
| ผู้เขียน | พิมพ์ลภัส บัวคำ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
สกา – เร้กเก้ ดนตรีที่สร้างมาจากความกล้าหาญของแรงงานทาสแอฟริกาในจาไมกา ลุกขึ้นต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม จนกระทั่งได้รับอิสรภาพ
ก่อนจาไมกาจะเป็นอาณานิคมสเปนเกือบ 150 ปี เกาะแห่งนี้เคยเป็นดินแดนที่สงบสุข และอุดมสมบูรณ์ ตั้งอยู่บริเวณหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ตอนใต้ของคิวบา เรียกว่า เวสต์อินดีส (West Indies)
จนกระทั่ง ค.ศ. 1670 อังกฤษเข้ามาต่อสู้แย่งชิงดินแดน สเปนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นำไปสู่สนธิสัญญามาดริด (Treaty of Madrid) เพื่อยุติสงครามในทะเลแคริบเบียนทั้งหมด อีกทั้งสเปนได้ยกจาไมกาให้อังกฤษ

ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ข้าหลวงเกณฑ์แรงงานทาสแอฟริกันมาทำไร่อ้อย และอุตสาหกรรมน้ำตาล ท่ามกลางทุ่งหญ้าร้อนระอุ ทาสเหล่านี้ทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย อยากหลบหนีออกจากนรกบนดินแห่งนี้ แต่ก็ไม่สามารถออกไปได้ จึงทำได้แค่หาดนตรีมาร้องเล่นเพื่อผ่อนคลาย
ตัวอย่างเช่น เพลง Chi Chi Bud ที่ร้องว่า “Chi Chi Bud, Some a dem a holla some a bawl” แปลว่า โอ้ ฝูงนกตัวเล็กตัวน้อย, บางพวกก็โห่ร้อง บางพวกก็ร้องไห้คร่ำครวญ เพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อเปรียบเทียบฝูงนกกับแรงงานทาสจากหลายที่มารวมตัวกัน
นอกจากนี้ยังผสมผสานการเต้นรำพื้นเมืองของจาไมกา เรียกว่า ควอดริล (Quadrille) เป็นการจับคู่เต้นรำด้วยกันสี่คู่ ตั้งแถวเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ในเพลงจะมีท่อนที่ส่งสัญญาณทำหน้าที่เป็น Dance Calls เพื่อให้ผู้เต้นเปลี่ยนคู่ หรือทำท่าทางต่างๆ
ในขณะเดียวกันนั้นบรรดาทาสได้จัดประชุมลับขึ้นเพื่อหาวิธีปลดแอกให้เป็นอิสระ โดยใช้ดนตรีที่ร้องเล่นกันนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างเหล่าทาส ใช้เป็นภาษาลับใช้เพื่อวางแผนหลบหนี อีกทั้งนำเพลงสวด (Hymns) ในคัมภีร์ไบเบิล มาสร้างความหมายใหม่ที่รู้กันเองอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น “Babylon the great is fallen, is fallen!” แปลว่า บาบิโลนที่ยิ่งใหญ่ล่มสลายแล้ว ล่มสลายแล้ว! โดยบาบิโลน หมายถึง ระบอบทาสของอังกฤษ และล่มสลาย หมายถึง รหัสลับเพื่อนัดหมายวันลุกฮือเพื่อเผาทำลายไร่อ้อย และเข้ายึดพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เมื่อกิจการค้าทาสยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ นายจ้างต่างนำแรงงานเข้ามาในเกาะแห่งนี้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งทศวรรษ 1830 เหล่ามิชชันนารีนิกายแบปติสท์ ร่วมกับนิกายเมทอดิสต์ ที่ต่อต้านคริสตจักรอังกฤษ มิชชันนารีเหล่านี้เห็นถึงความยากลำบากของแรงงาน จึงออกมารณรงค์ปลุกปั่นให้ยกเลิกระบบทาส เกิดเป็นสงครามแบปติสท์ (Baptist War) หรือเรียกว่า กบฏวันคริสต์มาส 1831
การเคลื่อนไหวนี้นำโดยซามูแอล ชาร์ป (Samuel Sharpe) มัคนายกในโบสถ์ เขานัดหยุดงานประท้วงอย่างสงบในช่วงคริสต์มาส หากนายจ้างไม่จ่ายค่าตอบแทนและมอบเสรีภาพให้กับพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ไปทำงาน อย่างไรก็ตาม คำขอของเหล่าทาสถูกปฏิเสธ และเหล่านายจ้างก็ใช้ความรุนแรงกับพวกเขา
การกระทำของเหล่านายจ้างทำให้ทาสไม่พอใจมาก จนนำไปสู่การลุกหือครั้งใหญ่ จุดไฟเผาไร่อ้อยและคฤหาสน์ สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาล ด้วยเหตุนี้กองทัพอังกฤษจึงต้องเข้ามาปราบปราม มีแรงงานทาสถูกตัดสินประหารชีวิต 300 ราย
เหตุการณ์การจลาจลนี้ได้สร้างความตกตะลึงแก่ประชาชน และรัฐสภาอังกฤษเป็นอย่างมาก ซึ่งนำไปสู่กฎหมายเลิกทาสในจาไมกา ค.ศ. 1833
ภายหลังการเลิกทาส ค.ศ. 1834 เศรษฐกิจในจาไมกาเสื่อมลง แต่พวกทาสยังคงใช้ชีวิตต่อไปตามแบบแผนดั้งเดิมของตนเอง อีกทั้งยังนำวัฒนธรรมแอฟริกา อังกฤษ และชนพื้นเมืองแถบแคริบเบียนมาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ต่อมาดนตรีเหล่านี้จึงพัฒนาขึ้นกลายเป็นดนตรีที่ใช้เพื่อความบันเทิง ซึ่งพบเห็นครั้งแรกในหมู่กะลาสีเรือ

จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1960 ชาวจาไมกาได้คิดค้นดนตรีขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “สกา” ที่นำเอาร็อกแอนด์โรล อาร์แอนด์บี คาลิปโซ และแจ๊ส ผสานกับดนตรีเมนโตของชาวแอฟริกาในจาไมกา ก่อให้เกิดจังหวะแปลกใหม่ รวดเร็ว ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ปลายทศวรรษ 1960 ดนตรีสกาพัฒนากลายเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีที่เป็นรากฐานของดนตรีเร็กเก้ (Reggae) ดึงจังหวะสกาให้ช้าลง เลียนเพลงพื้นเมืองเรียกว่า “รูท มิวสิค” (Root Music) ผสานวัฒนธรรมอเมริกัน-จาไมกาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว นิยมเปิดในงานเต้นรำ หรือสถานีวิทยุเดินสายต่างๆ
ทั้งนี้จากดนตรีพื้นเมือง และเพลงสวดในคัมภีร์ศาสนา ที่ร้องเล่นเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญเพื่อวางแผนหลบหนีจากนรกบนดิน ชี้ให้เห็นถึงความกล้าหาญของพวกเขาที่ลุกขึ้นสู้เพื่ออิสรภาพของตนเอง อีกทั้งได้ทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก นั่นคือ ดนตรีสกา-เร็กเก้
สุดท้ายนี้ดนตรีสกา-เร็กเก้ ขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพราะไม่เพียงเป็นแค่ท่วงทำนองที่สนุกสนานจากเกาะเล็ก ๆ ในทะเลแคริบเบียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดแทรกประเด็นทางสังคม จิตวิญญาณ และอุดมการณ์ทางการเมืองไว้อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม :
- “ดนตรีแจ๊ซ” ต้นกำเนิดจากทาส สู่อิสรภาพแห่งเสียงดนตรี
- เร็กเก กัญชา กับกษัตราแห่งเอธิโอเปีย รู้จัก “ลัทธิรัสตาฟาเรียน” ศรัทธาของ “บ๊อบ มาร์เลย์”
- กำเนิด “ฮิปฮอป-แร็ป” จากวัยรุ่นใช้ปาร์ตี้ในชุมชน กลายเป็นดนตรีฮิตทั่วโลกได้อย่างไร
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
สุนิสา ผางยอยซ้าย. ตัวตนนักดนตรีเร็กเก้. รายงานการศึกษาเฉพาะบุคคล ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2552.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มิถุนายน 2569




