จุลศักราช 1000 บ้านเมืองเข้าสู่ “กลียุค” พระเจ้าปราสาททองทรง “ลบศักราช” ?

ยูเดีย ประกอบเรื่อง สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ประกอบ พระราชพิธีลบศักราช
ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

“สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องมู ๆ หรืออำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติ ดังจะเห็นได้จาก “พระราชพิธีลบศักราช” ที่ทำขึ้นในสมัยของพระองค์

การลบศักราชของพระเจ้าปราสาททองเป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นในพระนครอย่างยิ่งใหญ่ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำเพื่อ “แก้เคล็ด” เรื่องการมาถึงของ “กลียุค” จากเลขศักราชลงตัว

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) เล่าว่า เมื่อถึง พ.ศ. 2181 ตรงกับจุลศักราช 1000 เลขศักราชลงตัวดังกล่าวเรียกว่าเข้าสู่ช่วง “กลียุค” พระเจ้าปราสาททองซึ่งครองราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาอยู่ขณะนั้นทรงกังวลว่าบ้านเมืองจะเกิดความวิบัติ ประชาชนทุกข์ยาก จึงจัดให้มีพระราชพิธีลบศักราชขึ้น

คติเรื่องเลขศักราชลงตัวมาจาก “คติปัญจอันตรธาน” แนวคิดพุทธศาสนาที่เชื่อเรื่องการเสื่อมหายไปของหลักธรรมคำสอนทีละลำดับ คือค่อย ๆ เสื่อมไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหมดสิ้นไปจากโลก ไม่เหลือให้มนุษย์เข้าถึงหรือปฏิบัติได้อีกต่อไป 

ดินแดนประเทศไทย พบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของคตินี้อยู่ใน จารึกนครชุม ทำขึ้นในสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท แห่งสุโขทัย นักวิชาการวิเคราะห์กันว่า คตินี้มาจากลังกา เพราะมีหลักฐานในเอกสารอรรถกถา “มโนรถปูรณี” ซึ่งมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 10

จารึกนครชุม
จารึกนครชุม

แต่เนื้อหาของจารึกนครชุมกับเอกสารลังกามีความต่างกันอยู่ กล่าวคือ ลังกาจะเรียงลำดับความเสื่อมสูญของพระศาสนาไว้ 5 ขั้น คือ ปฏิเวธอันตรธาน (พระอรหันต์สูญ), ปฏิบัติอันตรธาน (พระวินัยสูญ), ปริยัติอันตรธาน (พระไตรปิฏก, เอกสารทางศาสนาสูญ), ลิงคอันตรธาน (พระสงฆ์สูญ) และธาตุอันตรธาน (พระบรมสารีริกธาตุสูญ) โดยไม่ระบุกรอบเวลาการเสื่อมสูญว่าเกิดตอนไหน

จารึกนครชุม สลับเอาปริยัติอันตรธานมาเป็นความเสื่อมในลำดับที่ 2 (ลังกาคืออันดับ 3) ระบุเวลาว่าจะเสื่อมสูญเมื่อผ่านไป 5,000 ปี หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน และแบ่งยุคแห่งการเสื่อมเป็นทุก ๆ 1,000 ปี เป็นที่มาของความเชื่อเรื่องศักราชลงตัว คือ พ.ศ. 1000, 2000, 3000, 4000 และ 5000

เป็นไปได้ว่า ความเชื่อเรื่องเลขศักราชลงตัวคงยึดมาจากคติปัญจอันตรธานที่เล่าสืบต่อกันมา ซึ่งในยุคพระเจ้าปราสาททอง ศักราช 1000 เป็นจุลศักราช แม้ไม่ใช่พุทธศักราช ถึงอย่างนั้นพอเป็นเลขศักราชลงตัวเหมือนกัน จึงเชื่อกันไปก่อนว่าเป็นเลขไม่มงคล

ส่วนความเชื่อเรื่องกลียุค เป็นความเชื่อของศาสนาฮินดูที่ถือว่าโลกและจักรวาลดำรงอยู่ในวัฏจักรที่แบ่งออกเป็น 4 ยุค เรียกรวมกันว่ามหายุค ประกอบด้วย กฤดายุค, ไตรดายุค, ทวาบรยุค และ กลียุค

ใน 4 ยุคนี้ กฤดายุคถือเป็นยุคทอง ผู้คนมีศีลธรรม พอเข้ายุคต่อไปจะค่อย ๆ เสื่อมลง คุณธรรมเหลือ 3 ส่วน เหลือ 2 ส่วน จนถึงยุคสุดท้ายที่ศีลธรรมตกต่ำ ศาสนาเสื่อมถอย โลกวุ่นวาย จะมีการทำลายล้างโลกแล้วสร้างใหม่ วนเป็นวัฏจักร ก่อนเริ่มเข้าสู่ยุคแรกอีกครั้ง

ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง เหล่าปราชญ์และโหราจารย์ยุคนั้นจึงเอาเรื่องเลขศักราชลงตัว จุลศักราช 1000 มาผูกรวมกับเรื่องกลียุค เป็นที่มาของของพิธีเปลี่ยนศักราช

อยุธยา
ภาพ “ยูเดีย” หรือกรุงศรีอยุธยา วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์

พิธีลบศักราชทำอย่างไร ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ร่วมเจาะลึกได้ใน “สับประวัติศาสตร์ ZAB HISTORY สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์สายมูแห่งกรุงศรีอยุธยา

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 สิงหาคม 2568