กบฏปูกาเชฟ การต่อต้านรัฐบาลสมัยซารีนาแคทเธอรีนที่ 2

ผู้นำกบฏปูกาเชฟมอบความยุติธรรมแก่ประชาชน ประกอบเรื่อง กบฏปูกาเชฟ การต่อต้านรัฐบาล สมัยซารีนาแคทเธอรีนที่ 2
ภาพวาด ผู้นำกบฏปูกาเชฟมอบความยุติธรรมแก่ประชาชน, ผลงาน Vasily Perov (ภาพจาก Wikimedia Commons)

กบฏปูกาเชฟ ผลของการพัฒนารัสเซีย จนเกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นในสมัยซารีนาแคทเธอรีนที่ 2

ใน ค.ศ. 1762 พระนางแคทเธอรีนทรงรัฐประหารพระสวามี หรือซาร์ปีเตอร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย พระนางจึงได้ขึ้นครองราชย์เป็น ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 

พระนางต้องการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของขุนนาง พระนางจึงเลือกนำนโยบายของซาร์ปีเตอร์มหาราชมาใช้ปกครองประเทศ

ซารีนาดำเนินนโยบายต่าง ๆ พัฒนาจนรัสเซียเจริญอย่างก้าวกระโดดในหลายด้าน ทางด้านการเมือง พระนางพยายามลดอำนาจขุนนางท้องถิ่น โดยจัดตั้งรัฐบาลท้องถิ่น (guberniya reform) แบ่งเขตการปกครองและส่งขุนนางข้าหลวงไปบริหาร ต่อมาใน ค.ศ. 1785 ได้ออก “กฎบัตรขุนนาง” (Charter to the Gentry) ทำให้ขุนนางมีอำนาจควบคุมแรงงานและที่ดิน ขุนนางจึงมีอำนาจมากขึ้น และสามารถบริหารงานได้อย่างอิสระ ทำให้ขุนนางชื่นชอบและสนับสนุนอำนาจของซารีนา

ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2
ภาพวาดซารีนาแคทเธอรีนที่ 2, โดยศิลปิน Fyodor Rokotov (ภาพจาก Web Gallery of Art)

ด้านเศรษฐกิจ พระนางสนับสนุนชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุน และทำธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในรัสเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังยกเลิกเก็บภาษีสินค้าส่งออกทุกชนิด และทำให้การค้าเสรียิ่งขึ้น

ด้านสังคม พระนางกลับมาสร้างกรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก สถาปนาเป็นเมืองหลวง และศูนย์กลางความเจริญของรัสเซีย นำศิลปวิทยาการแบบตะวันตกเข้ามาใช้ 

ด้านการศึกษา พระนางพัฒนาระบบการศึกษา เปิดสอนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้งในเมืองและชนบท ประชาชนทุกคนทั้งชายและหญิงได้รับโอกาสศึกษาต่อ ยกเว้นทาสติดที่ดิน อีกทั้งจัดตั้งวิทยาลัยครู วิทยาลัยแพทย์ และจัดตั้งสถาบันการศึกษาแห่งรัสเซีย ให้สิทธิปัญญาชนแปลหนังสือ เผยแพร่แนวคิดได้อย่างอิสระ รวมถึงหนังสือเสียดสีสังคม และการศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน ทำให้ปัญญาชนสมัยพระนางมีวิสัยทัศน์ที่กว้างขว้างอย่างมาก

แม้ว่าในยุคนี้รัสเซียจะเจริญรุ่งเรืองจนได้รับการยกย่องว่าเป็น “ยุคทอง” แต่ในทางกลับกันซารีนากลับไม่ค่อยดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนรากหญ้าเท่าใดนัก ส่งผลให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “ทาสติดที่ดิน”

