30 มิถุนายน 2002: บราซิลคว้าแชมป์บอลโลก 2002

โรนัลโด และกิลแบร์โต ซิลวา(ขวา) จูบถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2002 (AFP PHOTO ROBERTO SCHMIDT)

ทีมชาติบราซิลสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ฟีฟ่าเวิลด์คัพ ถ้วยรางวัลใหญ่ที่สุดของโลกในการแข่งขันฟุตบอลเป็นสมัยที่ 5 ในวันที่ 30 มิถุนายน 2002 ด้วยการเอาชนะเยอรมนี อดีตแชมป์ 3 สมัย (ในขณะนั้น) ไปได้ 2-0 ด้วยการยิงประตูของโรนัลโดนักเตะระดับตำนานอีกคนของบราซิล

ฟุตบอลโลก 2002 เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่มีเจ้าภาพจัดการแข่งขันสองประเทศคือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยนัดชิงชนะเลิศระหว่างบราซิลและเยอรมนีจัดขึ้นที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น

โรนัลโดวิ่งแสดงความดีใจหลังทำประตูแรกขึ้นนำเยอรมนีในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2002 ก่อนที่เขาจะทำประตูที่สองในช่วงท้ายเกม ทำสกอร์รวม 8 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้และคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไป (AFP PHOTO TOSHIFUMI KITAMURA)
โรนัลโดวิ่งแสดงความดีใจหลังทำประตูแรกขึ้นนำเยอรมนีในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2002 ก่อนที่เขาจะทำประตูที่สองในช่วงท้ายเกม ทำสกอร์รวม 8 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้และคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไป (AFP PHOTO TOSHIFUMI KITAMURA)

การคว้าแชมป์ของบราซิลในครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเนื่องจากทีมประกอบด้วยนักเตะชั้นนำอย่าง คาฟู กัปตันทีม และสามประสานเกมรุกอย่างโรนัลโด ริวัลโด และโรนัลดินโญ รวมไปถึงแบ็คซ้ายจอมบุกอย่างโรแบร์โต คาร์ลอส

โอลิเวอร์ คาห์น กัปตันทีมชาติเยอรมนีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนายทวารมือหนึ่งของโลกในยุคนั้น เดินคอตกหลังจบเกมนัดชิงฟุตบอลโลก 2002 เมื่อทีมต้องพ่ายให้กับบราซิลด้วยสกอร์ 2-0 ซึ่งลูกแรกที่เสียไปเกิดจากความผิดพลาดของคาห์นเองด้วยที่รับลูกยิงของริวัลโดหลุดมือจนถูกโรนัลโดยิงซ้ำเข้าไปได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาจะช่วยทีมมาได้หลายครั้งก็ตาม ( AFP PHOTO / PATRICK HERTZOG)
โอลิเวอร์ คาห์น กัปตันทีมชาติเยอรมนีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนายทวารมือหนึ่งของโลกในยุคนั้น เดินคอตกหลังจบเกมนัดชิงฟุตบอลโลก 2002 เมื่อทีมต้องพ่ายให้กับบราซิลด้วยสกอร์ 2-0 ซึ่งลูกแรกที่เสียไปเกิดจากความผิดพลาดของคาห์นเองด้วยที่รับลูกยิงของริวัลโดหลุดมือจนถูกโรนัลโดยิงซ้ำเข้าไปได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาจะช่วยทีมมาได้หลายครั้งก็ตาม ( AFP PHOTO / PATRICK HERTZOG)

กลับกันการเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศของเยอรมนีถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายไม่น้อย เนื่องจากทีมขาดผู้เล่นคนสำคัญอย่างเซบาสเตียน ไดส์เลอร์ เมเม็ต โชล และเยนส์ โนวอทนี และการผ่านรอบน็อคเอาท์ของทีมก็เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่นโดยได้ชัยชนะด้วยสกอร์ 1-0 ทั้งสามนัด ด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่ได้เหนือไปกว่าคู่แข่งอย่างปารากวัยหรือเกาหลีใต้เจ้าภาพร่วม

ทัวร์นาเมนต์นี้ยังมีสิ่งที่เหนือความหมายอีกอย่างคือการตกรอบอย่างรวดเร็วของฝรั่งเศสแชมป์เก่าปี 1998 ซึ่งไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลย และเก็บคะแนนในรอบแบ่งกลุ่มได้เพียงแต้มเดียว ขณะที่ทีมเต็งอีกทีมอย่างอาร์เจนตินาก็ต้องตกรอบแบ่งกลุ่มเช่นกันหลังพ่ายให้กับอังกฤษด้วยลูกจุดโทษของเดวิด แบ็คแฮม และไม่อาจเอาชนะสวีเดนได้ในนัดสุดท้าย

นอกจากนี้การแข่งขันในรอบสุดท้ายซึ่งเจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลีใต้สามารถสร้างประวัติศาสตร์เข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จก็เต็มไปด้วยข้อกังขา โดยเฉพาะการตัดสินของกรรมการที่ถูกมองว่าเข้าข้างเจ้าภาพอย่างเห็นได้ชัดทั้งในเกมกับอิตาลีและสเปน

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป