4 การบูรณะครั้งสำคัญของ “พระธาตุพนม” ที่บรรจุพระสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า

พระธาตุพนม ใน บันทึก ฟรานซิส การ์นิเยร์ นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส วันพระธาตุพนมล้ม 11 สิงหาคม 2518 4 การบูรณะครั้งสำคัญของพระธาตุพนม
ภาพวาดพระธาตุพนมองค์เดิม ในบันทึกของฟรานซิส การ์นิเยร์ นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2411

4 การบูรณะครั้งสำคัญของพระธาตุพนม ที่บรรจุพระสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า

“พระธาตุพนม” เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของคนไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวอีสาน รวมไปถึงประเทศลาว ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งเป็นสถานที่บรรจุพระสารีริกธาตุส่วนพระอุระ (อก) ของพระพุทธเจ้า และเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่โต ได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง 

“วัดพระธาตุพนม” จังหวัดนครพนม จึงกลายเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นเพียงวัดเดียวในภาคอีสานเท่านั้นที่ได้รับฐานันดรศักดิ์นี้

โดยกว่าที่ “พระธาตุพนม” จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน มีการบูรณะครั้งสำคัญถึง 4 ครั้งด้วยกัน

เชื่อกันว่า พระธาตุพนมสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 14-15 ตัวเจดีย์อาจมีรูปแบบเป็นปราสาทเขมรหรือจาม ภายในประดิษฐานรูปเคารพ

จนเมื่อ พ.ศ. 2233-2234 เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กหรือพระยอดครูแก้ว พระสงฆ์ที่ชาวบ้านริมฝั่งโขงเคารพนับถือ ได้บูรณพระธาตุพนม เนื่องจากองค์เดิมชำรุดทรุดโทรม โดยเฉพาะส่วนยอดน่าจะพังทลายลงมา

ส่วนเรือนธาตุของพระธาตุพนม แบ่งเป็น 2 ชั้น (ภาพจาก pixabay.com – public domain)

การบูรณะครั้งนั้นต่อเติมเสริมยอดขึ้นใหม่ให้เป็นทรงบัวเหลี่ยม ป้อมเตี้ย ตามเอกลักษณ์ของล้านช้าง ไปจนถึงถมภายในห้องเรือนธาตุด้วยอิฐหักกากปูนและดินจนเต็ม จึงทำให้จากเดิมที่ภายในเป็นห้องโล่งกลายเป็นทึบ ซึ่งเหตุที่คาดว่าต้องปิดทั้งหมดก็เพราะต้องรับน้ำหนักส่วนยอดที่สร้างขึ้นใหม่ให้ได้ดีขึ้นนั่นเอง

รวมถึงเป็นการผนึกห้องคูหาของเรือนธาตุที่เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุให้ปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย

ภาพวาดพระธาตุพนมองค์เดิม ในบันทึกของฟรานซิส การ์นิเยร์ นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2411

วันเวลาผ่านมาเนิ่นนานจนถึงสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2483 ก็ได้บูรณะพระธาตุพนมอีกครั้งหนึ่ง โดยเสริมส่วนยอดของธาตุด้วยการครอบทับยอดเจดีย์เดิมไว้ภายใน ทำให้ดูชลูดมากยิ่งขึ้น 

เหตุสำหรับการบูรณะในครั้งนี้ คาดว่าเกี่ยวข้องกับการเมือง เนื่องจากรัฐบาลไทยกำลังทำสงครามอินโดจีนและเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงกลับมา จึงทำให้พระธาตุต้องดูสูงขึ้น ให้ผู้คนทางฝั่งลาวได้เห็นและรู้สึกร่วมทางวัฒนธรรม

แต่ด้วยยอดที่สูงเกินไป จึงทำให้ใน พ.ศ. 2518 พระธาตุพนมก็พังทลายลงมา เนื่องจากเรือนธาตุด้านล่างที่เป็นประสาทก่ออิฐเก่าแก่ไม่อาจทนน้ำหนักส่วนที่ต่อเติมเข้าไปใหม่ได้ 

องค์พระธาตุพนมล้มทลายลงมาทั้งองค์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เวลา 19.38 น. (ภาพจาก http://www.watpamahachai.net/Document12_6.htm)

หลังจากพังทลายลง ในช่วง พ.ศ. 2518-2522 จึงบูรณะใหม่อีกครั้ง ด้วยการสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ โดยยึดตามแบบที่สร้างเสริมในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน โดยใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งองค์ และนำชิ้นส่วนภาพสลักอิฐเก่าแก่ที่อยู่บริเวณเรือนธาตุมาประกอบขึ้นใหม่ แล้วผนึกไว้ตำแหน่งเดิม หากส่วนไหนที่พังไปก็จะเสริมอิฐใหม่เข้าไปแทน 

นอกจากนี้ยังอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พบหลังจากการทลายบรรจุเข้าไปประดิษฐานภายในเช่นเดิม

ทั้งหมดนี้คือ 4 การบูรณะครั้งสำคัญของ “พระธาตุพนม” ที่แม้จะเปลี่ยนผ่านไปกี่ครั้งก็ยังคงความขลังและน่าเคารพบูชาไว้เช่นเดิม ไม่มีเปลี่ยน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง 

ประภัสสร์ ชูวิเชียร. ๕ มหาเจดีย์สยาม. กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส. ตุลาคม, 2554.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 มิถุนายน 2569