การลงโทษทาสติดที่ดินของเหล่าขุนนาง
การลงโทษทาสติดที่ดินของเหล่าขุนนาง (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ทาสติดที่ดิน คือ แรงงานในระบบฟิวดัลหรือระบบระบบศักดินา พวกเขาเป็นกลุ่มชาวนาที่ทำการเกษตรในที่ดินของขุนนาง ไม่มีสิทธิ์ต่อรองและย้ายถิ่นฐาน เป็นแรงงานในตลาดอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญต่อประเทศอย่างมาก หากขุนนางมีทาสติดที่ดินเยอะก็สะท้อนถึงอำนาจและอิทธิพลของขุนนางด้วย

กลุ่มคนเหล่านี้ทำงานท่ามกลางการกดขี่จากขุนนาง ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างมาก การขยายตัวของชนชั้นทาสที่มากขึ้น ทำให้มีช่องว่างระหว่างชนชั้นเพิ่มขึ้นไปด้วย โดยที่ขุนนางก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองทาสติดที่ดิน สามารถลงโทษทาสด้วยความเหี้ยมโหด และขูดรีดภาษีอย่างหนัก ดังนั้น ด้วยแรงกดดันและภาระของชนชั้นปกครองที่กดทับเหล่าทาสติดที่ดินมายาวนาน ส่งผลให้ใน ค.ศ. 1773 ประชาชนจึงลุกฮือนำไปสู่เหตุการณ์ กบฏปูกาเชฟ 

บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคือ อีเมลเยน ปูกาเชฟ ผู้ที่อ้างตนเป็นซาร์ปีเตอร์ที่ 3 โดยมีพวกคอสแซค หรือทหารรับจ้างอิสระ (กลุ่มนักรบที่ขี่ม้าอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย) ชาวนา ทาสติดที่ดิน และชนกลุ่มน้อย ร่วมก่อกบฏถึง 200,000 คน พวกเขาต่อต้านระบบทาสติดที่ดิน และความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น 

แม้ใน ค.ศ. 1774 ราชสำนักรัสเซียปราบปรามกบฏปูกาเชฟลงได้ แต่แรงขับเคลื่อนของชนชั้นล่างที่ต้องต่อสู้กับผู้มีอำนาจในสังคมนั้นยังคงดำเนินต่อไป เหตุการณ์กบฏครั้งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ชนชั้นล่างต่อสู้เพื่ออิสระของตนเอง

อีเมลเยน ปูกาเชฟ
อีเมลเยน ปูกาเชฟ (ภาพจาก Wikimedia Commons)

จะเห็นได้ว่ารัสเซียภายใต้การบริหารของซารีนา แม้จะประเทศจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่ในความเจริญรุ่งเรืองนั้นเต็มไปด้วยช่องว่างระหว่างชนชั้นมากมาย ประชาชนคนรากหญ้าไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จนนำไปไปสู่ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นที่มีช่องว่างห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ 

สุดท้ายปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงกระบวนการปฏิรูปประเทศเพื่อส่งเสริมอำนาจตนเองของซารีนา ชนชั้นปกครอง และขุนนาง เท่านั้น ปัญหาของทาสติดที่ดินยังคงถูกเพิกเฉยไม่ได้การปรับปรุงแก้ไข พวกเขายังคงถูกกดขี่ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายร้อยปี

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ธัญญาภรณ์ เทียนขาว. (2555). เปรียบเทียบบทบาททางสังคมวัฒนธรรมและการเมืองการปกครองระหว่างพระนางแคทเทอรีนที่ 2 แห่งรัสเซียและสมเด็จพระราชินีนาถเอลิชาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ. สาขาวิชารัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สมหทัย สิริฉัตรัตน์. (2554). การปกครองสมัยพระจักรพรรดินีนาถพระนางแคทเธอรีนมหาราชที่ 2 : ปัจจัยที่ส่งเสริมให้รัสเซียก้าวสู่ยุคภูมิธรรมละสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน. ภาคนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชารัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อนันชัย เลาหะพันธุ และ สัญชัย สุวังบุตร. (2553). รัสเซียสมัยซาร์และสังคมนิยม. กรุงเทพฯ : ศักดิ์โสภาการพิมพ์.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤษภาคม 2569