เทียนวรรณบันทึก”ว่าด้วยความฝันฯ”เมื่อ100 ปีก่อน เห็นสังคมไทยเลิกทาส,ตั้งธนาคาร มีสภาผู้แทนฯ ฯลฯ

เทียนวรรณ เจ้าของนามปากกา ต.ว.ส. วัณณาโภ

งานเขียนเรื่อง ว่าด้วยความฝันละเมอ แต่มิใช่นอนหลับ นี้เป็นงานเขียนของ ต.ว.ส. วัณณาโภ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “เทียนวรรณ” ปัญญาชนสามัญชนคนสำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕

เทียนวรรณ เป็นชาวเมืองนนทบุรี ย่านคลองบางขุนเทียน (ปัจจุบันคลองไม่อยู่ในสภาพของคลองแล้ว) เป็นหลานของสมเด็จพระสังฆราชสา ปุสสเทวะ วัดราชประดิษฐ์  เกิดเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๘๕ (ร.ศ. ๖๐) ในปลายรัชกาลที่ ๓  มีนามเดิมว่า “เทียน” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชทานนามให้ใหม่ว่า “วรรณ”  คนจึงเรียกกันว่า “เทียนวรรณ”   หากเวลาเขียนหนังสือนั้นท่านใช้นามว่า “ต,ว,ส, วัณณาโภ” โดยคำว่า “วัณณาโภ” (หรือคนรุ่นต่อมามักเขียนเป็น “วรรณณาโภ”) นั้นเป็นฉายาแต่เมื่อครั้งเป็นภิกษุ

ในสมัยรัชกาลที่ ๕  เทียนวรรณได้เขียนหนังสือเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการปกครองและขนบธรรมเนียมมากมายหลายประการ ขณะเดียวกันก็รับว่าความให้ราษฎรทั่วไป  จนถูกกลั่นแกล้งให้ต้องติดคุกอยู่ถึง ๑๖ ปีเศษ

เมื่อออกมาจากที่คุมขังแล้ว  ท่านเทียนวรรณก็ออกหนังสือพิมพ์ เผยแพร่ความคิดของท่านต่อไปอีก  ท่านได้เขียนวิจารณ์บ้านเมือง และสังคม เสนอให้แก้กฎหมาย  ปฏิรูปศาล เรียกร้องให้เลิกทาส  เลิกบ่อนการพนัน  เลิกฝิ่น  ให้มีโรงเรียนสำหรับผู้หญิง  ให้ตั้งธนาคารฯลฯ และกระทั่งเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบ “ปาเลียเมนต์”

เทียนวรรณถึงแก่กรรมเมื่อ ร.ศ. ๑๓๓ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ขณะมีอายุได้ ๗๓ ปี  เป็นต้นสกุล “โปรเทียรณ์”

ว่าด้วยความฝันละเมอ แต่มิใช่นอนหลับ ซึ่งนำมาเป็นตัวอย่างงานของท่านในที่นี้  ท่านเขียนขึ้นในปี ร.ศ. ๑๒๓ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๗ เมื่อท่านมีอายุ ๖๒ ปี

ว่าด้วยความฝันละเมอ แต่มิใช่นอนหลับ

    ต,ว,ส, วัณณาโภ (เทียนวรรณ)

ถามว่า ความฝันก็ดี, ความละเมอก็ดี, ต่อเมื่อหลับไหลลงสู่ภวังค์แล้ว จึงฝันละเมอมิใช่หรือ,นี่ท่านว่ามิใช่นอนหลับเช่นนั้น, ฟังดูปลาดมาก, ผิดจากความเข้าใจแลเสียงที่เขาพูดแลถือกันอยู่เปนพื้นมาก ถ้ากระนั้นเชิญอะธิบายจะได้รับประทานฟังเอาเปนคะติบ้าง,

อะธิบายว่า, แม้ว่าเราท่านทั้งหลายที่ลืมตาอยู่มิได้ล้มตัวลงนอน หรือมิได้หลับตากรนก็จริง, แต่เขาได้ฝันเห็นไปต่างๆ คือเขาได้น้อมมานะ คือมะโนวิญญาณไปไกลๆจนถึงนรกแลสวรรค์ แลได้น้อมไปถึงความมีความจน แลความทุกข์ความศุข แลน้อมไปในสรรพกิจการต่างๆว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนนี้,แลยังร้องขอว่าให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เปนอย่างนี้ , แลตั้งใจไว้ว่าจะทำสิ่งนั้นให้เปนอย่างนั้นอย่างนี้เหมือนใจคิดด้วยอีกต่อไป,

แต่กิจการนั้นๆได้สำเหร็จเปนไปตามฝันบ้าง,แลมิได้เปนไปตามใจคิดฝันบ้าง, ดั่งเราจะเล่าให้ท่านฟังตามที่เราได้ฝันได้เพ้อไปมากมายยืดยาว แต่เมื่อราวอายุได้ ๓๐ ปี, ถ้าจะคำนวณเข้าดูตั้งแต่เวลานั้นมาจนวันนี้, ได้ ๓๓ ปีเข้าปีนี้แล้ว, บัดนี้อายุเราได้ ๖๓ ปีเข้าปีนี้แล้ว, เวลานั้นเราอยู่ที่เมืองใหม่ใกล้วัดโยธานิมิต เรียกว่าเมืองจันทบุรี , ในเวลาที่มิได้นอนหลับนั่งลืมตาอยู่ได้ฝันไปว่า,ถ้าทำได้จะทำคือคิดจะจัดบ้านเมืองแลเปลี่ยนแปลงแก้ไขขนบธรรมเนียมในประเทศสยามเสียใหม่, ให้ดีให้ทันแก่ไสมยของบุคคลที่เห็นว่าจะดีได้แลทำได้

ที่ ๑ คิดว่าจะหาผลอย่างใดอย่างหนึ่งใช้แทนเงินอากรพนันได้แล้วเมื่อใด, จะรีบเลิกถอนการพนันเสียให้ขาดเมื่อนั้น,[๑]

ที่ ๒ จะให้มีกฎหมายมีภรรยาคนเดียว ประสงค์จะตัดโสหุ้ยในการไม่มีประโยชน์แกราชการให้

น้อยลง,[๒]

ที่ ๓ จะเลิกการขายมนุษย์เปนทาษ, เพื่อจะพยุงชาติของตนให้เลื่อนพ้นจากความดูถูกของชาติอื่นๆ,[๓]

ที่ ๔ จะห้ามขาดมิให้ไทยแท้สูบฝิ่นกินฝิ่น, โดยเห็นว่าฝิ่นให้โทษหลายทาง ร้ายแรงถึงตัดชีวิตร์ตนเองได้,[๔]

ที่ ๕ คิดจะตั้งโรงเรียนหนังสือแลภาษาต่างๆแลฝึกหัดวิทยาแพทย์ แลโหรแลธาตุแลการช่างทุกสิ่งทุกอย่าง, แม้ว่าครูในประเทศของเราไม่มี ก็จะหาจะจ้างมาแต่ประเทศอื่นให้มาสั่งสอนฝึกหัดคนของเราให้รู้จนใช้ได้จริงๆ,[๕]

ที่ ๖ จะตั้งศาลสถิตย์ยุติธรรม , แลเลือกหาคนที่มีสันดานสุจริตซื่อตรงรู้กฎหมายให้เปนผู้พิพากษา ตุลาการ , สำหรับตัดสินคะดีของราษฎร,

ที่ ๗ จะฝึกหัดพลทหารแลนายทหารให้ชำนิชำนาญในการยุทธทั้งทัพบกแลทัพเรือ, ให้เหมือนทหารอย่างยุโรป,

ที่ ๘ จะจัดหาสะสมเครื่องสาตราอาวุธที่วิเลศต่างๆ ไว้ให้พรักพร้อมเสมอดุจว่าจะมีศึกสงครามอยู่แล้ว,

ที่ ๙ จะทำถนนคนเดิน รถม้าเดินรถกลไฟ รถไอยเดินในพระนคร นอกพระนครตลอดหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขตต์ สยามมณฑลสำหรับใช้ทันราชการที่จะมีมาแลการส่งสินค้า,

ที่ ๑๐ จะขุดคลองผ่านผ่าไปในที่ดรให้เปนทางนั้นเดินขังน้ำได้, จะทำป้อมในหัวเมืองที่สำคัญ, จนสามารถจะรับรองป้องกันฆ่าศึกได้,

ที่ ๑๑ จะจัดหาพาหะนะ มีรถแลพ้อเกวียนเรือกลไฟสำหรับบันทุกสเบียงอาหารเครื่องยุทธ์อาวุธรบ แลพลทวยหารไว้ให้พรับพร้อมทันเผื่อเมื่อธุระอันจำเปน,

ที่ ๑๒ จะใช้โทรเลขโทรศัพท์แลตั๋วไปรสนีย์ให้เปนที่เชื่อใจวางใจได้ว่าจะใช้ได้ทันธุระ แลความประสงค์จริงๆของราชการ แลการของราษฎรพ่อค้า นายห้างทั้งหลาย,

ที่ ๑๓  จะตั้งแบงก์หรือคลังไว้เงินทั่วทุกมณฑล, สำหรับรับแลจ่ายเงินในทางราชการหรือทางการของราษฎร มีธรรมเนียมรับฝากแลส่งตุ้ยแลไห้กู้,[๖]

ที่ ๑๔ จะจัดการทหารในพื้นที่เมืองพื้นมณฑลให้ประจำรักษาผัดเปลี่ยนกันอยู่ทุกหัวเมืองแลมณฑลนั้นๆแลทุกป้อม,

ที่ ๑๕  จะจัดนคราภิบาล คือพลตระเวรให้เรียบร้อย จนเปนที่วางใจได้ ของราชการแลราษฎร, ในที่จะได้พึ่งแลอาไศรยความรักษาของพลตระเวร

ที่ ๑๖ จะตั้งกรมสำหรับสอบสวนวิทยาความดีแลความรู้ความประพฤติของข้าราชการแลราษฎรแลการค้าขายหรือการเพาะปลูก ทำผลประโยชน์แก่ประเทศ,[๗]

ที่ ๑๗ จะจัดเรือรบอย่างใหญ่ ๑ ลำ ให้บันจุพลทหารไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน, ในเรือลำนี้, จะมีโรงเรียนสำหรับเรือในวิชาสำคัญทุกอย่าง, แลมีทั้งเครื่องพิมพ์แลเครื่องถ่ายเงารูปด้วย, จะเลือกบุตร์ข้าราชการแลราษฎรที่รู้วิชาเลขแลหนังสือไทยอังกฤษแล้ว, อายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป, ลงในเรือรบใหญ่ลำนั้น , ให้จอดอยู่ไม่ต่ำกว่าเดือน๑ ไม่เกินกว่า ๓ เดือน , กำหนดให้มีเวลากลับไม่ต่ำกว่า ๓ ปี ไม่เกินกว่า ๕ ปี, เมื่อกลับมาแล้ว, นักเรียนในเรือนั้น , จะให้ขึ้นจากเรือ, ควรจะใช้ได้เพียงใดจะใช้ให้ทำการในน่าที่แห่งราชการ ทางเรือรบหรือเรือค้าขายต่อไปแล้วแต่คุณวุทฒิ, จะเปลี่ยนเด็กนักเรียนสำรับใหม่ลงต่อไปอีก, โดยเรือลำนั้นจะเปนอันตรายก็จะทำขึ้นใหม่อีก,

ที่ ๑๘ จะตั้งโรงหล่อตั้งอาวุธต่างๆ แลเครื่องแก้วเครื่องดินเช่นถ้วยชาม , แลทำกระดาดภาชนะต่างๆ สำหรับใช้ในประเทศบ้านเมืองของตน,

ที่ ๑๙ จะตั้งกรมตรวจสอบไต่สวนธาตุต่างๆอันมีในประเทศสยาม, มีเหล็กแลทองแดงทองคำ เงินตะกั่วแลเพ็ชพลอยศีต่างๆ อันมีในพื้นที่แผ่นดิน,

ที่  ๒๐ จะจัดทำสามโนครัวอย่างละเอียด, ให้รู้แน่ในพลเมืองเกิดตายแลเข้าออกประจำ แลหมู่ชาให้ชัดเจร, จนรู้ได้ว่าวัน ๑ เกิดเท่าใดตายเท่าใด เข้าเท่าใดออกเท่าใด, หญิงเท่าใดชายเท่าใด, คนเขาเท่าใดคนเราเท่าใด,

ที่ ๒๑ จะตั้งโรงทานแลโรงพยาบาลรักษาคนไข้เจ็บ, แลรักษาลูกกำพร้าอันไม่มีบิดามารดาเลี้ยง,

ที่ ๒๒ จะตั้งโรงสรรพการ สำหรับให้คนที่ไม่มีการงานจะทำหรือทำอะไรไม่เปน ให้มารับจ้างทำการงานพอได้อาหารแลเบี้ยเลี้ยงประทังชีวิตร์ไปกว่าจะทำการงานได้เช่นเขาผู้รับจ้างทั้งหลาย, จึ่งจะคิดค่าจ้างให้,

ที่ ๒๓ จะมีกฎหมายเสียชื่อ แลได้ชื่อตีตามวิทยาความรู้ดีแลความประพฤติชั่วหนักเบา,

ที่ ๒๔ จะจัดการสาศนา ให้เปนยุติว่า อย่างนั้นเปนถูกต้องตามธรรมตามวินัย, จะเก็บหนังสือแลคำฬ่อลวง ซึ่งผิดธรรมผิดวินัย บรรจุเจดีย์เสียให้หมด, คงไว้แต่ที่ถูก,

ที่ ๒๕ จะจัดตั้งให้ปาแตนมีกรรมสิทธิ์แก่ผู้ต้นคิดในทางราชการ แลการค้าขายทำผลประโยชน์ในประเทศชาติสาศนา,

ที่ ๒๖ จะให้มีโปสสำหรับแต่งงานผัวเมียทั่วทุกหัวเมือง, ให้มีพนักงานประจำรักษาอยู่เสมอเปนเถ้าแก่,

ที่ ๒๗ จะเลือกหาครูผู้ที่เปนบัณฑิตย์ ให้สอนราษฎรในบ้านเมืองทุกมณฑล, แต่สั่งสอนให้รู้จักความชั่วความดี ผิดแลถูกจริงแลเท็จเท่านั้น,

ที่ ๒๘ จะตั้งปาลิเมนอะนุญาตให้มีหัวหน้าราษฎรมาพูดธุระชี้แจงของตนแก่รัฐบาลได้, ในข้อที่มีคุณแลมีโทษทางความเจริญแลไม่เจริญนั้นๆ ได้ตามเวลาที่กำหนดอะนุญาตไว้,[๘]

ในความฝันที่เราฝันมานี้, ในชั้นต้นจะโวดเลือกผู้มีสะติปัญญาเปนชั้นแรกคราวแรกที่เริ่มจัด, ให้ประจำการในกระทรวงทุกอย่างไปก่อนกว่าจะได้ดำเนินให้เปนปรกติเรียบร้อยได้,

ที่ ๒๙ จะตั้งโรงเรียนฝึกสอนนารีให้รอบรู้สรรพวิทยาทุกสิ่งทุกอย่างให้เหมือนที่บุรุษย์เรียนรู้, แลให้รอบรู้ในการปะฏิบัติบ้านเรือนแลสามีแลเลี้ยงบุตร์ของตน,

ที่ ๓๐ จะฝึกหัดราษฎร ตั้งโรงถักทอเย็บปักร้อยตรอง, แต่การที่ฝึกหัดไม่เรียกค่าฝึกสอน เก็บแต่ฝีมือในสิ่งที่เขาทำไว้จำหน่ายเปนผลของโรงเรียนเท่านั้น เพื่อบำรุงการต่อไป,

ที่ ๓๑ จะทำเนื้อสัตว์ต่างๆ มีมัจฉาเช่นปลาทูเปนต้น, ให้สุกสำเหร็จใส่กะป๋องไว้กินได้ช้านานแลเปนอาหารสำหรับกองทัพเมื่อคราวขัดข้องจะหุงต้มไม่ได้ไม่ทันธุระในเวลามืดค่ำจำเปน,

ที่ ๓๒ จะมีกฎหมายเนรเทศผู้ผิดผู้ชั่ว ที่ไม่ควรฆ่าฟัน หรือจองจำไว้ในกรุงหรือไม่เข็ดหลาบ

ที่ ๓๓ ราษฎรผู้ชายทุกคนที่ไม่เข้าโรงเรียน, จะให้ฝึกหัดรู้วิชาทหารไม่ต่ำกว่า ๓ ปีไม่เกินกว่า ๕ ปีทุกคน,

ที่ ๓๔ จะมีกฎหมายสำหรับบำรุงทหารบกแลเรือ, คือถ้าแม่หญิงคนใด เปนภรรยาทหาร, ถ้ามีครรภ์ตั้งแต่ ๓ เดือนขึ้นไปแล้ว, จะให้เบี้ยเลี้ยงครรภ์เดือนละ ๑ บาทถ้าคลอดแล้วเปนหญิงให้ ๖ สลึง เปนชายให้ ๒ บาท กว่าเด็กจะได้ ๑๐ ขวบ, อายุถึง ๑๐ ขวบแล้ว จะให้เข้าฝึกหัดเปนทหารในโรงเรียยนทหารถ้าเปนหญิงก็ให้ฝึกหัดวิชาฝ่ายทหารมีการเย็บปักร้อยตรองเปนต้น, ถ้าอายุกว่า ๑๐ ขวบ จะได้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวตามวิชาต่างหาก, เมื่ออายุได้ ๑๕ ปีแล้ว ไม่รับราชการก็ไม่ได้เงินเดือน, รับราชการก็ได้เงินเดือนตามวุฒิแห่งตน, ในบุตรหมู่ทหารจะไปได้สามีเปนพลเรือน บุตรก็ต้องเปนหมู่ทหาร,แม้ว่าหญิงมิใช่หมู่ทหาร แต่ได้สามีเปนทหาร บุตรก็ตามบิดาเปนทหาร ถ้ามีคะดีต่อทหาร ศาลทหารควรชำระ ถ้าทหารเปนจำเลยศาลทหารควรพิจารณา, ถ้าพลเรือนเปนจำเลยทหารต้องไปว่าที่ศาลสถิตย์ธรรม,

เมื่อเราฝันไปเปนกองอย่างนี้แล้ว, ก็มาฝันถึงเงินที่จะจ่ายใช้ในราชการว่า จะได้ที่ไหนมาใช้, เพราะฉนั้นเราจึงฝันต่อไปอีกว่า จะไปกู้เงินชาวอะเมริกามาจัดการก่อสร้างในชั้นต้นแล้วก็ฝันต่อไปว่าเงินมากมายนักจะได้ดอกเบี้ยที่ไหนให้เขาทุกปีๆเล่า, เราจึ่งฝันต่อไปอีกว่า, จะเอาเงินภาษีดีบุคในแหลมมาละยูใช้แทนดอกเบี้ยเปน ภอ, เงินที่จะจัดการบำรุงต่อไปนั้น, จะเอาเงินผลประโยชน์ในอากรภาษีต่างๆใช้ แล้วฝันต่อไปว่า, เมื่อได้จัดการสามโนครัวรู้ทเบียนพลเมืองแน่นอนแล้ว, ก็รู้จำนวนเงินตามที่เราตำริห์ไว้ในธนานุมัติ, เราเห็นว่าทั้งพลเมืองมีวิชาความรู้มากขึ้นด้วยกันแล้ว, ก็จะคิดค้าขายแลเสาะสางแสวงหา แลทำผลให้เกิดขึ้นตามความเจริญรู้เหมือนกัน, เงินอากรก็จะพลอยขึ้นด้วยตามจำนวนคนที่หาทรัพย์ เช่นคนทำนามาก ค่านาก็มากขึ้น ค่าภาษีก็มากขึ้น, ย่อมมากขึ้นตามกันฉนั้น,

ในฝันว่า เราฝันเห็นว่า การแผ่นดินมีการใหญ่อยู่ ๒ ประการ คือศัตรูภายนอกประการหนึ่ง, ศัตรูภายในประการหนึ่ง, ศัตรู ๒ ประการนี้ เปนเครื่องรบกวนแลขัดขวางมิให้บ้านเมืองเจริญได้ แลได้กระทำให้ผลของแผ่นดินเสื่อมเสียไปด้วย,

แต่ศัตรูภายนอกใครๆก็เห็นได้ถนัดชัดเจรด้วยกันหมด, แต่ศัตรูภายในส้อนเร้นยากที่ผู้จะรู้จะเห็น, แม้จะเห็นบ้างก็ไม่มีโอกาศจะจัดจะพูดได้, เพราะมันแอบติดอยู่กับความเชื่อของรัฐบาล, ความจริงมันร้ายแรงกว่าศัตรูภายนอกหลายเท่านัก, มันได้ทำให้เสียอำนาจบ้านเมือง ตัดผลประโยชน์แผ่นดินแลของราษฎรด้วย, ผลที่จะเกิดขึ้นมันไม่ให้เกิด ผลที่เกิดอยู่แล้วมันหักล้างทำลายเสีย,

เราฝันต่อไปว่า ศัตรูภายนอกต้องสู้ด้วยปัญญาแลอาวุธแลพลทวยหาร, ศัตรูภายในต้องสู้ด้วยสะติปัญญาแลความยุติธรรมซื่อตรงโอบอ้อมอารี, หาคนดีใช้ในกรมแลกระทรวง, เราได้ฝันไว้มากในการจะหาคนดีใช้, ซึ่งจะได้ปราบศัตรูภายใน, แลต่อสู้แก่ศัตรูภายนอก แต่จนใจที่มีเหตุติดขัด, จนอายุเราล่วงมาเสียถึงเพียงนี้แล้ว, เราจึงตกใจตื่นขึ้น, จึงได้จดหมายข้อความที่เราฝันไว้, เพื่อให้มหาชนเกิดภายหลังได้ทราบนในความฝันของเรา,

[๑] รัฐบาลสยามเลิกให้มีการเล่นหวย ก.ข. เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๕๙ และเลิกอากรบ่อนเบี้ยทั้งหมดในวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๖๐ (หลัง “ความฝัน” ของเทียนวรรณ ๒๐ ปีเศษ)

[๒] กฏหมายมีภรรยาคนเดียว: กฏหมายบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๘

[๓] การเลิกทาสมีตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน  ๒๔๔๘

[๔] ปี ๒๔๙๘ รัฐบาลไทยให้ข้าราชการทุกประเภทเลิกการสูบฝิ่นโดยเด็ดขาด  และไม่ให้มีการ

จำหน่ายฝิ่นเลยตั้งแต่ต้นปี ๒๕๐๐ เป็นต้นไป

[๕] คำว่าวิชา “โหรแลธาตุ” ในที่นี้ เทียนวรรณหมายไปถึงวิชาว่าด้วยดาวคือดาราศาสตร์และวิชาเคมี

[๖] รัฐบาลสยามในสมัยรัชกาลที่ ๖ เปิดคลังออมสิน (ต่อมาคือธนาคารออมสิน) ขึ้นเมื่อวันที่ เมษายน ๒๔๕๖

[๗] ปัจจุบันคือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

[๘] ประเทศไทยเปิด “ปาลิเมน” หรือสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕  และมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ซึ่งเป็นการเลือกทางอ้อม โดยให้ประชาชนเลือกผู้แทนตำบลต่าง ๆ ไปเลือกผู้แทนอีกครั้งหนึ่ง     การเลือกตั้งโดยประชาชนมีสิทธิโดยตรงมีเป็นครั้งแรกเมื่อ ๒๖ กันยายน ๒๔๗๖

(จากตุลวิภาคพจนกิจ เล่มที่ ๕ แผ่นที่ ๑๗๙, ๑๘๐ ,๑๘๑ , วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๓ ธันวามคมและ ๑ มกราคม ร,ศ, ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) )


ข้อมูลจาก

เอกสารงานสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา “บทบาทปัญญาชนไทยก่อนสมัย 2500” กันยายน 2559

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป