พระเอกาทศรถปูนบำเหน็จอะไรทหาร-พลเรือน หลังศึกยุทธหัตถี พ.ศ. 2135

จิตรกรรมโคลงภาพ พระราชพงศาวดาร ศึกยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระมหาอุปราชา สมเด็จพระนเรศวร ในสายตาพม่า-ไทยไม่เหมือนกัน
จิตรกรรมโคลงภาพพระราชพงศาวดารตอน “สงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” เขียนโดย หลวงพิศณุกรรม (เล็ก) ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหนังสือ “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 2”)

ในศึกยุทธหัตถี เมื่อ พ.ศ. 2135 เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติสยาม ที่สมเด็จพระนเรศทรงมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี ในคราวเดียวกันนั้น สมเด็จพระเอกาทศรถเองก็ทรงชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันเจ้าเมืองจาปะโรสิ้นชีพบนคอช้างเช่นกัน

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ (ภาพจาก เฟซบุ๊ก เทศบาลตำบลป่าโมก จ.อ่างทอง)

เนื่องจากในการยุทธครั้งนั้น ทหารและพลเรือนฝ่ายกรุงศรีอยุธยาได้เสียสละชีวิต บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จนฝ่ายอยุธยาได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถจึงมีพระบรมราชโองการ ให้ปูนบำเหน็จแก่ทหารและพลเรือน ตามที่ลงประกาศใน พระอัยการกระบดศึก ดังนี้ [เว้นวรรคคำ และปรับย่อหน้าใหม่โดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“ศุภมัศดุศักราช ๙๕๕ (พ.ศ. 2136) พยัฆสังวัจฉระ มาฆมาศกาลปักษย เอกาทัศมีดฤษถีคุรุวารกาลบริเฉทกำหนด พระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐ อิศรวรบรมนารถบรมพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว เสดจ์ออกณพระธินั่งมงกุฎพิมาน สถานพิมุขไพชนมหาปราสาท มีพระราชโอการมาณพระบันทูลสุรสีหนาทดำรัสสั่งแก่พญาศรีธรรมาว่า

พระหลวงเมืองขุนหมื่นข้าทูลอองทุลีพระบาทฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน เกนเข้ากระบวนทับ ได้รบพุ่งด้วยสมเดจ์บรมบาทบงกชลักษณอัคบุรีโสดมบรมหน่อนรา เจ้าฟ้านเรศเชษฐาธิบดี มีไชยชำนะแก่มหาอุปราชา หน่อพระเจ้าไชยทศทิศเมืองหงษาวดีนั้น ฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน ล้มตายในการณรงค์สงครามเปนอันมาก แลรอดชีวิตรเข้ามาได้ก็เปนอันมากนั้น

ทรงพระกรรุณาพระราชทานปูนบำเหนจ์ แลซึ่งขุนหมื่นนายอากอน นายพาศรี แลนายหมวดข้าส่วยขึ้นณพระคลังหลวง แลส่วยสาอากอนติดค้างนั้น เข้าการณรงค์รบพุ่งล้มตายในที่รบเปนอันมาก จึ่งทรงพระกรุณาตรัสประภาศว่า มันทำการณรงค์สงครามมีบำเหนจ์ความชอบอยู่นั้น ถ้าแลหนี้สีนส่วยสาอากาอนขึ้นแก่พระคลังหลวง ติดค้างอยู่มากน้อยเท่าใดให้ยกไว้ มีลูกหลานให้รับราชการแทนเลี้ยงไว้สืบไป

ถ้าแลขุนหมื่นนายอากอน นายพาศรี นายข้าส่วย ซึ่งขึ้นพระคลังติดค้างอยู่ ก็ให้ยกเปนบำเหนจ์ผู้ตาย ในการณรงค์ผู้เปนเจ้าแล้ว อย่าให้บุตรภรรยาใช้หนี้เลย ถ้าแลมีพี่น้องลูกหลานให้เลี้ยงเปนข้าเฝ้า แลเลี้ยงไว้ในที่ทหารใช้ราชการสืบไป

อนึ่งผู้ใดมีน้ำใจจัดแจงแต่งลูกหลานพี่น้องอาสาเข้ากองทับ ได้รบพุ่งล้มตายในที่รบ ถ้าหาหนี้สีนณะพระคลังหลวงติดค้างมิได้ ให้พระราชทานบุตรภรรยาโดยพระราชกฤษฎีกา ถ้าหนี้สินพระคลังหลวงติดค้าง ก็ให้ยกพระราชทานให้แก่บุตรภรรยามิให้เอาเลย แลรอดคืนมาหาหนี้สินหลวงติดค้างมิได้นั้น ให้พระราชทานโดยพระราชกฤษฎีกาเลี้ยงไว้ในที่ทหาร”

จะเห็นว่า สิ่งที่ปูนบำเหน็จหลัก ๆ ให้แก่บรรดาพลทหาร-พลเรือน หรือผู้ที่ส่งลูกหลานมาร่วมทัพก็คือ ยกหนี้สิน ส่วย หรืออากรทั้งหมดที่ติดค้างพระคลังหลวง รวมถึงให้ชุบเลี้ยงบรรดาญาติพี่น้องและลูกหลาน ด้วยการให้เข้ารับรับราชการนั่นเอง

“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมสมเด็จพระเอกาทศรถจึงมีพระบรมราชโองการด้วยพระองค์เองใน พ.ศ. 2136 ซึ่งเป็นรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศ ก็สันนิษฐานว่ามาจากการที่พระองค์ทรงออกว่าราชการช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเชษฐา ในฐานะที่ทรงเสวยราชสมบัติคู่กับสมเด็จพระนเรศนั่นเอง

เหล่านี้คือพระบรมราชโองการที่สมเด็จพระเอกาทศรถปูนบำเหน็จให้แก่ทหารและพลเรือน ลงประกาศในพระพระไอยการกระบดศึก ซึ่งก็เป็นอีกหลักฐานที่ยืนยันถึงการเกิดศึกยุทธหัตถีด้วย

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

พระไอยการกระบดศึก ม. 68 ใน ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับตรา 3 ดวง เล่ม 2. มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง. พ.ศ. 2529.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 เมษายน 2569