู่ทอง พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต บอกว่าคนในอยุธยาเชื่อว่ากษัตริย์องค์แรกของอยุธยาคือพระเจ้าพรหม
(1.) ภาษาสยามโยนก ตระกูลไท-ไต ผสมผสานภาษาดั้งเดิมของลุ่มน้ำท่าจีน (ตระกูลมอญ-เขมร-มลายู) บริเวณที่เอกสารจีนเรียก “เจนลีฟู” กลายเป็นภาษาสุพรรณ, สำเนียงสุพรรณ, และมีเพลงสุพรรณ (อีแซว) มีศูนย์กลางอยู่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) เป็นสยามที่จีนเรียกในเอกสารจีนว่า “เสียน” เป็นเครือญาติสยามลุ่มน้ำมูลที่สร้างเมืองอโยธยา
(2.) วัฒนธรรมสยามโยนก แผ่ลงลุ่มน้ำท่าจีนที่สุพรรณภูมิ มีการละเล่นสำคัญคือ “ขับซอ” (แบบล้านนา)
จีนหนุนสยามสุพรรณภูมิ ในที่สุดสุพรรณภูมิยึดอยุธยา (จากเชื้อสายอโยธยา-ละโว้) ทำให้อยุธยาอยู่ในอำนาจของเชื้อสายสุพรรณภูมิ ซึ่งหมายถึงรวมทั้งสำเนียงภาษาและวัฒนธรรมสุพรรณภูมินานมากกว่าร้อยปี ทำให้ สำเนียงสุพรรณ ถูกยกย่องเป็นสำเนียงหลวงของอยุธยา ดูจากอักขรวิธีในวรรณกรรมลงวรรณยุกต์ตามสำเนียงสุพรรณ และเจรจาโขนใกล้เคียงมากกับสำเนียงสุพรรณ ที่ปัจจุบันเรียก “เหน่อสุพรรณ”
ส่วน ขับซอ จากลุ่มน้ำท่าจีนถูกยกเป็นการละเล่นของประชาชนอยุธยา นิยมขับซอเรื่องขุนแผน แล้วพัฒนาเป็นเล่นเพลงโต้ตอบด้วยโครงเรื่องขุนแผนที่ขยายเป็นขุนช้างขุนแผน (สมัยรัตนโกสินทร์พัฒนาเป็นตีกรับขับเสภา)
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย
ประวัติศาสตร์ไทย “กระแสหลัก” ถึงสมัยนี้ยังเชื่อเรื่องเชื้อชาติ แล้วยังเชื่อว่า คนไทยแท้มีถิ่นกำเนิดในจีน จึงมีคนไทยแท้ตกค้างในจีน
แต่หลักฐานทางวิชาการรอบด้าน พบว่าทางตอนใต้ของจีนสมัยโบราณไม่มีคนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยในประเทศไทย) ดังนี้
(1.) คนพูดภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต มีไม่น้อยทางตอนใต้ของจีน แต่ไม่ใช่คนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยปัจจุบันในประเทศไทย) เพราะเขาเรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน (โดยไม่เรียก “คนไทย”) ได้แก่ ไตลื้อ-ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม-ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว-ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง-ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์-ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน-ชาวบ้าน (ทั่วไป)
(2.) ไท หรือ ไต (ทางตอนใต้ของจีน) มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ใประวัติศาสตร์ไทย เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา เพราะเขา “ไม่ไทย” คือไม่ใช่คนไทยเหมือนประชาชนในประเทศไทย
(3.) ไท, ไต แปลเหมือนกันว่าคนหรือชาว ซึ่งไม่หมายถึงคนไทยอย่างเดียวกับคนในประเทศไทยทุกวันนี้ ทั้งนี้ มีเหตุจากฮั่นเรียกกลุ่ม “ไม่ฮั่น” ทางใต้ของจีน (บริเวณโซเมีย) ว่า ฮวน, หมาน, เยว่ หมายถึงเหี้ย, ป่าเถื่อน, ผีป่า ฯลฯ ดังนั้น พวก “ไม่ฮั่น” ตอบโต้พวกฮั่นว่ากูเป็นไท-ไต หมายถึงกูเป็นคน ไม่ใช่เหี้ย ไม่ป่าเถื่อน ไม่ใช่ผี
[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ. 2519]
(4.) ชาวสยามในอยุธยาเรียกตนเองว่าไทย แล้วเหมารวมชาวสยามถิ่นอื่นๆ เป็นไทยเหมือนพวกตน (อยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์) ได้แก่ “ไทยใหญ่” (อยู่ลุ่มน้ำสาละวิน ในพม่า) และ “ไทยน้อย” (อยู่ลุ่มน้ำโขง ในลาว)
แต่หลักฐานจากวิถีชีวิตจริงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะชาวสยามถิ่นอื่นๆ เหล่านั้นไม่เรียกตนเองว่าไทย โดยมีชื่อเรียกตนเองต่างหากและหลากหลายอย่างยิ่ง
ประวัติศาสตร์ไทย “กระแสหลัก” ไม่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้เพราะเพิ่งแต่งใหม่จากจินตนาการเพื่อสนองการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ราว 80 ปีที่แล้ว หรือหลัง พ.ศ. 2482 ด้วยการปลุกเร้าสร้างให้คนเป็นไทยโดยเชื้อชาติที่ไม่เคยพบหลักฐานวิชาการเป็นสากลว่าถิ่นกำเนิดความเป็นไทยอยู่ “อัลไต-น่านเจ้า” และไม่เคยพบหลักฐานวิชาการอย่างเป็นสากลว่าสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย (จนถึงทุกวันนี้ทางการยังหาหลักฐานสนับสนุนไม่ได้)
ความเป็นไทยแท้จริงไม่มาจากเชื้อชาติ เพราะเชื้อชาติไม่มีในโลก ดังนั้นในโลกจึงไม่มีคนไทยโดยเชื้อชาติ แต่มีคนเป็นไทยโดยสัญชาติ อันเกิดจากการผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์นับไม่ถ้วน ซึ่งสอดคล้องความเป็นสากล “พลเมืองโลก” ลดความขัดแย้งรุนแรงกับเพื่อนบ้าน และไม่ยั่วยุคนฆ่ากันด้วยเชื้อชาติ
อ่านเพิ่มเติม :
- นครเชียงใหม่โบราณไม่ได้มีเฉพาะแค่เวียงในคูเมืองเท่านั้น!
- “เวียงกุมกาม” ถึง “นครพิงค์เชียงใหม่” กรณีศึกษาสร้างเมืองแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง
- คุ้มหลวงเจ้าหลวงล้านนา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เมืองเหนือ แต่ “พงศาวดารโยนก” แทบไม่กล่าวถึง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 มิถุนายน 2569




