ลักภาพกระจกวัดสังข์กระจาย 2539, ลักภาพกระจกวัดดุสิดาราม ปิ่นเกล้า 2519

ภาพเขียนสีบนกระจกด้านหลังแบบไทยใส่กรอบไม้เรื่องสมุทรโฆษ วาดราวสมัยรัชกาลที่ 1 ภายในพระอุโบสถวัดดุสิตาราม (เอนก นาวิกมูล ถ่ายขาวดำ 0066- 005 ส 18 ก.ย. 2519)

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 พาดหัวว่า บุกวัดสังข์กระจาย ฉกรูปล้ำค่าภาพเขียนบนกระจกสมัย ร. 1

โจรจากนรกงัดอุโบสถขนไปเกลี้ยงรวม 15 ภาพ เป็นจิตรกรรมจากวรรณคดีพระราชนิพนธ์อุณรุท สงสัยขโมยตามใบสั่ง

เพื่อไม่ให้เรื่องนี้สูญหายไปกับสายลมโดยที่คนรุ่นหลังไม่ทราบเรื่อง ขอเก็บความจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด 9 พ.ย. 2539 มาเผยแพร่ให้ท่านได้ทราบทั่วกันอีกครั้ง

ใครที่ซื้อภาพนี้ไป หากทราบความจริง ขอให้เอาไปคืนเถิดจะได้บุญกุศลยิ่ง ถือเสียว่าซื้อไปโดยไม่รู้

หากรู้แล้วไม่คืน ผู้ครอบครองอาจพบความวิบัติเดือดเนื้อร้อนใจเข้าเมื่อไรก็ได้ไม่มีใครรับรอง

ข่าวกล่าวว่าเช้าของวันที่ 8 ตำรวจบางกอกใหญ่ได้รับแจ้งจากพระมหาอดุลย์ อตุโล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจาย ถนนอิสรภาพ แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ ว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลักลอบตัดกุญแจเข้าไปขโมยภาพจิตรกรรมล้ำค่าประจำวัดซึ่งแขวนไว้ในพระอุโบสถเหนือหน้าต่าง เอาไปจำนวนทั้งสิ้น 15 ภาพ ไม่อาจประมาณมูลค่าได้

เมื่อรับแจ้งแล้วตำรวจก็นำกำลังไปตรวจสอบ พบว่าสายยูประตูทางเข้าถูกตัดขาด ข้างในล็อคกลอน เจ้าหน้าที่ต้องอ้อมไปเข้าทางประตูด้านหลังซึ่งเปิดแง้มเอาไว้

จากการสอบสวนทราบว่าภาพจิตรกรรมขนาด 3 คูณ 3 ฟุต จำนวน 14 ภาพ วาดเป็นเรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ส่วน อีก 1 ภาพเขียนรูปนกแบบจีน

พระมหาอดุลย์กล่าวว่าภาพทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดที่หาค่าไม่ได้ ปกติทางวัดจะไม่เปิดโบสถ์ให้ประชาชนเข้าไป นอกจากให้พระภิกษุสามเณรใช้ลงโบสถ์เท่านั้น

เหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าคนร้ายต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดีและต้องมีมาไม่ต่ำกว่า 2 คน อาศัยช่วงกลางคืนที่ฝนตกหนักตั้งแต่ตี 2 ถึงเกือบสว่างซึ่งไม่มีพระเณรพักอาศัยเข้าไปขโมยภาพ

เชื่อว่าคนร้ายต้องมีใบสั่งเพราะทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

…………

เมื่อเขียนถึงการลักภาพเขียนสีบนกระจกวัดสังข์กระจาย สมัยรัชกาลที่ 1 ไปแล้ว ก็ต้องเขียนถึงการลักภาพเขียนสีบนกระจก(เขียนกลับด้าน) วัดดุสิดาราม เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขันด้วย

