“แขก” ปะทะ “ฝรั่ง” จากเรื่องราว กบฏมักกะสันในช่วงกรุงศรีอยุธยา

กบฏมักกะสัน
ภาพสงครามระหว่าง VOC กับมักกะสัน ใน ค.ศ 1666 ถึง 1669 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

“แขก” ปะทะ “ฝรั่ง” จากเรื่องราว กบฏมักกะสันในช่วงกรุงศรีอยุธยา

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับว่าเป็นยุคทองของการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามารับหน้าที่ในราชสำนัก ปรากฏขุนนางต่างชาติสองกลุ่มหลักด้วยกันคือขุนนางแขก และขุนนางฝรั่ง 

ขุนนางทั้งสองกลุ่มต่างชิงดีชิงเด่นอยู่เป็นเวลานาน แม้ช่วงต้นขุนนางแขกจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นส่วนช่วยให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงขึ้นครองราชย์สำเร็จ แต่การเข้ามาของ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” ได้เปลี่ยนขั้วอำนาจไปอย่างสิ้นเชิง จนเกิดเป็นความขัดแย้งนองเลือดที่ดังไปทั่วอุษาคเนย์นั่นคือเหตุการณ์ “กบฏมักกะสัน”

ความเป็นมาแขกมักกะสัน

ชาว “มักกะสัน” หรือ “มากัสซาร์” เป็นกลุ่มชนจากเกาะเซลีเบส ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย พวกเขานับถือศาสนาอิสลาม เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจึงถูกเรียกว่า แขกมักกะสัน

ในศตวรรษที่ 17 ชาวมักกะสันเผชิญการคุกคามจากชาวดัตช์ภายใต้บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา พวกเขาจึงตัดสินใจอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์ เพราะเห็นว่ากษัตริย์อยุธยากับดัตช์มีความขัดแย้งกันอยู่

ภาพสงครามระหว่าง VOC กับมักกะสัน ใน ค.ศ 1666 ถึง 1669 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

เมื่อมาถึงก็ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณใกล้กับชุมชนมุสลิมเดิมที่เข้ามาก่อนหน้า อย่างชาวเปอร์เซีย จาม และมลายู ด้วยเหตุที่ว่านับถือศาสนาเดียวกัน โดยให้อยู่ภายใต้สังกัดการดูแลของเจ้านายคนเดิม คือเจ้าชายมักกะสันที่เดินทางมาด้วย

จุดเด่นของชาวมักกะสันทั้งชายและหญิงคือการพก “กริช” ผูกไว้กับโสร่งตลอดเวลาทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว พวกเขาเชื่อว่ากริชเป็นของขลัง ช่วยให้ผู้เป็นเจ้าของพ้นภัยทั้งปวง ดังความตอนหนึ่งใน สำเภากษัตริย์สุลัยมาน ซึ่งเป็นบันทึกการเดินทางของคณะราชทูตเปอร์เซียที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาว่า

“พิธีของใครในกรุงสยามนี้ก็ไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับของพวกมากัสสาร์ มีของขลังอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ากริชอยู่กับเจ้าของ ของมันจะไม่มีอันตราย จะไม่มีขโมยกล้ามากรายเลย ถ้าคนแปลกหน้าขโมยกริชก็เท่ากับหาเคราะห์ใส่ตัวเอง”

ความน่ากลัวของชาวมักกะสันไม่ใช่เพียงเพราะกริชเท่านั้น แต่มาจากความเชื่อเรื่องไม่กลัวตายที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้กล้าเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างไม่ระย่อ สังเกตได้จากบันทึกของออกพระศักดิ์สงคราม (เชอวาลิเอร์ เดอ ฟอร์บัง) ผู้บัญชาการป้อมเมืองบางกอกว่า 

“คนเหล่านี้มาจากเกาะเสลีเบส หรือเกาะมักกะสัน เคร่งในศาสนาพระมะหะหมัดและถือลาง เชื่อคาถาอาคมที่พวกอิหม่านแจกจ่ายให้ มียันต์ผูกไว้ที่แขน เพราะได้รับคำสั่งสอนว่าถ้ามีไว้ติดตัวก็ไม่มีใครทำอันตรายได้ 

คำสั่งสอนอีกข้อหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านี้เป็นคนดุร้ายไม่ท้อถอยนั้น คือความเชื่อมั่นว่าคนทั้งปวงที่เขาฆ่าตายในพิภพนั้น นอกจากพวกมะหะหมัดแล้วจักไปเป็นทาสรับใช้เขาในปรโลก 

ตั้งแต่เด็ก ๆ มา แขกมะหะหมัดได้รับความอบรมให้ถือว่าการไม่ยอมแพ้นั้นเป็นเกียรติคุณที่เลิศที่สุด ยังไม่มีใครละเมิดคำสอนนี้เลย เมื่อแขกมักกะสันมีความเชื่อเช่นนี้ ก็ย่อมไม่ขอพึ่งหรืออุปการะผู้หนึ่งผู้ใด เขามีแต่กริชเป็นอาวุธก็สู้คนตั้งแสนได้ คนที่มีลัทธิเช่นนี้ย่อมไม่มีความกลัว และเป็นคนที่โหดร้ายมาก”

จากตัวตนของชาวมักกะสันข้างต้น จึงสะท้อนให้เห็นนิสัยของพวกเขาที่จะยอมสู้จนตัวตาย 

ภาพวาด  “คอนสแตนติน ฟอลคอล” หรือออกญาวิไชยเยนทร์ (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ความขัดแย้งระหว่างแขกกับฝรั่ง

ความขัดแย้งระหว่างขุนนางแขก กับขุนนางฝรั่ง เกิดจากนโยบายของฟอลคอน ที่เน้นไปค้าขายกับฝั่งตะวันตก เป็นผลให้เหล่าขุนนางที่ได้รับประโยชน์ทางฝั่งตะวันออกไม่พอใจ ประกอบกับการเข้ามาของฟอลคอนทำให้บทบาทและอำนาจของขุนนางแขกจำนวนมากถูกลดทอนลงและแทนที่ด้วยฝรั่ง จึงยิ่งสร้างความตึงเครียดในราชสำนักอยุธยา

ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นเมื่อฟอลคอนได้ถวายคำแนะนำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงสนับสนุนการเผยแผ่คริสต์ศาสนาอย่างกว้างขวาง ทำให้ขุนนางแขกรวมถึงขุนนางอื่นที่ไม่พอใจอยู่เดิมแล้ว วางแผนก่อการกบฏ ใน พ.ศ. 2229 โดยจะยกพวกบุกจับสมเด็จพระนารายณ์สำเร็จโทษขณะพระองค์ทรงย้ายไปประทับที่ลพบุรี และจะยกพระอนุชาองค์เล็กขึ้นครองราชย์แทน 

การกบฏครั้งนี้มิได้มีเพียงแขกมักกะสัน แต่ยังมีคนหลายกลุ่มเข้าร่วมอีกเช่น แขกจาม มลายู และกลุ่มชนที่ไม่ใช่ชาวมุสลิม พร้อมด้วยการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากเจ้านายบางพระองค์ แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับเกิดความขัดแย้งภายในกลุ่ม เป็นผลให้ข่าวการกบฏรั่วไหลไปถึงฟอลคอน ราชสำนักจึงทราบเสียก่อน

ภาพวาดสมเด็จพระนารายณ์ของฝรั่งเศส (ภาพจาก Wikimedia Commons)

สมเด็จพระนารายณ์ทรงเรียกเจ้าชายมักกะสันผู้เป็นหัวหน้ากบฏเข้าเฝ้า แต่เจ้าชายเกรงว่าจะถูกจับไปลงโทษ เลยชิงรวบรวมสมัครพรรคพวกลงเรือเดินทางออกจากอยุธยา ทว่าออกพระศักดิ์สงคราม ชาวฝรั่งเศสผู้บังคับบัญชาป้อมบางกอกได้ตรึงโซ่ขวางทางน้ำไว้ไม่ให้เรือแล่นผ่าน

เมื่อเห็นว่าจนมุม ชาวมักกะสันจึงตัดสินใจสู้จนตัวตาย ฆ่าผู้ที่ขวางทางทุกคนในเมืองบางกอก ขณะเดียวกันฟอลคอนได้นำเรือติดตามพร้อมกำลังทหาร และพรรคพวกพ่อค้าชาวอังกฤษ มาสมทบกับกองกำลังทหารโปรตุเกส และฝรั่งเศสที่ป้อมบางกอก เข้าจู่โจมกลุ่มกบฏ

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ฝั่งมักกะสันมีกำลังเพียงไม่กี่ร้อย ในขณะที่กำลังพลฟอลคอนมีนับพันคน กระนั้นก็ตามด้วยความเชื่อของชาวมักกะสัน ทำให้สู้อย่างไม่คิดชีวิต เป็นผลให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้

กองกำลังฝรั่งถูกฆ่าตายไปหลายคน แต่ด้วยกำลังพลที่มากกว่า และอาวุธที่ล้ำสมัย สุดท้ายฝั่งกบฏถูกจับและถูกฆ่าจนหมด เหลือเพียงบุตรชายของเจ้าชายมักกะสัน ซึ่งฟอลคอนส่งไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (พ.ศ. 2181-2258) แห่งฝรั่งเศส

ฟอลคอนเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด เนื่องจากถูกพวกกบฏบุกเข้ามาหวังเอาชีวิต จนต้องกระโดดน้ำหนีแทบจมน้ำตาย คนรับใช้เห็นรีบพายเรือมาช่วยไว้เสียก่อน จึงเกาะเรือพยายามถอยออก ขณะที่แขกมักกะสันก็ว่ายน้ำไล่ตาม แต่สุดท้ายก็หนีรอดไปได้

“กบฏมักกะสัน” นับเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ของอยุธยา มีบันทึกชาวต่างชาติหลายฉบับกล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งของขุนนางต่างชาติ และความพยายามจะกลับมามีบทบาทอีกครั้งของขุนนางแขก

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 พฤษภาคม 2568