
| ผู้เขียน | วิภา จิรภาไพศาล |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ปัจจุบัน ไม่ว่าพิจารณาจากความเติบโตทางเศรษฐกิจ, ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ฯลฯ ในฐานะประเทศที่พัฒนาแถวหน้าอย่างญี่ปุ่น เรื่อง “ญี่ปุ่นกู้เงินไทย” คงไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ในประวัติศาสตร์เรื่องนี้เคยเกิดขึ้น และไทยในฐานะเจ้าหนี้ก็ไม่ปลื้มสักเท่าใด
ญี่ปุ่นกู้เงินไทย
การกู้เงินดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างปี 2484-2488 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การกู้เงินจากไทยของญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้นเกิดขึ้น 4 ครั้ง ด้วยกันคือ
- ระหว่างปี 2484-2485 กู้เงินกว่า 23 ล้านบาท
- ปี 2486 กู้เงิน 192 ล้านบาท
- ปี 2487 กู้เงิน 514 ล้านบาท
- ปี 2488 กู้เงิน 799 ล้านบาท
รวมจำนวนเงินที่ญี่ปุ่นกู้จากไทยทั้งสิ้น 4 ครั้ง ประมาณ 1,530 ล้านบาท

ทำไมญี่ปุ่นต้องกู้เงินไทย?
ทำไมญี่ปุ่นจึงเลือกกู้เงินประเทศไทย ไม่ใช่เพราะเราคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเจ้าหนี้รายอื่นๆ แต่เพราะกองทัพญี่ปุ่นเข้าในประเทศไทย (8 ธันวาคม 2484) รัฐบาลไทยประกาศเป็น “พันธมิตร” กับญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นจึงใช้วิธีกู้เงินบาทของไทยที่เรียกว่า “เงินเยนพิเศษ” เพื่อใช้จ่ายสำหรับนายทหารจำนวน 50,000 คน ในไทย แทนการพิมพ์ธนบัตรของตนเอง (invasion notes) ซึ่งเป็นวิธีปกติที่ญี่ปุ่นใช้ในดินแดนอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครอง
แน่นอนการกู้เงินในลักษณะดังกล่าวมีผู้ไม่เห็นด้วย
นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลานั้น ซึ่งไม่เห็นด้วยและคัดค้านเรื่องนี้ กลับถูกปลดในทันที และถูกย้ายให้ไปเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ (16 ธันวาคม 2484)
ขณะที่รัฐบาลไทยกับกองทัพญี่ปุ่น ยังเดินหน้าสานความสัมพันธ์กันต่อไป ในวันที่ 21 ธันวาคม 2484 ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามในกติกาสัญญาพันธมิตรกับญี่ปุ่น ที่ทําให้ไทยต้องให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นในฐานเป็นพันธมิตรในทางการเมือง การเศรษฐกิจ และการทหาร
ปัญหาจากการปล่อยกู้
ปัญหาที่ตามมาจากการกู้เงินของญี่ปุ่นก็คือ ปริมาณเงินบาทที่เคยสะพัดอยู่ตามปกติ เพิ่มจํานวนขึ้นอย่างมหาศาลและรวดเร็ว เป็นผลให้สินค้าที่ขาดแคลนในช่วงสงครามมีราคาสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทก็ถูกปรับลดลง 33 เปอร์เซ็นต์

อัตราการแลกเปลี่ยน 1 บาท ต่อ 1 เยน (ก่อนสงครามโลกนั้นเงินบาทมีค่าสูงกว่าเงินเยน คือ อัตราแลกเปลี่ยน 100 บาท ต่อ 150-160 เยน) ทำให้ไทยต้องซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นในราคาที่แพงกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องขายสินค้าให้ญี่ปุ่นถูกกว่าเดิมด้วย
ขณะที่ราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น เช่น ยาแอสไพรินเม็ดละ 1 สตางค์ ปรับเพิ่มเป็นเม็ดละ 1 บาท, ข้าวเปลือกเกวียนละ 20 บาท ปรับเพิ่มเป็นเกวียนละ 400-500 บาท, ทองคำบาทละ 20 บาท ปรับเพิ่มเป็นบาทละ 400 บาท ฯลฯ
นอกจากนี้ยังเกิดปัญหา “ธนบัตรไม่พอใช้” ธนบัตรปกติที่รัฐบาลสั่งพิมพ์กับ บริษัท โธมัสเดอลารู ประเทศอังกฤษ ไม่สามารถจะสั่งพิมพ์เพิ่มได้ รัฐบาลไทยแก้ปัญหาด้วยการพิมพ์ธนบัตรเองในประเทศ แต่ด้วยคุณภาพการพิมพ์และกระดาษที่ไม่ได้มาตรฐาน ธนบัตรที่พิมพ์ออกมาจึงได้รับฉายาว่า “แบงก์กงเต๊ก”
บางครั้งการเป็น “เจ้าหนี้” ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าดีใจ และเรื่อง “ญี่ปุ่นกู้เงินไทย” ก็เป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยิ่ง
อ่านเพิ่มเติม :
- 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกแผ่นดินไทย โดยไม่สนใจว่าไทยจะยินยอมหรือไม่
- สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่น ตั้งค่ายทหารที่ “สวนลุมพินี”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2475-2500, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2544
มนัส โอภากุล. “ข้าพเจ้ามีชีวิตตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 มาอย่างเต็มที่” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม 2554.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 พฤษภาคม 2568