คนรุ่นหลังจะได้รู้ว่ามรดกทางศิลปะของไทยตามวัดต่างๆ นั้นถูกลักขโมยสับเปลี่ยนไปมากมายเหลือเกิน

ถ้าไม่บอกไว้บ้างก็จะไม่เห็นปัญหา ได้แต่ เที่ยว-กิน-ดื่ม หาแต่ความสุขสำราญ ลืมความทุกข์ร้อนของบ้านเมือง โตขึ้นเป็นอธิบดี รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็คิดว่าบ้านเมืองนี้สบาย ออกแต่งานอีเวนต์อย่างเดียวก็คงพอ จะไม่คิดนโยบายป้องกันแก้ไขสิ่งใดกันต่อไป

วัดดุสิตเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ปฏิสังขรณ์ใหม่สมัยรัชกาลที่ 1 เดิมเรียกว่าวัดเสาประโคน เพราะมีเสาใหญ่บอกเขตอยู่ที่หน้าวัด ติดแม่น้ำเจ้าพระยา แต่สูญหายไปเสียนานแล้วคงเหลือแต่ชื่อ

ดังสุนทรภู่เขียนในนิราศภูเขาทอง พ.ศ.2371 สมัย รัชกาลที่ 2 ว่า …ถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา…

เรื่องเสาบอกเขตพระนครและเสาบอกระยะต่างๆของกรุงเทพฯ นี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่เราไม่ค่อยสนใจกันจึงปล่อยให้จมหายไปในแม่น้ำลำคลองเสียมาก

ดังหาเสาบอกระยะริมคลองเปรมประชากรไม่พบเลยแม้แต่เสาเดียว ทั้งๆ ที่ขุดคลองเมื่อต้นรัชกาลที่ 5 หรือยุค 2410 นี้เอง

สมัยผมเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พยายามดั้นด้นไปสำรวจวัดต่างๆ ตามรอย น.ณ ปากน้ำ ที่ผมเคารพนับถือ ราว 80 วัดจากที่อาจารย์ น.เขียนไว้ 169 วัด

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2519 หรือเมื่อ 43 ปีก่อน ได้เข้าไปในพระอุโบสถวัดดุสิต ยังเห็นภาพพุทธประวัติเต็มผนังทั้ง 4 ด้าน ฝีมือช่างวิเศษมาก

เหนือช่องหน้าต่างและบานประตู มีกรอบใส่กระจกเขียนสีแบบไทย ติดอยู่จำนวนหนึ่ง

เอากล้องส่องขึ้นไปถ่ายสุ่มๆ ได้รูปมารูปหนึ่ง เพราะเงินน้อยไม่มีกำลังซื้อฟิล์มมาถ่ายแบบตามใจชอบได้

ภาพเขียนสีบนกระจกด้านหลังแบบไทยใส่กรอบไม้เรื่องสมุทรโฆษ วาดราวสมัยรัชกาลที่ 1 ภายในพระอุโบสถวัดดุสิตาราม (เอนก นาวิกมูล ถ่ายขาวดำ 0066- 005 ส 18 ก.ย. 2519)

ทราบจากหนังสือปกแข็งของไทยวัฒนาพานิชที่มีอยู่ข้างตัวว่าเป็นภาพชุดสมุทรโฆษคำฉันท์ ซึ่งแต่งตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 300 กว่าปีก่อน

ว่าจะหยิบมาถ่ายให้ดูก็หาหนังสือเล่มที่ว่าไม่พบ จำใจต้องให้ดูจากภาพขาวดำที่ผมถ่ายไปก่อน

เมื่อจะเขียนเรื่องนี้ ไปรื้อแฟ้มข่าวขโมยของวัดที่ผมเก็บสะสมมาตั้งแต่ยุค 2510 มาอ่าน พบว่าก่อนหน้าผมไปไม่นาน… คือเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2519

