| ผู้เขียน | กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ช่วงปัจฉิมวัยของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” นักคิด นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทย ตั้งแต่เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วตัดสินใจลี้ภัยการเมืองอยู่ที่นั่น หลังการรัฐประหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จนถึงแก่กรรมที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2517 เป็นช่วงเวลาไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันนัก
เป็นที่มาของงานศึกษาและการบรรยายชุด “สัมมนาบัณฑิตศึกษา” เรื่อง “กุหลาบแดงบนบนผืนแผ่นดินจีน: โครงสร้างความเป็นไทยที่ปฏิวัติของกุหลาบ สายประดิษฐ์ พ.ศ. 2501-2517” โดย กนกวรรณ เปี่ยมสุวรรณศิริ สาขารัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณกนกวรรณเผยว่า ที่งานศึกษาเกี่ยวกับช่วงชีวิตข้างต้นของกุหลาบ ดูขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ความคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทย สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากสถานการณ์สงครามเย็นที่แบ่งโลกออกเป็นสองขั้ว แล้วชนชั้นนำไทยเลือกอยู่ฝ่ายสหรัฐอเมริกา ปิดล้อมฝ่ายคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตและจีน กิจกรรมทั้งหมดของกุหลาบที่จีนจึงถูกกีดกันจากพื้นที่สาธารณะในรัฐไทย

กุหลาบเติบโตมาพร้อมแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ต่อต้านศักดินานิยม ขณะเดียวกันก็ตระหนักว่า รัฐบาลไทยชุดต่าง ๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ไม่สามารถผลักดันบ้านเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในมิติต่าง ๆ ได้ จึงให้ความสนใจแนวคิดสังคมนิยม มีการติดต่อและสร้างสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รวมถึงขบวนการคอมมิวนิสต์สากล
กุหลาบถูกจับกุมในเหตุการณ์ “กบฏสันติภาพ” เมื่อ พ.ศ. 2495 และได้รับการปล่อยตัวในอีก 4 ปีต่อมา เขาได้รับคำเชิญจากสมาคมวัฒนธรรมวิเทศสัมพันธ์ของสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เดินทางไปแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมยังแผ่นดินจีน โดยออกเดินทางเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2501 แล้วทางการจีนก็จัดแจงให้ไปทัศนาจรมณฑลต่าง ๆ เพื่อดูการพัฒนาบ้านเมืองภายใต้ระบอบสังคมนิคมของจีน
กุหลาบยังใช้โอกาสนั้นศึกษาลัทธิมาร์กซ-เลนิน และเหมาเจ๋อตุงอย่างจริงจัง เขาถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็น สิ่งที่ได้รับรู้ผ่านสถานีวิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทย เพื่อสื่อสารความคิดของตนกับสังคมไทย เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นที่ไทย กุหลาบจึงตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่นั่น และยังขับเคลื่อนงานด้านวิทยุอยู่ที่สถานีวิทยุปักกิ่งโดยใช้ชื่อจริงบรรยายออกอากาศ ขณะที่ผู้ลี้ภัยชาวไทยคนอื่น ๆ จะใช้นามแฝงกัน
กุหลาบ สายประดิษฐ์ กับภารกิจ “กลับหัวกลับหาง” อุดมการณ์ชาติ
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยวางแผนก่อตั้งสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) และกุหลาบตอบรับคำชักชวนให้ร่วมกันบุกเบิก ความพยายามแสวงหาระบอบการเมืองในอุดมคติของกุหลาบ ซึ่งรับอิทธิพลจากลัทธิมาร์กซิสต์สายจีนอย่างเข้มข้ม จึงผสานเข้ากับเป้าหมายของ พคท. อย่างเต็มตัว
เมื่อ สปท. ถือกำเนิดขึ้น กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ตอบโต้รัฐไทยด้วยการสื่อสารถึงองค์ประกอบของชาติแบบ “กลับหัวกลับหาง” เพื่อสถาปนา “จินตนากรรม” ความเป็นไทย ตามแบบประชาชาตินิยมฝ่ายซ้าย ในช่วง พ.ศ. 2505-2508 คุณกนกวรรณจำแนกออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ด้านภารกิจ ขณะที่รัฐบาลไทยโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ. 2502-2506) และจอมพลถนอม กิตติขจร (พ.ศ. 2501, พ.ศ. 2506-2516) มุ่งสื่อสารว่า ภารกิจของชาติคือการรักษาเอกราชจากคอมมิวนิสต์ ซึ่งนิยามว่าเป็น “ภัยนอกบ้าน” ที่จ้องทำลายพระพุทธศาสนาและราชบัลลังก์ ทั้งโฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยยอมรับนโยบายป้องกันตนเองของไทยด้วยการเป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐอเมริกา
กุหลาบบรรยายวิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายของรัฐบาลสฤษดิ์-ถนอม คือการ “ขายชาติ” ด้านความมั่นคง ด้วยการอ้างภารกิจรักษาเอกราช และชี้ให้เห็นว่า คอมมิวนิสต์ไม่ใช่ศัตรู เพราะสำหรับชนชั้นปกครองแล้ว คอมมิวนิสต์คือ “หลวงพ่อ” ที่ห้อยไว้เป็นยันต์ปกปิดอาชญากรรมขายชาติของตน
ทั้งสถาปนาภารกิจ “ปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย” ด้วยการดึงความหมายของ “ชาติ” มาไว้กับประชาชนที่เป็นเจ้าของชีวิตและแผ่นดินที่แท้จริง

ผู้นำ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พยายามสร้างภาพลักษณ์ผู้นำทหารแบบ “พ่อขุน” เป็นผู้นำที่เด็ดขาดแต่เปี่ยมการุณย์ ผสานเข้ากับการฟื้นฟูบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้การพึ่งพาสหรัฐฯ
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม กุหลาบใช้โอกาสนั้นรื้อถอนค่านิยมดังกล่าวด้วยการเปิดโปงกรณีมรดกมหาศาลของจอมพลสฤษดิ์ และการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงในหน่วยงานรัฐ รื้อภาพลักษณ์พ่อขุนให้เป็น “นักกินเมือง” หรือ “อาชญากรโกฐทอง” ที่ปล้นชาติ เบียดเบียนประชาชน และระบอบรัฐสภาที่ดำเนินมาเป็นเพียง “สภาหุ่น” เพื่อค้ำจุนอำนาจของระบอบเผด็จการ มวลชนต้องชิงคืนอำนาจที่ถูกปล้นไปกลับคืนมา
ศัตรู-พันธมิตร-ผู้ทรยศ รัฐบาลสฤษดิ์-ถนอมพยายามเชิดชูสหรัฐอเมริกาว่าเป็น “มหามิตรผู้พิทักษ์เสรีภาพ” กุหลาบใช้บริบทสงครามเวียดนามโต้กลับว่า แท้จริงแล้วอเมริกา คือ “จักรพรรดินิยม” และ “หมาหัวเน่า” ที่กำลังสูญเสียความชอบธรรมในระดับสากล ด้วยการหยิบมติจากที่ประชุมสากลของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่กรุงไคโร พ.ศ. 2507 มารับรองเรื่องนี้
กุหลาบเห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ใช่ผู้พิทักษ์ชาติ แต่เป็น “สมุนที่เดินตามหมาหัวเน่าลงเหว”
เมื่อรัฐบาลโจมตีขบวนการเอกราชและแนวร่วมรักชาติแห่งประเทศไทยซึ่งก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2507 และ 2508 ว่าเป็นองค์กรต่างชาติและผู้ทรยศ กุหลาบตอบโต้โดยผูกกำเนิดของขบวนการกับประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้าย ชี้ว่า จิตวิญญาณการต่อสู้ผู้กดขี่ฝักรากในสังคมไทยมานาน เป็นพลังนี้ที่มีความชอบธรรมกว่ารัฐบาลหุ่นเชิด

คุณกนกวรรณสรุปประเด็นนี้ว่า การสื่อสารดังกล่าวกลายเป็นบทสรุปเชิงยุทธศาสตร์เรื่อง “อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” ตามแนวทางเหมา กล่าวคือ กุหลาบได้เปลี่ยนโลกทัศน์มวลชนให้เห็นว่า สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดได้เมื่อจักพรรดินิยมและสมุนรับใช้ถูกทำลายอย่างถึงราก
ชุดคำอธิบายข้างต้นของกุหลาบ สายประดิษฐ์ จึงทั้งรื้อสร้างความหมายของ “ศัตรู” และเป็นเครื่องมือปลุกระดมให้ประชาชนเข้าสู่สงครามระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐไทย ซึ่งยาวนานกว่า 20 ปี เป็นประวัติศาสตร์ของการปะทะกันทางอุดมการณ์และอาวุธที่รุนแรงและยืดเยื้อที่สุดของสังคมไทย
อ่านเพิ่มเติม :
- 31 มี.ค. 2448 วันเกิด กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักเขียนผู้ถูกจับ และงาน “ข้างหลังภาพ”
- “จงปล่อยให้เขาเป็นอิสระที่จะเลือกวิถีชีวิตของเขาเถิด” วาทะ ศรีบูรพา ต่อคนรุ่นใหม่
- จาก “วันเสียงปืนแตก” สู่ภารกิจ “ดับเสียงปืนแตก” การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของ พคท.
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 มีนาคม 2569





