
| ผู้เขียน | สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
เปิดเบี้ยเลี้ยง “นักโทษชาวต่างชาติ” ในสยามเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ได้วันละเท่าไหร่ มีเชื้อชาติไหนมากสุด
รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีการปฏิรูปงานราชทัณฑ์ ซึ่งนอกจากจะควบคุมดูแลนักโทษชาวสยามแล้ว ยังต้องบริหารจัดการนักโทษต่างชาติด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้ ผศ. ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เล่าไว้ในหนังสือ “รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่” (สำนักพิมพ์มติชน) ตอนหนึ่งว่า
ชาวต่างชาติที่ต้องคำพิพากษาจำคุกของศาลกงสุล จะมีสถานะเป็น “นักโทษชาวต่างชาติ” (foreign prisoners) ในระยะแรกนักโทษต่างชาติส่วนใหญ่จะถูกคุมขังกระจัดกระจายตามตะรางกงสุลของชาติตัวเอง แต่หากไม่มีสถานที่คุมขัง ก็สามารถนำนักโทษมาฝากขังที่คุกหรือตะรางของกรมพระนครบาลได้ โดยกงสุลต้องรับผิดชอบค่าอาหารเลี้ยงนักโทษในบังคับของตน
ก่อนทศวรรษ 2450 การควบคุมนักโทษต่างชาติไม่ได้สร้างปัญหาให้สยามเท่าไรนัก เพราะยังมีจำนวนน้อย
แต่เค้าลางปัญหาเริ่มเกิดขึ้นในต้นทศวรรษ 2450 เมื่อรัฐบาลสยามรับโอนนักโทษต่างชาติทั้งหมดจากตะรางกงสุลอังกฤษ ตามด้วยชาติตะวันตกอื่นๆ มาอยู่ใต้อำนาจคุกสยาม
“นักโทษชาวต่างชาติ” อยู่ที่ไหน
ช่วงนั้น รัฐบาลสยามได้จัดตั้ง “แผนกต่างประเทศ” ในเรือนจำกองมหันตโทษ ตามด้วยการจัดตั้ง “คุกต่างประเทศ” (international gaol) เพื่อคุมขังนักโทษต่างชาติโดยเฉพาะ เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2452 มีที่ตั้งอยู่ติดบ้านพักเจ้ากรมกองมหันตโทษ ประตูคุกหันหน้าออกไปหน้าถนนมหาไชย

การสร้างคุกต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าก่อสร้าง ซ่อมบำรุง การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ค่าจ้างเจ้าพนักงาน ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลสยามเป็นผู้ออกทั้งหมด ขณะที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกรับผิดชอบเฉพาะค่าใช้จ่ายส่วนตัวของนักโทษในบังคับของตน ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เท่านั้น
เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ รัฐบาลสยามได้ย้ายนักโทษต่างชาติชุดแรกจำนวน 16 คน ซึ่งเป็นนักโทษในบังคับของรัฐบาลอังกฤษจากตะรางกงสุลอังกฤษ มาคุมขังช่วงกลางปี 2453 และให้กงสุลประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ยกเลิกศาลกงสุลและไม่มีตารางกงสุล สามารถนำนักโทษมาฝากขังได้
รูปแบบอาคารของคุกต่างประเทศสร้างตามแบบเรือนจำในสหรัฐอเมริกา นักโทษอยู่ใน “เคบิน” หรือห้องขังห้องละ 1 คน ภายในห้องขังมีเตียงไม้ติดผนังพับได้ และมีช่องระบายอากาศ ช่วยให้อากาศถ่ายเทไม่อบอ้าวเกินไป ส่วนหน้าห้องขังมีระเบียงทางเดินยาว

การดำเนินงานของคุกต่างประเทศระหว่างปี 2452-2454 มีเจ้าพนักงานชาวต่างชาติทั้งชาวอังกฤษและแขก ที่เคยทำงานในตะรางศาลกงสุลอังกฤษหรือเรือนจำอาณานิคมมาประจำการ
ตามหลักแล้ว รัฐบาลสยามแบ่งนักโทษชาวต่างชาติเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ศาลกงสุลหรือศาลต่างประเทศมีคำพิพากษาแล้ว และมีกำหนดโทษจำคุก 1 ปี ไปจนถึงประหารชีวิต และกลุ่มที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีหรือศาลกงสุลฝากขัง
แต่ในทางปฏิบัติ กลับมีการแบ่งสถานะหรือชนชั้นของนักโทษต่างชาติเป็น 3 กลุ่มตามสถานะพลเมือง คล้ายคลึงกับการจำแนกนักโทษแบบอาณานิคม
กลุ่มแรก ชาวต่างชาติแท้ที่เป็นพลเมืองของประเทศซึ่งมีสัญญาทางพระราชไมตรี ได้รับสิทธิไม่ต้องใส่โซ่ตรวน ไม่ถูกบังคับใช้แรงงานหนัก และได้เบี้ยเลี้ยงไม่เกินวันละ 1 บาท 50 สตางค์
กลุ่มที่ 2 ลูกครึ่งที่บิดาเป็นชาวต่างชาติแท้ แต่มารดาไม่ใช่ ได้รับสิทธิเสมือนเป็นชาวต่างชาติแท้ แต่ได้เบี้ยเลี้ยงไม่เกินวันละ 1 บาท
กลุ่มที่ 3 คนในบังคับต่างประเทศ ต้องถูกใส่ตรวนและบังคับทำงานเช่นเดียวกับนักโทษชาวไทย ได้เบี้ยเลี้ยงไม่เกินวันละ 50 สตางค์
เบี้ยเลี้ยงทั้งหมด กงสุลประเทศนั้นๆ เป็นผู้จ่าย
แม้รัฐบาลสยามจำแนกนักโทษเป็น 3 กลุ่มดังกล่าว แต่เพื่อความสะดวกในการจัดการเรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะกลุ่มคนในบังคับที่มีความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อ จึงจำแนกนักโทษกลุ่มนี้ตาม “ศาสนา” ได้แก่ ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม และศาสนาอื่นๆ ที่ไม่มีข้อห้ามเรื่องอาหาร
เวลาผ่านไปเมื่อนักโทษในบังคับมีจำนวนมากขึ้น นักโทษก็เริ่มรวมกลุ่มกันเองตามเชื้อชาติ เช่น ชาวปาทาน ฮินดู ปัญจาบ มลายู พม่า ญวน จีน ซึ่งนักโทษต่างชาติชาวปาทานเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากสุด
ด้วยปัญหาความวุ่นวายของนักโทษชาวต่างชาติที่มักก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย รวมทั้งนักโทษชาวตะวันตกบางรายมีอิทธิพลเหนือผู้คุมชาวไทย ในที่สุดรัฐบาลสยามจึงตัดสินใจยกเลิกคุกต่างประเทศในเดือนธันวาคม ปี 2474
อ่านเพิ่มเติม :
- กรมหมื่นพงษาดิศรมหิป องคมนตรีที่รัชกาลที่ 5 ทรงสั่ง “ขังหลวง”
- ทำไม “คุกหน้าวัดโพธิ์” ใช้ขังนักโทษข้อหาหนัก ถึงตั้งใกล้วังหลวง?
- อาหารนักโทษคดีกบฏบวรเดช ติดคุกบางขวาง (บางคน) ช่วงหนึ่งมีหูฉลาม-ของจากโรงแรม
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ศรัญญู เทพสงเคราะห์. รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่. กรุงเทพฯ : มติชน, 2568
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 มิถุนายน 2568