ภาพเขียนสีบนกระจกเรื่องสมุทรโฆษถูกขโมยลักไปแล้ว 5 บาน

เหลือแต่ภาพสำเนาที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชไปถ่ายและนำมาพิมพ์เป็นเล่ม แต่ฟิล์มที่ถ่ายชุดนั้นเข้าใจว่าจะซีดไปหน่อย ภาพจึงดูไม่ค่อยคมเข้มเท่าที่ควร

ถึงกระนั้นก็ยังนับว่าเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะภาพที่ถูกลักนั้นเข้าใจว่าคงหายไปเลย ไม่อาจตามคืนได้

ข่าวที่เก็บเขียนสั้นมากเพียงแค่ 7 -8 บรรทัด เป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับ 14 เมษายน 2519 บอกว่า

เวลา 7 นาฬิกาของวันที่ 14 พระถวิล กาญจนสงคราม นำความไปแจ้งต่อตำรวจสน.บางยี่ขันว่า

เมื่อตอนตี 5 วันนี้ ตนได้ไปดูความเรียบร้อยในพระอุโบสถเนื่องจากจะมีชาวบ้านมาทำบุญในวันสงกรานต์

เมื่อไปถึงก็พบว่าประตูพระอุโบสถถูกคนร้ายงัดเปิดทิ้งไว้  คนร้ายขโมยเอาภาพเขียนซึ่งติดเหนือผนังโบสถ์ไปเป็นจำนวน 5 ภาพ

ตีราคาภาพละ 5,000 บาท (โถ..ตีราคาน้อยจัง)

จึงมาแจ้งความเพื่อให้ตำรวจสืบหาตัวคนร้าย

แน่นอน!!!!! ข่าวสั้นเพียงแค่นี้คงไม่มีพลังพอให้ใครสนใจหรอก… เรื่องจึงได้เงียบงันเป็นคลื่นกระทบฝั่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลายปีก่อน… อาจารย์อดิศักดิ์ ทองบุญ ราชบัณฑิต เคยขอให้ผมไปที่วัดเพื่อให้คำปรึกษาเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ว่าถ้าจะพิมพ์หนังสืองานศพเจ้าอาวาสองค์เก่าควรจะพิมพ์อะไร

ผมเรียนเสนอว่าควรพิมพ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดดุสิตารามพร้อมข้าวของต่างๆ ให้เป็นหลักฐานเอาไว้ เกิดภาพกะเทาะหลุดร่วงไปอีกอย่างน้อยก็จะมีต้นแบบอยู่ในหนังสือ

ตั้งชื่อว่าสมบัติวัดดุสิดาราม…. ผมปวารณาว่ายินดีจะช่วยถ่ายรูปและจัดต้นฉบับให้โดยไม่คิดค่าตัวแต่อย่างใดทั้งๆ ผมก็มีงานสุมอยู่

สมัยนั้นกล้องดิจิตอลเริ่มมีคุณภาพพอจะใช้การได้แล้วถึงไม่ใช่มืออาชีพก็ยังถ่ายภาพได้คมชัดพอสมควรแหละ

ทิ้งระยะกันไปพักหนึ่ง ทราบต่อมาว่าทางวัดพิมพ์หนังสืออื่น คือพระราชพิธี 12 เดือนแทน

จริงอยู่ ในยุค 2520 สำนักพิมพ์เมืองโบราณเคยพิมพ์หนังสือจิตรกรรมฝาผนังวัดดุสิตารามมาแล้วเล่มหนึ่ง แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ นักหรอกเพราะหนังสือหนาไม่มาก และมิได้ถ่ายภาพข้าวของต่างๆ ไม่ได้ก๊อปปี้ภาพถ่ายเก่า หรือถ่ายอาคารกุฏิเก่าของวัดไว้ก่อนเปลี่ยนร่าง

ก็ได้แต่รอว่าอย่าให้ใครมาลักของที่วัดไปอีกก็แล้วกัน

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป