7 มกราคม วันคล้ายวันสวรรคตพระปิ่นเกล้าฯ

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากการพระราชพิธีบวรราชาภิเษกแล้ว 10 ปี พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เริ่มประชวรบ่อยครั้ง แต่ดูเหมือนว่าจะหาสมุฏฐานของพระโรคไม่ได้ พระอาการและรายละเอียดเกี่ยวกับการประชวรนั้น ก็กล่าวกันไปต่างๆ นานาๆ เพราะไม่มีใครรู้ความจริง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเล่าไว้ในพระราชหัตถเลขาหลายแห่งด้วยกัน

อาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งนั้นโดยเหตุที่ไม่มีใครได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด เพราะทรงห้ามไว้ ด้วยเหตุนั้นจึงมีผู้เข้าใจผิดกันไปต่างๆ นานา ความข้อนี้จะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงพระยาราชวรานุกูล เมื่อ ปีจอ จ.ศ. 1224 (พ.ศ.2405) มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“วังหน้านั้นท่านก็ยังบอกประชวรอยู่ดังเก่า ไม่เสด็จไปไหนได้จนบัดนี้ พระยาราชวรานุกูลจะรำพึงไปกระมังว่าเพราะแผ่นดินตั้งอยู่ช้าเนิ่นกาลนานวันมา พระสติปัญญาแลโทรมนัศขัติยมารยาอย่างไรๆ จะเป็นเหตุให้เป็นดังนี้ ตามพระยาราชวรานุกูลมักคิดมักพูดอยู่นั้น การที่จริงไม่ดังนั้นดอกท่านประชวรจริงๆ ข้าพเจ้าได้ให้บุตรไปเยี่ยมอยู่เนืองๆ ได้เห็นเป็นแดงๆ ผุดที่พระพักตร์พระองค์มาก และที่วังนั้นก็ห้ามปากเสียงว่าจะประทมไม่หลับ”

จะเห็นว่าไม่มีใครรู้อาการประชวรที่แท้จริงของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเลย แต่มีเสียงซุบซิบพูดกันว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวถูกวางยาพิษบ้าง ถูกยาเสน่ห์บ้าง ดังมีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดาร

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประชวรมาช้านานประมาณ 5 ปี ครั้นถึงวันอาทิตย์เดือน 2 แรม 6 ค่ำ เวลาเช้าย่ำรุ่งแล้ว 3 นาฬิกากับ 3 บาท (วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408) เสด็จสู่สวรรคต พระชนมายุเรียงปีได้ 58 พรรษา อยู่ในอุปราชาภิเษกสมบัติ 15 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จขึ้นไปสรงน้ำ แล้วเจ้าพนักงานทรงเครื่องเชิญพระบรมศพสถิตในพระโกศทองคำ แห่มาประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย แล้วโปรดให้หมายประกาศให้ข้าราชการและข้าในกรมให้โกนศีรษะแต่ฝ่ายเดียว มิให้ทั่วไปทั้งแผ่นดิน

พระบรมโกศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ภายในพระบวรราชวัง
พระบรมโกศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ภายในพระบวรราชวัง

อย่างไรก็ตามข้อที่ทรงหวาดระแวงมาตั้งแต่ต้นก็เป็นอันสงบระงับเมื่อใกล้จะสวรรคต เพราะปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นไป ทรงรักษาพยาบาลทั้งกลางวันกลางคืน แสดงให้เห็นถึงความรักความเป็นห่วงเหมือนอย่างที่พี่รักน้องจะพึงทำ และเมื่อสวรรคตแล้วก็โปรดให้เรียกว่าพระบรมศพ จัดเหมือนอย่างพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกอย่าง เป็นการยกย่องครั้งสุดท้าย


(คัดความจาก พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์วังหน้า ของ ส. พลายน้อย. สำนักพิมพ์มติชน)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป